จ้าวฟางฉีกลับออกจากจวนตระกูลจ้าวมา ด้วยท่าทางตื่นเต้น เขากำลังกลับไปรับจ้าวฟางเซียนที่ร้านจ้าวเจา ยามนี้นางคงจะตรวจสอบบัญชีของที่ร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาอยากจะเล่าเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะออกจากเรือนมาให้น้องสาวได้ฟัง ที่มีคนกล่าวว่า เกลียดสิ่งใดมักจะได้สิ่งนั้นคงจะเป็เื่จริง เพราะยามนี้พี่หญิงใหญ่ของพวกเขา กำลังเผชิญกับด่านเคราะห์กรรมที่ว่านั้นเสียแล้ว
“พี่ชายรอง… ท่านเพิ่งกลับจวนไปได้แค่หนึ่งชั่วยาม เหตุใดถึงรีบกลับมานักเล่าเ้าคะ” จ้าวฟางเซียนแสดงท่าทีประหลาดใจยามที่เห็นพี่ชายของตนกลับเข้ามาในร้าน
“ก็ที่เรือนฟางเฟยของพวกเราน่ะสิ ยามนี้แทบจะลุกเป็ไฟอยู่แล้วฮ่าๆๆๆ” จ้าวฟางฉีบอกน้องสาวพลางหัวเราะออกมา ยามที่นึกถึงใบหน้าของพี่หญิงใหญ่
จ้าวฟางเซียนรู้ดีว่าที่จวนเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น ก็คงจะหนีไม่พ้นเื่ที่จ้าวฟางหรู พี่หญิงใหญ่ของนางปฏิเสธการแต่งงานกับตระกูลเซี่ยเป็แน่ นางแสร้งถามพี่ชายออกมาราวกับว่า ตนยังไม่รับรู้ถึงเื่ราว
“ไฟไหม้เรือนของพวกเราจริงหรือเ้าคะ”
“ฮ่าๆๆ น้องหญิงรอง ถ้าหากไฟไหมเรือนจริง เ้าคิดว่าพี่ยังจะมีอารมณ์มานั่งหัวเราะอยู่ต่อหน้าเ้าได้อีกหรือ" จ้าวฟางฉียกมือขึ้นมาวางลงบนศีรษะของน้องสาว ก่อนที่เขาจะโยกไปมาอย่างเอ็นดู แล้วจึงกล่าวออกมา
“พี่หญิงใหญ่ของพวกเราต่างหาก ร้องไห้ฟูมฟายจนเรือนฟางเฟยแทบจะลุกเป็ไฟ”
“เพราะเหตุใดพี่หญิงใหญ่ถึงต้องร้องไห้ฟูมฟายกันเล่าเ้าคะ ก่อนจะกลับจวนนางยังแวะมาหาข้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่เลย”
“ก็เพราะจดหมายที่พี่นำไปมอบให้ท่านปู่น่ะสิ”
“แล้วเกี่ยวอันใดกับจดหมายด้วยล่ะเ้าคะ” จ้าวฟางเซียนแสร้งทำเป็ไม่รู้ถามพี่ชายรองออกมา
“เป็จดหมายทวงสัญญาจากท่านผู้เฒ่าตระกูลเซี่ย เขาบอกว่าอยากจะให้หลานชายของเขากับหลานสาวของท่านปู่ได้หมั้นหมายกัน”
เป็ไปตามที่จ้าวฟางเซียนได้ประสบพบเจอในชีวิตก่อน พี่หญิงใหญ่ของนางก็อาละวาดจนเรือนแทบแตกเช่นนี้ ร้องไห้จนั์ตาแดงก่ำ เปลือกตาบวมจนออกจากจวนไม่ได้อีกหลายวัน แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ท่านพ่อท่านแม่ของนาง ก็หาได้เปลี่ยนใจ ที่จะให้พี่หญิงใหญ่หมั้นหมายกับคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยไม่
“ยามนี้เขาเป็รองแม่ทัพอยู่ทิศใต้ กับท่านแม่ทัพใหญ่เซี่ยใช่หรือไม่” คำถามที่จ้าวฟางเซียนเอ่ยถามพี่ชายออกมา ทำให้จ้าวฟางฉีนึกประหลาดใจ จึงถามนางกลับด้วยความสงสัย
“เ้ารู้ได้เช่นไร ว่าคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยยามนี้ทำหน้าที่เป็รองแม่ทัพอยู่กับท่านพ่อของเขา”
“ขะ…ข้าเคยได้ยินมาน่ะเ้าค่ะ ท่านพี่ก็รู้ว่าที่ร้านเรา มักจะมีพวกพ่อค้าจากต่างเมือง แวะเวียนมาซื้อขายกับร้านของเรามากมาย” จ้าวฟางเซียนแก้ตัว จะให้นางบอกพี่ชายได้เช่นไร ว่านางรู้เพราะนางเคยใช้ชีวิตมาหนหนึ่งแล้ว จ้าวฟางฉีพยักหน้าขึ้นลง
“แล้วนี่ยังไม่เสร็จอีกรึ พี่อยากรู้ว่าพี่หญิงใหญ่จะตัดสินใจเช่นไร”
จะตัดสินใจเช่นไรเล่า ก็รีบมองหาชายหนุ่มที่ถูกใจ แล้วแต่งออกไปก่อนที่จะหมั้นหมายกับตระกูลเซี่ยน่ะสิ จ้าวฟางเซียนได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าบอกสิ่งที่นางรู้ให้พี่ชายได้ฟัง
“อีกสองเล่มก็เสร็จแล้วเ้าค่ะ หากพี่รองรู้สึกเบื่อ…ก็ออกไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะเ้าคะ อีกครึ่งชั่วยามค่อยกลับมาอีกครา” จ้าวฟางเซียนบอกพี่ชายที่เริ่มทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“อืม…ถ้าเช่นนั้นพี่ขอตัวไปหาสหายที่หัวมุมตลาดก่อน แล้วอีกครึ่งชั่วยามค่อยกลับมารับเ้าก็แล้วกัน”
จ้าวฟางเซียนพยักหน้า คุณชายรองจึงเดินออกจากร้านจ้าวจางไป ใบหน้าที่หล่อเหลาและรูปร่างที่สง่างาม ของคุณชายรองสกุลจ้าวเรียกสายตาของสตรีทั้งหลายให้มองมายังเขาได้อยู่ไม่น้อย แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่คิดชายตามองสตรีใดเลย
จ้าวฟางเซียนรู้ดี ว่าคู่ครองของพี่ชายรอง นั้นเป็สตรีที่มีรูปโฉมงดงาม และมีชาติกำเนิดที่เพียบพร้อมเพียงใด แม้อุปสรรคระหว่างทางจะมีบ้าง แต่ทว่าทั้งสองก็ครองรักกันอย่างมีความสุข ต่างจากชีวิตคู่ของนางในชีวิตก่อน ที่มีบทสรุปอันแสนเศร้า นางเลิกสนใจพี่ชายแล้วกลับไปสนใจสมุดบัญชีตรงหน้าของตนต่อ
หลังจากครบกำหนดครึ่งชั่วยามแล้ว จ้าวฟางฉีจึงกลับมาหาผู้เป็น้องสาว ซึ่งจ้าวฟางเซียนก็ได้เตรียมตัวเพื่อรอกลับจวนพร้อมกับพี่ชายอยู่ก่อนแล้ว สองพี่น้องเดินไปขึ้นรถม้าของจวนตระกูลจ้าว ที่จอดหลบมุมอยู่ข้างโรงเตี๊ยมอวี๋จ้ง ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มแล้ว ผู้คนที่เดินทางมาซื้อของที่ตลาด หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้า ต่างก็พากันแยกย้ายกลับเรือนของตน
บรรยากาศั้แ่หน้าประตูจวนตระกูลจ้าว ยามนี้ดูเงียบเชียบจนผิดปกติ สองพี่น้องเดินกลับเข้าไปภายในเรือนฟางเฟยด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง จ้าวฟางเซียนนั้นกำลังรู้สึกตื่นเต้นยินดี เพราะถึงอย่างไรแล้ว พี่สาวของนางก็ไม่มีวันที่จะยินยอมออกเรือนไปกับเซี่ยเฟยหลงเป็แน่ เพราะหลังจากวันนี้ไปไม่ถึงสามเดือน พี่สาวของนางก็จะชิงออกเรือนไปกับบัณฑิตทั่นฮวาผู้นั้น
ในขณะที่จ้าวฟางเซียนกำลังรู้สึกตื่นเต้นยินดีอยู่ภายในใจ จ้าวฟางฉีกลับคิดต่าง เขารู้สึกขำขันในโชคชะตาของพี่สาว ที่ปากบอกว่าถึงอย่างไรก็จะไม่มีวันแต่ง กับบุรุษที่อยู่ในตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊เด็ดขาด ยิ่งตระกูลแม่ทัพนางยิ่งอยากหนีให้ไกล ผู้ใดจะคิดว่าท้ายที่สุดแล้ว นางก็หนีชะตาที่ต้องออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพไม่พ้น
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านเลิกบีบบังคับฝืนใจลูกเถิดเ้าค่ะ หากให้ลูกออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพ ลูกขอยอมตายยามนี้เลยเสียยังดีกว่า” จ้าวฟางหรูตัดสินใจกล่าวออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว
จ้าวหวังเหล่ยั์ตาฉายแววแห่งความเกรี้ยวโกรธ เขาปาถ้วยชาในมือทิ้งไปอีกหน นับั้แ่พูดคุยกับบุตรสาวมา นี่ก็นับว่าเป็ถ้วยชาใบที่สามแล้ว หวงฟางหรงรีบห้ามปรามสามีให้ใจเย็น ก่อนที่นางจะหันไปบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่รู้…แต่นี่เป็เื่ของบุญคุณในอดีต หากไม่มีท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ย ท่านปู่ของเ้าก็คงจะไม่มีชีวิตรอด จนได้มีท่านพ่อของเ้า แล้วเื่ที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ยร้องขอมา พวกเราที่เป็หนี้ชีวิตของสกุลเซี่ยอยู่ จะกล้าปฏิเสธพวกเขาได้อย่างไร” จ้าวฟางเซียนและจ้าวฟางฉีก้าวเข้ามาภายในเรือน ก็ได้ยินประโยคที่มารดาเพิ่งบอกพี่หญิงใหญ่เข้าพอดี
จ้าวฟางหรูมองมารดาผ่านม่านน้ำตา ประโยคที่มารดากล่าวออกมานั้น ทำให้จ้าวฟางหรูไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป นางสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่ยินยอม เพราะว่าเกิดมาเป็บุตรีคนโต จึงทำให้นางต้องแบกรับภาระหน้าที่ในเื่นี้เช่นนั้นหรือ ผิดที่นางไม่ยอมแต่งออกเรือนไปั้แ่แรก และปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ จนเปิดโอกาสให้ตระกูลเซี่ยทวงถามสัญญาเสียได้ เื่นี้เป็นางที่ผิดเอง
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นหรือเ้าคะท่านพ่อท่านแม่”
จ้าวฟางเซียนรีบเดินเข้าไปประคองพี่สาวขึ้นมาจากพื้น โดยที่มีจ้าวฟางฉีช่วยอีกแรง จ้าวฟางหรูที่ดูเหมือนจะไม่ยินยอมั้แ่แรก ทว่าสุดท้ายก็ยอมตัวอ่อนปล่อยให้น้องสาว และน้องชายช่วยประคองนางไปนั่งลงบนเก้าอี้
“ก็จดหมายจากตระกูลเซี่ย ที่พี่ชายเ้านำมาส่งให้ท่านปู่เมื่อเช้าน่ะสิ มันมิใช่จดหมายธรรมดา แต่ทว่าเป็จดหมายทวงถามสัญญาที่ท่านปู่ของพวกเ้า เคยให้ไว้ต่อท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ย” จ้าวฟางเซียนแสร้งใ
“สัญญาอะไรกันหรือเ้าคะ”
ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว แต่จ้าวฟางเซียนก็ไม่ทำให้เื่ราวผิดเพี้ยนไปจากเดิม นางยังคงถามออกมา ทว่าจ้าวฟางฉีกลับเหล่มองน้องหญิงรองด้วยแววตาประหลาดใจ หรือน้องหญิงรองจะไม่เชื่อที่เขาเล่าให้นางฟัง
“ท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ย แต่เดิมเขาคือแม่ทัพทิศใต้ผู้องอาจ วัยหนุ่มท่านปู่ของพวกเ้า ได้เดินทางไปค้าขายทางทิศใต้พอดี วันนั้นบังเอิญเจอพวกโจรป่าที่คอยดักปล้นพวกพ่อค้ากับชาวบ้าน แต่ทว่าในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีที่ได้พบกับกองทัพสกุลเซี่ยเข้าพอดี ท่านผู้เฒ่าเซี่ยในยามนั้นจึงได้ช่วยชีวิตของท่านปู่เอาไว้” สิ่งที่บิดาเล่าออกมาล้วนแต่เป็เื่ราวที่จ้าวฟางเซียนรับรู้อยู่แล้ว แต่ทว่านางก็ยังคงฟังเื่ที่บิดาเล่าออกมาอย่างตั้งใจ
“ท่านปู่ของเ้าจึงได้ให้คำมั่นสัญญา ว่าถ้าหากสกุลจ้าวมีบุตรีจะยกให้เป็สะใภ้ตระกูลเซี่ย เพราะยามนั้นท่านแม่ทัพเซี่ยได้มีบุตรชายอยู่ผู้หนึ่งแล้ว ก็คือบิดาของรองแม่ทัพเซี่ยเฟยหลงในยามนี้นั่นเอง แต่ทว่าท่านย่าของเ้าคลอดพ่อออกมา คนแรกก็เป็บุรุษ รอจนน้ารองของพวกเ้าก็ยังเป็บุรุษอีก สุดท้ายจึงได้รอจนรุ่นหลานเช่นพวกเ้าอย่างไรเล่า” จ้าวหวังเหล่ยบอกเล่าเื่ราวในอดีตให้ลูกๆ ของตนได้ฟัง
“หรูเอ๋อร์…พ่อก็มิได้บอกว่าจะให้เ้าออกเรือนไปวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อใดกัน เขาเพียงแค่อยากขอหมั้นหมายเ้าเอาไว้ก่อน รออีกปีสองปีเขาถึงจะมาสู่ขอ แล้วพาเ้าย้ายไปอยู่ที่จวนแม่ทัพในเมืองหนานจงด้วยกัน เ้ายังมีเวลาเตรียมตัวอีกนาน จะถือเสียว่าเป็การตอบแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ ด้วยการแต่งงานครานี้ไม่ได้เชียวหรือ” เขาหันไปเกลี้ยกล่อมบุตรีคนโตด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง
“ไม่เ้าค่ะท่านพ่อ…จะให้ข้าตอบแทนบุญคุณพวกท่านด้วยเื่ใดก็ได้ แต่เื่การออกเรือน เื่คู่ครอง…ข้าไม่ขอยินยอมเป็อันขาด”
จ้าวฟางหรูตอบออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว จ้าวฟางเซียนนึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของพี่สาวยิ่งนัก แม้ว่าหลังจากนี้จะกลายเป็นางที่ต้องรับเคราะห์กรรมในครานั้นแทน ทว่าในครานี้นางย่อมยินดี
“ท่านพ่อเ้าคะ ท่านก็ให้เวลาพี่หญิงใหญ่ได้คิดทบทวนดูเสียหน่อยเถิด อีกอย่าง…จดหมายนั่นก็เพิ่งจะมาถึงเรือนในวันนี้ พวกเขาคงไม่ยกทัพมาบังคับเอาคำตอบจากพวกเราเร็วๆนี้หรอกนะเ้าคะ”
นี่หาใช่คำพูดที่นางเคยกล่าวในชีวิตก่อนไม่ เพราะชีวิตก่อนนางก็ไม่กล้าที่จะออกความเห็นในเื่นี้เช่นกัน เพราะเกรงว่าตนเองจะได้รับผิดชอบหน้าที่ออกเรือนไปกับคุณชายสกุลเซี่ยแทน แต่แล้วก็เป็จริงทั้งๆ ที่นางไม่เคยใส่ใจเื่การออกเรือนเลยด้วยซ้ำ
จ้าวหวังเหล่ยถอนหายใจหนักๆ ออกมา พลางมองไปยังบุตรีคนเล็กของตน เขายอมรับว่าจ้าวฟางเซียนนั้นเป็เด็กที่ฉลาด มีความคิดลึกล้ำ แต่เขาไม่คิดว่านางจะกล่าวออกมาได้อย่างใจเย็นเช่นนี้ หวงฟางหรงเองก็มองบุตรสาวคนเล็กด้วยแววตาที่ชื่นชมเช่นกัน อย่างน้อยก็มีผู้ที่คอยช่วยนางห้ามปรามสามี
“ถ้าเช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ถึงอย่างไรแล้ว…เร็วๆ นี้เ้าจะต้องมีคำตอบมาให้พ่อ และพ่อก็หวังว่า คำตอบนั้นจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ของเ้า หรือท่านปู่ของเ้าต้องรู้สึกผิดหวัง”
จ้าวฟางหรูลุกขึ้นคำนับลาบิดามารดา ก่อนที่จะหันไปมองใบหน้างามของน้องสาวด้วยแววตาขอบคุณ อย่างน้อยจ้าวฟางเซียนก็ช่วยให้นาง สามารถหลบเลี่ยงออกจากห้องที่แสนอึดอัดนี้ไปได้ชั่วครู่ จ้าวฟางเซียนส่งยิ้มจางๆ ให้พี่สาว
“เซียนเอ๋อร์…เ้าอยู่คุยกับพ่อก่อน” ก่อนที่บุตรสาวจะออกจากห้องนี้ไป จ้าวหวังเหล่ยกลับเรียกบุตรสาวคนเล็กเอาไว้
จ้าวฟางหรูกับจ้าวฟางฉีจึงพากันออกจากห้องรับรองไปก่อน แล้วแยกย้ายกันกลับเรือนนอนของตนทันที เรือนฟางเฟยนั้นยังมีเรือนแยกขนาดกลางอีกสามเรือน ซึ่งอยู่ถัดกันไปตามลำดับ จ้าวฟางหรูมีเปี๋ยเอ๋อสาวรับใช้คนสนิท ช่วยประคองนางกลับเรือน ส่วนจ้าวฟางฉีนั้นหาได้กลับเรือนนอนของตนไปทันทีไม่ เขาเลือกที่จะแวะไปหาพี่ชายใหญ่กับน้องสามที่เรือนตงเฟย เพื่อที่จะเล่าเื่นี้ให้พี่น้องพวกนั้นได้ฟัง
“ท่านพ่อท่านแม่มีสิ่งใดอยากจะคุยกับลูกเช่นนั้นหรือเ้าคะ” การที่บิดารั้งนางให้อยู่ต่อเช่นนี้ คงจะ้าปรึกษาหารือ ให้นางช่วยเกลี้ยกล่อมพี่หญิงใหญ่เช่นเดียวกับในชีวิตก่อนเป็แน่
“ก็เื่พี่หญิงใหญ่ของเ้าน่ะสิ เ้าว่านางมีบุรุษในใจแล้วหรือยัง” เพราะท่าทีที่จ้าวฟางหรูปฏิเสธด้วยท่าทีที่แน่วแน่ นั้นทำให้จ้าวหวังเหล่ยคิดหนัก
“เื่นั้นลูกก็ไม่ทราบเ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็รู้ ว่าข้ากับพี่หญิงใหญ่ เราสองคนไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าใดนัก”
เื่นี้เป็ความจริง แม้จะเป็พี่น้องที่เกิดมาจากบิดามารดาคนเดียวกัน แต่ทว่านางก็อายุน้อยกว่าพี่สาวอยู่หลายปี อาจจะทำให้ยากที่จะสนิทสนมกัน อีกทั้งพี่หญิงใหญ่ก็มีความชอบที่ตรงกันข้ามกันกับนาง จึงค่อนข้างที่จะไปไหนมาไหนด้วยกันไม่บ่อยนัก
“แต่ถึงอย่างไรแล้ว นางก็ดูเหมือนว่า จะเชื่อใจเ้ายิ่งกว่าผู้ใด หากไม่ลำบากอันใด พ่ออยากให้เ้าช่วยลองเกลี้ยกล่อมพี่สาวของเ้าที ให้นางยอมรับการหมั้นหมายจากตระกูลเซี่ย” จ้าวหวังเหล่ยกล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ
“ตระกูลเซี่ยไม่ดีตรงที่ใด แค่เขาอยากได้ลูกหลานตระกูลคหบดีเช่นตระกูลเราไปเป็สะใภ้ ก็นับว่าเป็ความโชคดีของตระกูลเราแล้ว เหตุใดพี่สาวของเ้าถึงได้มีอคติกับพวกขุนนางฝ่ายบู๊นัก หรือว่านางเคยคบหากับพวกขุนนางฝ่ายบู๊โดยที่พ่อไม่รู้มาก่อน”
“เป็ไปไม่ได้หรอกเ้าค่ะท่านพี่ ที่ผ่านมาลูกเคยชายตามองบุรุษที่ถือดาบ ผิวพรรณกร้านแดดที่ใดกัน เกรงจะชื่นชมชื่นชอบพวกบัณฑิตเสียมากกว่า” หวงฟางหรงแย้งสามี จ้าวฟางเซียนพยักหน้าเห็นด้วยกับมารดา
ยามนี้นางไม่อาจเสนอตัวขอแต่งงานแทนพี่สาวของนางได้ เพราะถ้าหากนางทำเช่นนั้น ก็เกรงว่าตนจะเป็ฝ่ายที่ทำให้วาสนาระหว่างพี่สาว กับบัณฑิตทั่นฮวาจากตระกูลเถียนผู้นั้นตื้นเขินขึ้น นางต้องรอให้ทั้งสองตกลงปลงใจกัน จนนางได้จับพลัดจับผลูเช่นในชีวิตก่อนเป็การดีที่สุด
“ลูกเพิ่งกลับมาจากร้านจ้าวจาง หากท่านพ่อกับท่านแม่ไม่มีเื่ใด อยากจะกำชับลูกแล้ว ลูกขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนนะเ้าคะ”
ครั้นได้ยินบุตรีคนเล็กกล่าวออกมาเช่นนี้ จ้าวหวังเหล่ยกับหวงฟางหรง จึงรู้สึกผิดต่อจ้าวฟางเซียนขึ้นมาทันที จ้าวฟางเซียนเพิ่งกลับมาจากตรวจสอบบัญชีที่ร้านค้าของตระกูล นางกลับต้องมานั่งฟังปัญหาภายในเรือนอีก จ้าวหวังเหล่ยจึงอนุญาต จ้าวฟางเซียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วคำนับลาบิดามารดา จากนั้นจึงเดินออกไปจากห้องรับรอง
สองสามีภรรยามองตามหลังบุตรสาวคนเล็ก ที่ยามนี้ก็มีรูปโฉมที่งดงามไม่แพ้สตรีวัยเดียวกันในเมืองหนานจาง ทั้งสองต่างก็พากันทอดถอนใจออกมา หากจ้าวฟางหรูไม่ยินยอมแล้ว จ้าวฟางเซียนจะยินยอมหรือไม่ พวกเขาก็มิอาจจะคาดเดาได้ แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้ว ตระกูลจ้าวกับตระกูลเซี่ย ก็ยังคงต้องเกี่ยวดองกันอยู่ดี เพื่อรักษาสัญญาที่จ้าวหยวนจง บิดาของเขาได้ให้ไว้ในอดีต บุรุษพูดคำไหนย่อมเป็คำนั้น…