“องค์หญิงเมื่อกี้ท่านพูดว่าอะไรนะเ้าคะ” จื้อหลานเบิกตากว้างและหันขวับมาหาเธอทันที
“ก็...อย่างที่ข้าบอกนั่นแหละตอนนี้ความทรงจำของข้าเลือนรางจนน่าใจหายฮึก...ข้าจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรตอนทำพิธียกน้ำชาจนฮองเฮากริ้ว!”
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับทำเสียงให้เศร้าที่สุดเท่าที่จะทำได้และพยายามนึกถึงเื่เศร้าสุดฤทธิ์
เธอเสียเงินจองบริสติชชอร์ตแฮร์สีส้มไปตั้งสี่หมื่นกะว่าจะเอาไปอยู่ด้วยกันที่คอนโด แต่แม่ก็ดันมาติดแหง็กอยู่ที่นี่ซะก่อน โธ่เ้าปลาส้มของแม่...
“งั้นที่ท่านเอาแต่ถามเื่นั้นเื่นี้ก็เพราะว่า...ว่า...”จื้อหลานหน้าซีดเผือดคล้ายจะเป็ลมจนเธอต้องหยิบพัดที่วางอยู่บนโต๊ะมาพัดให้นาง
“อืมข้าจำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ”
“องค์หญิง!ทำไมท่านไม่บอกข้า เื่นี้มันใหญ่มากเลยนะเ้าค่ะ ไม่ได้การแล้วข้าต้องให้พี่โม่เฉินไปบอกท่านหมอหลวงลู่!”
หมอหลวงลู่อีกแล้วแล้วโม่เฉินนี่ ใครอีก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรั้งจื้อหลานไว้แน่
ก่อนอื่นต้องทำให้จื้อหลานยอมเชื่อก่อนส่วนคนอื่น ๆ ค่อยว่ากันทีหลัง
“ช้าก่อน จื้อหลานฮึก... ข้าไม่คิดว่าการไปตามหมอลู่มาตอนนี้จะเป็เื่ที่ดีนักฮึก...ข้าเพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงสามวันดีแต่กลับป่วยด้วยโรคร้ายแรงเ้าคิดว่าเื่นี้เป็เื่ที่ดีนักหรือดีไม่ดี...เื่มันอาจจะเลยเถิดจนทำให้ทางวังหลวงผิดใจกับท่านแม่ทัพใหญ่ได้ฮึก...”
เธอร้องไห้ไปเหล่ตามองจื้อหลานไปว่านางเชื่อเธอหรือไม่แต่ถึงยังไงก็ปล่อยนางไปตามหมอตอนนี้ไม่ได้
ขืนหมอลู่มาตรวจเธอตอนนี้ก็ความแตกนะซิ
“จริงอย่างที่ท่านว่า...เฮ้อ...” จื้อหลานถอนหายใจออกมาพลางคุกเข่าลงเกาะขาเธอ
“องค์หญิงท่านไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าค่ะข้าจะดูแลท่านให้ดีที่สุด”ท่าทียอมรับของจื้อหลานทำเอาเธอเกือบจะเก็บสีหน้าไม่อยู่เธอเลยต้องเม้มปากแน่นไม่ให้ยิ้มออกมา
แผนของเธอสำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้นแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรต่อ เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หน้าเรือนจนเธอใ
“พี่โม่เฉินนะเ้าค่ะท่านอย่าได้ใไปเลย”
“โม่เฉิน?”
“เ้าค่ะพี่โม่เฉินเป็พี่ชายของข้าน้อยเองและเขาก็เป็หัวหน้าราชองครักษ์ของท่านด้วย”
“หัวหน้าราชองครักษ์?”
“เ้าค่ะตอนที่ท่านแต่งงานออกมา ฮ่องเต้ทรงประทานท่านหมอหลวงลู่นางกำนัลสี่คนและราชองครักษ์อีกสี่คนให้ติดตามมาดูแลท่านที่จวนนี้เ้าค่ะและข้าก็คิดว่า...พี่โม่เฉินน่าจะได้ยินเื่ที่ท่านพูด”
“งั้นหรือ...”
ดูเหมือนว่าเื่จะไปเร็วว่าที่คิดแฮะ...
“องค์หญิงิจูกระหม่อมโม่เฉินขออนุญาตเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เสียงที่เรียกจากคนที่อยู่ข้างหน้าประตูทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆแล้วเหลือบมองไปที่ประตู
“เข้ามา”
แอ๊ด...
เสียงประตูเปิดออกมาแล้วร่างสูงโปร่งในชุดราชองครักษ์ก็เดินเข้ามาเงียบๆ และปิดประตูลงอย่างรวดเร็วแต่ถึงอย่างนั้นสายตาที่มองมาที่เธอก็ทำให้รู้ว่าโม่เฉินไม่ใช่คนที่เธอจะตบตาได้ง่ายๆ
“นี่เ้า...คงได้ยินเื่ที่ข้าคุยกับจื้อหลานแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เฮ้อ...”
“ขอประทานอภัยองค์หญิงกระหม่อมมีข้อสงสัยอยู่สองสามเื่ หากจะทรงประทานอนุญาตให้กระหม่อมได้ถาม”
เธอปรายตามองโม่เฉินแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจเธอจะไม่อนุญาตก็เพราะไอ้พวกคำประหลาด ๆ พวกนั้นนั่นแหละ
ฟังแล้วเวียนหัวชะมัด
“จะถามอะไรก็ถามแต่ขอภาษาปกตินะ”
“เอ่อ...กระหม่อมมิกล้า”
“งั้นก็ไม่ต้องถาม!”คำสวนกลับของเธอทำให้โม่เฉินชะงักและเม้มปากนิดนึง ก่อนที่จะถามออกมา
“ข้าน้อยสงสัยว่าท่านทรงจำไม่ได้ั้แ่เมื่อไรขอรับ”
“อืม...แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เื่หน่อย จำไม่ได้ั้แ่ตอนไหนนะหรือก็ก่อนแต่งงานสักครึ่งชั่วยาม ตอนที่ข้าเป็ลมไปนะ”
“แล้วทำไมท่านถึงไม่พูดอะไรเลย”
“ก็ตอนนั้นข้าโดนแม่สื่อวางยาสงบใจแล้วข้าจะพูดได้อย่างไรกัน”คำตอบของเธอทำให้โม่เฉินพยักหน้า ก่อนที่จะหรี่ตาลงคล้ายจับผิด
“อันที่จริงหลังจากนั้นท่านก็น่าจะบอกถงกูกูได้...”
“เฮ้อ... ถ้าเป็พวกเ้าพวกเ้าจะกล้าบอกนางไหมล่ะพวกเ้าก็เห็นว่าพวกนางจับข้าขังไว้แล้วให้ท่องอะไรไม่รู้ต้องมากมายแถมหน้าตาพวกนางแต่ละคนก็น่ากลัวยังกะเสือ”
คำตอบของเธอทำเอาจื้อหลานถึงกับสำลักน้ำลายส่วนโม่เฉินก็ยิ้มบาง ๆ แล้วถามต่อ
“ถ้าเช่นนั้นก่อนหน้าที่ท่านจะสลบมีใครมาข่มขู่ท่านหรือไม่”
เธอมองคนตรงหน้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่คำถามนี้เธอต้องคิดดี ๆ ก่อนตอบ ไม่งั้นคงโดนเขาจับได้
“ไม่รู้ซิเพราะข้าตื่นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้แล้ว”
“หากเป็อย่างที่ท่านบอกข้าน้อยคงต้องรายงานท่านหมอลู่ สุขภาพของท่านนั้นเป็เื่ใหญ่มากนะขอรับ”
ทันทีที่โม่เฉินพูดจบเธอก็ส่ายหัวพรืด ให้ตายก็บอกไม่ได้ ขืนหมอลู่จับเธอตรวจร่างกายขึ้นมาเดี๋ยวก็ความแตกกันพอดี
“แต่ข้าว่า...ไม่น่าจะดีมั้ง?”
“อีกสองวันก็ถึงกำหนดตรวจประจำสัปดาห์ของท่าน ถ้าความลับนี้แตกต่อหน้าคนอื่นท่านจะไม่สามารถควบคุมเื่นี้ได้เลยนะขอรับ”คำโต้แย้งของโม่เฉินทำให้เธอกะพริบตาถี่ ๆ อย่างใ
แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าร่างกายขององค์หญิงิจูนั้นไม่ค่อยแข็งแรงนักจนฮ่องเต้ต้องตั้งหมอหลวงประจำตัวให้ก็ถอนหายใจเฮือก
ถึงยังไงก็คงเลี่ยงไม่ได้ซิ
“แต่ถ้าท่านหมอลู่ทำข่าวนี้หลุดออกไปล่ะ”เธอแสร้งถามต่ออย่างไม่มั่นใจ
ไอ้เื่ข่าวหลุดนะเธอตั้งใจให้หลุดแต่เธอนะกลัวโดนหมอลู่จับไต๋ได้มากกว่า
“ท่านหมอหลวงลู่เป็หมอประจำตัวท่านมาั้แ่ท่านยังเยาว์แถมท่านหมอยังมีศักดิ์เป็น้าของท่านอีก ข้าเชื่อว่าท่านหมอลู่คงคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำอะไรลงไป” คำมั่นของโม่เฉินทำให้เธอจำต้องพยักหน้ายินยอม
ช่วยไม่ได้นิเนอะ
“เอาอย่างนั้นก็ได้งั้นเ้าก็กำชับเขาด้วยว่าให้ช่วยเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับจนกว่าข้าจะอนุญาตให้เปิดเผยได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อโม่เฉินออกไปเธอก็ไล่จื้อหลานให้กลับไปนอนเหมือนกันก่อนที่จะล้มตัวลงนอนแผ่ลงบนเตียงอย่างหมดแรง
เื่ราวมันเลยเถิดไปกว่าที่เธอตั้งใจไว้แต่แรกแต่มันก็เป็เื่ดีที่เธอจะได้คนมาเป็พวกอีกสามคน
เฮ้อ...แค่สามวันแรกเธอก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ แล้ววันต่อ ๆ ไปเธอจะเจออะไรบ้างก็สุดรู้
ช่างเถอะ...อย่างน้อย ๆวันนี้เธอก็เอาชีวิตรอดมาได้แล้ว ส่วนที่เหลือก็ลุ้นเอาวันต่อวันก็แล้ว
แต่ทว่าเพียงแค่เธอจะเอื้อมมือไปคว้าผ้าห่มปลายนิ้วกลับสั่นระริกจนบังคับไม่ได้ความเย็นเฉียบแล่นปราดจากปลายเท้าพุ่งเข้าสู่ขั้วหัวใจจนเธอต้องขดตัวสั่น
ถึงจะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ค่อยแข็งแรงนักแต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็โรคอะไรเธอดึงมือตัวเองเข้ามาจับคอตัวเองไว้เพื่อถ่ายเทความร้อนจากร่างกายไปยังปลายนิ้วก่อนที่จะใช้มืออีกข้างนวดมือข้างนั้นเพื่อกระตุ้นให้เืไหลเวียนดีขึ้น
เห็นทีพรุ่งนี้เธอคงต้องตรวจตัวเองเสียหน่อยว่าองค์หญิงิจูเป็โรคอะไรกันแน่ถึงได้รักษาไม่หายสักที!