ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    เล่มที่ 4 บทที่ 107 ยังไม่ยอมล้มเลิก

            น้ำเสียงของจิ่งเยี่ยนกุยค่อนข้างนุ่มนวล แต่ก็เกือบจะทำให้อาหญิงใหญ่จิ่งหน้าหงายไปเลย

            อาหญิงใหญ่จิ่งยอมโดนหยางหว่านซิ่วด่าก็เพราะนั่นคือแม่แท้ๆ ของเธอ และช่วงหลายปีมานี้ นอกจากหยางหว่านซิ่วก็ไม่มีใครกล้าพูดกับเธอแบบนี้ พอกลับมาที่หมู่บ้าน เธอก็รู้สึกว่าตัวเองดีเลิศไปหมด คิดว่าตัวเองกินข้าวหลวงในเมืองใหญ่ ล้ำเลิศเสียจนแทบจะลอยขึ้นฟ้า!

            ตอนนี้พอโดนจิ่งเยี่ยนกุยตอกกลับแบบนี้ ก็ทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที และพูดด้วยความโกรธว่า “แกเป็นใคร? กล้ามาพูดกับฉันแบบนี้!”

            พูดจบก็อยากจะลงมือทำร้ายจิ่งเยี่ยนกุย แต่ถูกหยางหว่านซิ่วคว้าหูเอาไว้ “ที่หล่อนพูดมามีตรงไหนที่ไม่จริง? มีคำไหนที่ปรักปรำแก? ถ้าแกพูดได้ ฉันจะตีหล่อนเดี๋ยวนี้เลย!”

            อาหญิงใหญ่จิ่งเอามือกุมหูแล้วร้องว่า “โอ๊ย แม่ เจ็บ!”

            หยางหว่านซิ่วพูดด้วยความไม่พอใจ “พูดไม่ออกแล้วใช่ไหม? ถ้าพูดไม่ออกก็ไสหัวไปซะ! ต่อไปไม่ต้องกลับมาอีก! พอกลับมาทีไร ครอบครัวก็ปั่นป่วนไปหมด!”

            เธอคว้าหูอาหญิงใหญ่จิ่งแล้วไล่ออกไป จากนั้นก็ปิดประตูห้องโถงเสียงดังด้วยความโมโห “เวรกรรมอะไรของฉัน! ทำไมถึงมีลูกที่โง่เง่าแบบนี้!”

            อาหญิงเล็กจิ่งกับจิ่งเยี่ยนกุยรีบเข้ามาปลอบหยางหว่านซิ่ว บอกว่าอาหญิงใหญ่จิ่งก็เป็นแบบนี้มาตลอด อย่าไปถือสา

            หลังจากที่อาหญิงใหญ่จิ่งออกจากบ้านเก่าตระกูลจิ่งแล้ว ก็ไปอาละวาดที่บ้านอาสามจิ่ง ด่าว่าเขาเอาเนื้อที่หยางหว่านซิ่วให้เธอไปกินจนไส้เน่าอย่างรุนแรง ส่วนอาสามจิ่งก็รู้สึกผิด จึงเลือกที่จะเงียบไม่ตอบโต้

            แต่อาสะใภ้สามจิ่งไม่ใช่คนหัวอ่อน รีบพุ่งออกมาด่าตอบอาหญิงใหญ่จิ่ง ด่าว่าเธอไม่กตัญญู ไม่คิดจะเอาอะไรไปให้คนแก่กิน ยังจะมาเพ่งเล็งของกินในปากคนแก่ ช่างเป็นคนจิตใจที่มืดบอดเสียจริง

            อาหญิงใหญ่จิ่งมักจะถือว่าตัวเองเป็นคนเมืองใหญ่ คิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น คำด่าที่เคยเรียนรู้มาในหมู่บ้านก็ลืมไปหมดแล้ว ด่าไปด่ามาก็มีแต่คำเดิมๆ

            อาสะใภ้สามจิ่งเมื่อก่อนยังหวังว่าอาหญิงใหญ่จิ่งที่อยู่ในเมืองจะช่วยดูแลลูกๆ บ้าง ก็เลยสุภาพกับอาหญิงใหญ่จิ่งอยู่บ้าง

            แต่ช่วงหลายปีมานี้ อาสะใภ้สามจิ่งก็เข้าใจแล้วว่า ด้วยนิสัยของอาหญิงใหญ่จิ่ง ตระกูลจิ่งก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเธอแล้ว ตอนนี้จึงไม่จำเป็นต้องสุภาพกับอาหญิงใหญ่จิ่งอีกต่อไปแล้ว คำด่าทอที่หยาบคายหลุดออกมาไม่ยั้งคำ แถมยังไม่ซ้ำกันเลย!

            อาหญิงใหญ่จิ่งด่าสู้อาสะใภ้สามจิ่งไม่ได้ แถมยังไม่กล้าบุกเข้าไปทำร้ายก็ยิ่งโมโหมาก ทั้งด่าทอไปเดินถอยกลับไป สุดท้ายก็ไปที่บ้านตระกูลจิ่ง พอเห็นหลิวชุนฮวาที่ยืนอยู่หน้าประตูก็โกรธจัดทันที รีบด่ากราดใส่ทันที

            หลิวชุนฮวาก็หน้ามืดหมองลงไปเหมือนกัน เพียงแต่ยังคิดถึงเรื่องที่จะวางแผนจัดการจิ่งเยี่ยนกุย จึงกลืนความโกรธลงไปแล้วพูดปลอบใจอาหญิงใหญ่จิ่งสองสามคำ ตามด้วยยกยอสรรเสริญอาหญิงใหญ่จิ่งอีกหลายครั้ง แถมยังด่าสองสามีภรรยาบ้านอาสามจิ่งด้วย ทำให้ความโกรธของอาหญิงใหญ่จิ่งคลายลงได้บ้าง

            เมื่ออาหญิงใหญ่จิ่งอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ก็เริ่มสั่งสอนหลิวชุนฮวาอีกว่า “วันนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าแกมันไม่ได้เรื่อง ลูกสาวที่เลี้ยงมาก็คุมไม่อยู่ ปล่อยให้ทำอะไรตามอำเภอใจ!”

            พอหลิวชุนฮวาได้ยินแบบนี้ ก็เริ่มร้องไห้ “ฉันมันโชคร้าย! ที่เลี้ยงลูกเนรคุณ!”

            เมื่อเห็นเธอเป็นแบบนี้ อาหญิงใหญ่จิ่งก็คลายโกรธลงไปบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกหงุดหงิด “หลิวชุนฮวา คราวนี้แกทำให้ฉันเกือบตายแล้ว เรื่องนี้ฉันบอกท่านผู้นำไปแล้ว ถ้าถึงตอนนั้นท่านผู้นำรู้เข้า บ้านตระกูลอู๋ต้องพลอยซวยไปด้วยแน่!”

            หลิวชุนฮวาได้คิดถึงเรื่องพวกนี้ไว้แล้ว จึงค่อยๆ พูดว่า “แค่หมั้น ไม่ได้แต่งงาน เรื่องนี้ถ้าท่านผู้นำชอบหล่อน หล่อนก็ต้องแต่งงานกับท่านผู้นำ ใช่ไหมล่ะคะ?”

            คำพูดนี้เหมือนเป็นการเตือนสติอาหญิงใหญ่ ใช่แล้ว ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยแค่หมั้น ยังไม่ได้แต่งงาน เรื่องนี้ยังพอมีช่องทางอีกมาก ยิ่งด้วยวิธีจัดการของตระกูลอวี๋ที่หยิ่งผยองด้วยแล้ว ถ้าเกิดเขาถูกใจจิ่งเยี่ยนกุยขึ้นมา ต่อให้จิ่งเยี่ยนกุยจะไม่เต็มใจหรือไม่ หล่อนก็ต้องแต่งอยู่ดี!

            อาหญิงใหญ่จิ่งยกมือตบขาตัวเองเบาๆ “มีเหตุผล แต่เรื่องนี้ต้องให้ท่านผู้นำดูตัวก่อน”

            เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งน้องสามีและพี่สะใภ้ต่างก็พากันหนักใจไม่น้อย ถ้าตระกูลอวี๋มาดูตัวที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่ง และด้วยนิสัยของหยางหว่านซิ่ว คาดว่าจะต้องด่ากราดจนเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะทำให้ท่านผู้นำโกรธได้ และบ้านของตระกูลฟางก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าเกิดมีเรื่องขึ้นมาจริงๆ หน้าตาของท่านผู้นำก็คงดูไม่ดีนัก

            ดังนั้นจึงต้องรอให้จิ่งเยี่ยนกุยอยู่คนเดียวถึงจะไปดูตัวได้

            หลิวชุนฮวารีบพูดว่า “จิ่งเยี่ยนกุยรับงานที่ร้านขายยาในเมือง ช่วงนี้จะไปๆ มาๆ ที่นั่นอยู่เรื่อยๆ พอไปที่นั่นก็ใช้เวลาจนถึงบ่าย เวลานั้นน่าจะเหมาะสม”

            อาหญิงใหญ่จิ่งรู้สึกว่าตัวเองแนะนำการแต่งงานที่ดีขนาดนี้ให้จิ่งเยี่ยนกุยแล้ว ยังต้องมาแอบทำลับๆ ล่อๆ มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง เธอจึงพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ จิ่งเยี่ยนกุยต้องให้สินน้ำใจในการหาคู่กับฉันนะ”

            หลิวชุนฮวายิ้มแล้วพูดว่า “แน่นอนสิ ถึงตอนนั้นหล่อนจะต้องขอบคุณอาหญิงใหญ่มากๆ แน่นอน!”

            เมื่อได้ยินแบบนี้ อาหญิงใหญ่จิ่งก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจิ่งเยี่ยนกุยจะเห็นด้วยหรือไม่ ถึงแม้ว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยจะปฏิเสธเธออย่างชัดเจน แต่เธอก็คิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยยังไม่เห็นความร่ำรวยของตระกูลอวี๋ ถ้าได้เห็นแล้วก็คงไม่ปฏิเสธแน่นอน เพราะตระกูลอวี๋นั้นไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวชาวบ้านอย่างจิ่งเยี่ยนกุยจะจินตนาการถึงได้

            ทั้งพี่สะใภ้และน้องสามีก็ตกลงกันได้สำเร็จ หลิวชุนฮวาจะคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของบ้านเก่า แล้วจะโทรศัพท์บอกอาหญิงใหญ่จิ่งทันทีที่มีข่าว

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกหลิวชุนฮวาและอาหญิงใหญ่จิ่งจับตามองอยู่ เธอคิดว่าถึงแม้อาหญิงใหญ่จิ่งจะหน้าด้าน แต่เมื่อวันนี้เธอได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้ว อีกทั้งอาหญิงใหญ่จิ่งก็เป็นคนรักหน้าตา เรื่องนี้ก็คงจะจบไป

            ช่วงนี้เธอเตรียมตัวอยู่หลายวัน ตัดสินใจว่าจะไปเมืองหยางสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าซูไป่ชิงจะขับรถพาคุณปู่ซูมาที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่ง

            จิ่งเยี่ยนกุยไม่คิดว่าพวกเขาจะมา จึงรีบไปยกเก้าอี้ให้พวกเขา แต่คุณปู่ซูกลับพูดเข้าเรื่องทันทีโดยไม่อ้อมค้อม “เยี่ยนกุย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว คราวนี้ฉันมาหาหนูโดยเฉพาะ อีกสองวันไป่ชิงจะต้องไปซื้อยาที่สือเฉียว หนูก็ไปกับเขา ไปดูยาให้เยอะๆ จะได้ทำความเข้าใจเรื่องสมุนไพรในวงการทั้งหมด”

            เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินแบบนี้ ก็หันไปมองซูไป่ชิง เขาขยิบตาให้เธอหนึ่งทีก่อนจะทำท่าปิดปากเป็นสัญญาณให้เธอรู้ว่า เขาไม่ได้บอกคุณปู่ซูเรื่องที่เธอจะทำธุรกิจเสื้อผ้า

            จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเข็ดฟัน แม้ว่าซูไป่ชิงจะไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณปู่ซู แต่เขาก็ใช้วิธีอื่นที่จะทำให้เธอล้มเลิกความคิดที่จะขายเสื้อผ้า

            คุณปู่ซูพูดพลางถอนหายใจว่า “เมื่อวานทางเมืองหลวงโทรศัพท์มาสั่งซื้อยาทาแผลหนึ่งหมื่นขวด ฉันได้ยินไป่ชิงบอกว่า ยาที่หนูเคยทำมาจากสมุนไพรที่หนูไปเก็บเอง แต่ครั้งนี้ยอดสั่งซื้อเยอะมาก สมุนไพรที่หนูไปเก็บเองคงจะไม่พอ คงต้องไปซื้อสมุนไพรเพิ่มซะแล้ว”

            “คราวนี้ไป่ชิงจะต้องไปอยู่พอดี หนูก็ถือโอกาสไปด้วยเลย แล้วก็ไปดูสมุนไพรให้เยอะๆ กลับมาฉันจะทดสอบหนู”

            ในดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ยาทาแผลหนึ่งหมื่นขวด? จำนวนนี้สำหรับเธอในตอนนี้ถือว่ามากจริงๆ นี่คือโอกาสที่จะได้รวยแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80 ที่คุณอ่าน