ตอนที่ 4 ต่อให้ต้องเลือกอีกเป็ร้อยเป็พันครั้ง
นิทานอุ้มคีตามาถึงประตูเมืองในเวลาไม่ถึง 5นาที เขาไม่แม้แต่จะพูดอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกองกำลังเสริมและเพื่อนทหารที่เขาเจอระหว่างทางด้วยซ้ำ ชีวิตของคีตาขึ้นอยู่กับเวลา เขาไม่คิดจะเสียเวลากับอะไรทั้งนั้น เ้าหมีตัวนั้นไว้ทีหลัง เขากับคีตาจะไปคิดบัญชีมันแน่ แต่ไม่ใช่ตอนนี้
เมื่อเขาอุ้มคีตามาถึงศูนย์รักษาเขาก็แทบจะก้มลงกราบกับพื้นขอให้นักสลักคำที่มีความสามารถรักษาช่วยชีวิตคีตา นิทานถือว่ามีชื่อเสียงพอตัวในเมืองศิลาลัยแห่งนี้ในฐานะยอดอัจฉริยะที่ค้นพบคำแห่งพลังได้2คำในวัยเพียง 12ปี นักสลักคำท่านหนึ่งจึงยินดีช่วยด้วยความเต็มใจ
เมื่อเห็นลมหายใจที่รวยรินของคีตากลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง ใบหน้าที่ซีดฝาดเวลานี้ปรากฏสีอมชมพูขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีดำสนิทกลับมามีประกาย พร้อมกับหางใหญ่ฟูที่เริ่มส่ายไหวไปมา นิทานก็อดน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้
ฉันในตอนนั้นนี่ขี้แยจังเลยแฮะ
นิทานที่เฝ้ามองเหตุการณ์ในฝันอยู่คิดพลางยกมือปาดน้ำตาที่หางตา
ถึงไอ้ฝันร้ายนี่จะทำให้ฉันต้องเห็นพ่อแม่ตัวเองตายซ้ำ ๆ กับคีตาที่เกือบตาย แต่ไอ้ฉากนี้นี่มันเยียวยาใจดวงน้อย ๆ ของฉันจริง ๆ เลยแฮะ
นิทานยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้ตัวดีว่าเขาใกล้ตื่นแล้ว ตลอด2ปีที่ผ่านมาหลังจากเขาทำพิธีสลักคำไปตอนอายุ 19ปีเพื่อช่วยชีวิตคีตา เขาฝันแบบนี้เป็สิบ ๆ ครั้งแล้ว บางครั้งก็อาทิตย์ละครั้ง บาง่ก็เดือนละครั้ง ่ไหนเขาเครียด ๆ ก็แทบจะฝันเื่นี้ 3วันครั้ง
ภาพตัดไปอีกครั้ง เปลี่ยนเป็ฉากที่เขานั่งอยู่ในห้องประชุมที่เขาพึ่งไปมาเมื่อเช้า
หัวหน้าสิงค์ยังคงนั่งอยู่พร้อมกับพี่ภูที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่ข้างหลัง หญิงสาวอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ทางด้านข้างของหัวหน้าสิงค์ หญิงสาวคนนี้มัดผมหางม้าเหมือนนิทานแต่หางม้ายาวถึงกลางหลัง เครื่องหน้าดูดี ดูไปแล้วคงจะอายุราว ๆ 40กลาง ๆ ที่อกข้างขวาประดับไว้ด้วยตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรไฟกัลป์ ส่วนอกซ้ายกลัดด้วยตราสีแดงเพลิง ตรงกลางเป็รูปกองไฟขนาดเล็กพร้อมถ่านที่ร้อนระอุอยู่ด้านล่าง ตราของหน่วยพิเศษเชื้อไฟ หน่วยพิเศษที่ขึ้นตรงต่อราชวงศ์
ฝั่งตรงข้ามเป็นิทานนั่งอยู่ หัวหน้าสิงค์ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ส่วนหญิงสาวจากหน่วยเชื้อไฟคนนั้นสีหน้าเคร่งเครียด เต็มไปด้วยอารมณ์โกรธปนเสียดาย
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบสงัดเป็เวลานาน ไม่มีใครเริ่มพูดอะไรก่อนจนนิทานรู้สึกอึดอัด
เรียนจบมาตั้งนานแล้ว ไหงถึงรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องปกครองเลยแฮะ
“นิทาน นายทำพิธีสลักคำสำเร็จ กลายเป็ผู้เรียนรู้แล้วใช่มั้ย” หัวหน้าสิงค์เอ่ยขึ้นเป็คนแรก ทำลายความเงียบในห้องลง แต่บรรยากาศน่าอึดอัดกลับไม่ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
“ใช่ครับ” นิทานอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างคร่าว ๆ
ถึงแม้หัวหน้าสิงค์ย่อมได้รับรู้เื่ของเ้าหมีั์สีเขียวแล้วเมื่อเพื่อนทหารของนิทานมาขอกำลังเสริม แต่พวกเขายังไม่รู้เหตุการณ์หลังจากนั้น การที่หัวหน้าสิงค์สามารถรับรู้ได้ว่านิทานผ่านพิธีสลักคำกลายเป็ผู้เรียนรู้แล้วย่อมเป็เพราะกลิ่นอายพลังจิติญญา
ทั้งห้องตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงถอนหายใจดังขึ้นมาทำลายความเงียบนั้น พี่ภูที่ใบหน้าเครียดเป่าปากเบา ๆ ก่อนถามนิทานอีกครั้ง
“นายรู้ใช่มั้ยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรอทำพิธีสลักคำทีเดียวตอนอายุใกล้ 40ปี บางคงจะ 40ปีแล้วยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำ” ่ท้ายเสียงของพี่ภูเบาลงราวกับกำลังพูดถึงเื่ใกล้ตัว
“รู้ครับ เพราะรากิญญาจะเริ่มเสื่อมลง ทำให้ค้นหาคำแห่งพลังยากขึ้นหากยังไม่สามารถหาให้ครบ 5คำ” นิทานตอบ
“นายรู้เหมือนกันใช่มั้ยว่ามีคนแค่หยิบมือตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถหาคำแห่งพลังของตัวเองได้ครบ 5คำน่ะ” พี่ภูมอง
“น้อยจนเป็ตำนานเลยครับ”
“ใช่ เพราะงั้นเื่การค้นหาคำแห่งพลังน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ตั้งเป้าว่าตัวเองจะหาได้ครบ5 ก่อนอายุ 39หรอกนะ สิ่งสำคัญเลยก็คือ..”
“การทำพิธีสลักคำสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวค่ะ” หญิงสาวจากหน่วยเชื้อไฟตอบแทรกขึ้นมา
“การทำพิธีสลักคำนั้นใช้ปริมาณน้ำในมหานทีรากิญญามหาศาลมาก คุณคงเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่าตอนนี้สภาพรากิญญาของคุณเป็ยังไง”
นิทานนึกถึงภาพมหานทีในห้วงจิตของเขาที่ขณะนี้เหลือเพียงคลองสายเล็ก ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบ
“แต่ก็มีเื่ของคนที่ฝืนทำพิธีสลักคำครั้งที่สองได้สำเร็จนี่ครับ ผมเคยได้ยิ..”
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะดังลั่นจนนิทานสะดุ้ง
“มันมีกี่คนกันล่ะนิทาน! ตลอดหลายพันปีมานี้มีผู้เรียนรู้เกิดขึ้นกี่ล้านคน แล้วทั้งหมดในนั้นมีกี่คนที่ทำพิธีสลักคำครั้งที่2สำเร็จ!!” หัวหน้าสิงค์ที่ทำสีหน้านิ่งเฉยมาตลอดพลันะเิอารมณ์ออกมาในวินาทีนี้
"มีกี่คนกันที่โชคดีขนาดนั้น!"
“นายคืออัจฉริยะนิทาน! นายก็รู้ นายค้นพบคำแรกตอนอายุแค่ 8ปี! คำที่2ตอน 12ปี! นายอาจจะพบคำที่สามเร็วนี้ๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้ นายอาจจะค้นพบได้ถึง4คำ อริยะเลยนะนิทาน! อริยะ! นายสามารถกลายเป็อริยะได้ด้วยคำแค่3คำด้วยซ้ำ! แต่นายกลับเอาอนาคตตัวเองไปทิ้งเพื่อช่วยชีวิตหมาตัวหนึ่ง!! อริยะผู้สูงส่ง! กับแค่หมา!!” หัวหน้าสิงค์ยิ่งพูดเสียงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ จน่ท้ายราวกับะโ
นิทานที่นั่งฟังด้วยสีหน้ารู้สึกผิดพอได้ยินส่วนสุดท้ายของประโยค สีหน้ารู้สึกผิดพลันมลายหายกลับกลายเป็สีหน้าเ็า ั์ตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองกลับไปที่หัวหน้าสิงค์อย่างไม่มีอ่อนข้อ
“มันไม่ใช่ แค่ หมาตัวหนึ่งครับ มันช่วยชีวิตผมเอาไว้ ผมเลี้ยงมันมาั้แ่เด็ก ตลอดมาข้างกายผมมีแค่มันอยู่ข้างกายผมไม่เคยห่างไปไหน เห็นความสำคัญของผมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ผมคือโลกทั้งใบของมัน มันไม่ใช่ แค่ หมาครับหัวหน้า มันคือครอบครัวของผม ครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของผม”
สุ้มเสียงของนิทานเ็าบาดจิต ั์ตาแสดงถึงอารมณ์โกรธอย่างไม่มีปิดบัง
หัวหน้าสิงค์ั์ตาสั่นสะท้าน ก่อนจะพูดตอบแต่คราวนี้ไร้ซึ่งอารมณ์โกรธใดๆ อีกแล้ว
“ฉันขอโทษ นิทาน ฉันขาดสติไป ฉัน..ฉันแค่เป็ห่วงนาย..”
“ผมเข้าใจครับหัวหน้า ผมเข้าใจ ขอบคุณนะครับ” เสียงของนิทานเบาลง
แปะ
เสียงวางหนังสือลงบนโต๊ะเรียกสายตาทุกคนให้หันกลับไปที่หญิงสาวจากหน่วยเชื้อไฟอีกครั้ง
“อะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็ให้มันจบกันไปเถอะค่ะ คุณนิทานคะ ตามกฎของหน่วยเชื้อไฟแล้ว เราจะรับสมาชิกใหม่จากผู้มีพร์ที่ยังไม่ผ่านพิธีสลักคำและอายุน้อยกว่า30เท่านั้นค่ะ”
“นอกจากหน้าที่ในฐานะหน่วยพิเศษแล้ว สมาชิกหน่วยเชื้อไฟจะได้รับทรัพยากรพิเศษและการสนับสนุนจากทางราชวงศ์ ทั้งหมดนี่ก็เพื่อสร้างยอดฝีมือค่ะ ดังนั้นพอรับเข้าหน่วยมาแล้วก็จะได้รับการฟูมฟักจนถึงอายุ39 แล้วจึงทำพิธีสลักคำ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงจะส่งไปรับหน้าที่ในภายหลัง”
นิทานรับฟังพร้อมพยักหน้าตาม
“เพราะงั้นต้องขออภัยด้วยนะคะที่ต้องแจ้งข่าวนี้ แต่ปัจจุบันคุณนิทานไม่เข้าข่ายผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมหน่วยเชื้อไฟอีกต่อไป”
นิทานรับฟังโดยไม่พูดอะไร
“แต่ทางเรายอมรับในศักยภาพของคุณนิทานค่ะ ด้วยพร์ของคุณนิทาน คุณมีโอกาสสูงที่จะค้นพบคำเพิ่มเติมได้เป็ 3 หรือ 4 คำ ถึงแม้จะสามารถเรียนรู้อย่างถ่องแท้ได้เพียง 2....”
“3 คำครับ ผมค้นพบคำเพิ่มตอนที่ผมสู้กับหมีั์พอดี เพราะงั้นผมสามารถเรียนรู้อย่างถ่องแท้ได้ 3คำ ข้ามผ่านระดับ ผู้เรียนรู้ ไปเป็นักสลักเอก โท และไตรได้ครับ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่นักสลักโท” นิทานกล่าวแทรกขึ้นมา
ทั้งห้องประชุมเสียงเงียบลงอีกครั้ง ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่นิทาน หญิงสาวจากหน่วยเชื้อไฟยังคงอ้าปากค้างในท่าพูด
“อัจฉริยะ..” เสียงของพี่ภูลอยแว่ว
“ค้นหาได้ 3คำภายในอายุ 19ปี…. อัจฉริยะอย่างแท้จริง..” หัวหน้าสิงค์พูดอย่างเหม่อลอย
หญิงสาวจากหน่วยเชื้อไฟยังคงเงียบไปอีก่หนึ่ง เหมือนกำลังพยายามทำความเข้าใจเื่ไร้เหตุผลตรงหน้า หลังผ่านไปไม่นานจึงถอนหายใจออกมา
“น่าเสียดาย น่าเสียดายจริง ๆ” หญิงสาวส่ายหัวถอนใจ
“ยังไงก็ตาม ด้วยศักยภาพของคุณนิทาน คุณมีโอกาสสูงที่จะสามารถเรียนรู้คำแห่งพลังทั้ง3ของคุณจนถ่องแท้และขึ้นเป็นักสลักไตร กลายเป็อริยะอันสูงส่ง” หญิงสาวกล่าวต่อ
“ในบรรดาผู้เรียนรู้มากมาย ส่วนมากไม่สามารถเรียนรู้ได้แม้แต่คำเดียว ติดอยู่ที่ระดับผู้เรียนรู้ อีกส่วนสามารถเรียนรู้ได้เพียงคำเดียวและติดอยู่ที่ระดับนักสลักเอกแม้ว่าจะสามารถค้นหาคำแห่งพลังของตนได้ถึง 2คำหรือ 3คำก็ตามที”
“แม้แต่อัจฉริยะก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นค่ะ มีอัจฉริยะมากมายที่ติดคาที่อยู่นักสลักโท ไม่สามารถขึ้นเป็นักสลักไตรหรืออริยะผู้สูงส่งได้”
“หากคุณนิทานสามารถขึ้นไปถึงระดับนักสลักไตรกลายเป็อริยะได้ สามารถเข้ามาหาพวกเราที่หน่วยเชื้อไฟได้เสมอนะคะ ทางเรายินดีมอบสิทธิประโยชน์มากมายให้อริยะค่ะ” หญิงสาวกล่าวต่อ
หมายถึงถ้าไปไม่ถึงระดับอริยะก็อย่าเสนอหน้ามาให้เห็นสินะ นิทานบ่นอุบ
“ผมจะพยายามครับ”
“แล้วนายจะเอาไงต่อ นิทาน จะย้ายเข้าเมืองหลวงมั้ย” หัวหน้าสิงค์ถาม
“คงยังก่อนครับ ผมขอค่อย ๆ ฝึกตนค้นคว้าสงบ ๆ เกี่ยวกับคำของผมที่เมืองนี้ก่อนดีกว่าครับ เข้าเมืองหลวงทีหลังก็ยังไม่สาย”
“แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ผมขอกลับบ้านก่อนได้มั้ยครับ ผมเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“ถูกของนาย กลับบ้านเถอะนิทาน วันนี้นายเจอเื่มาเยอะจริง ๆ นั่นแหละ สมควรพักผ่อนสักหน่อย จะได้ปรับสภาพจิตใจกับทำความคุ้นเคยกับพลังด้วย”
นิทานยกมือไหว้ร่ำลาทุกคนก่อนเดินออกจากห้อง ก่อนปิดประตูเขายังรับรู้ได้ถึงคำพูดเบา ๆ และสายตาที่มองตามหลังตนด้วยความเสียดายในอนาคตของอัจฉริยะคนหนึ่ง
“น่าเสียดายจริง ๆ ..” เสียงแ่เบายังคงลอยเข้าหูของนิทานในตอนที่เขาปิดประตูลง
น่าเสียดายงั้นเหรอ
หน้าห้องประชุม สุนัขตัวใหญ่ขนสีดำ ั์ตาดำสนิทเหมือนเม็ดลำไย นั่งรอเขาอย่างสงบอยู่ข้างประตู ร่างกายของคีตาเต็มไปด้วยผ้าพันแผลพันรอบส่วนลำตัวอย่างแ่า ตัดกับขนฟูสีดำทั่วตัว คีตาตอนนี้จึงดูเหมือนก้อนสำลีที่โดนบีบตรงกลางชวนให้ผู้พบเห็นเวทนาสงสารปนหัวเราะ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของนิทาน คีตาก็วิ่งมาหาเขาพร้อมกับหางที่ส่ายไปมาอย่างมีความสุข เสียงหายใจเป็จังหวะ ไม่เหลือสภาพของสุนัขที่เกือบไปเยือนดินแดนของทีรานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแม้แต่น้อย
“โฮ่ง!”
นิทาน นิทาน คีตา หิว ไปหา กิน กิน
นิทานก้มลงไปกอดคีตา สางขนนุ่มๆ ฟูๆ ของมันไว้ในร่องนิ้ว หน้าซุกลงไปในคอของคีตา หางตามีคราบน้ำตาน้อย ๆ
“เอาสิ เดียววันนี้เรากินหมูป่าสามเขี้ยวให้เต็มคราบกันดีกว่า เอาตัวใหญ่ ๆ เลย”
“โฮ่ง!”
หมูตัวใหญ่! อร่อย!
นิทานยิ้มอย่างมีความสุข เขาไม่คิดขอสิ่งใดอีกหากเขายังสามารถกอดขนนุ่มๆ และััอันอบอุ่นนี้ได้เหมือนเช่นเคย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฉากทุกอย่างแตกสลายลงราวกับผลึกแก้วเมื่อเสียงดังตีกันที่คุ้นเคยดังเข้ามาในหูนิทานอีกครั้ง
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งเเละแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า!”
“แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร!”
เหล่าศาสนิกชนและทหารเวรยามเช้ายังคงขยันขันแข็ง วันนี้ยังคงเป็ดั่งเช่นทุกวัน
หลังจากเสียงเงียบลงไปไม่นาน จมูกเปียกชื้นก็ดันเข้ามาในผ้าห่ม ทำเสียงฟุดฟิด ๆ ไปทั่วหาเป้าหมาย เมื่อพบก็จู่โจมเลียหน้านิทานอย่างไม่รีรอ
นิทาน นิทาน ตื่น ตื่น เช้าแล้ว
คีตา หิว
นิทานลุกขึ้นมา สองตายังแดงอยู่นิดหน่อยจากฝันร้ายเมื่อคืน นิทานอุ้มสองขาหน้าของคีตามาพาดไหล่ ก่อนจะสวมกอดเ้าหมาสีดำตัวใหญ่ข้างเตียง หน้าซุกลงไปที่คอของมัน สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกระซิบอย่างแ่เบา
“น่าเสียดายบ้าอะไรล่ะ ต่อให้ต้องเลือกอีกนับร้อยนับพันครั้ง ฉันก็จะเลือกเหมือนเดิมทุกครั้งนั่นแหละ”