เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน หากปล่อยให้อีกฝ่ายดำเนินเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าอีกไม่นาน ยุทธภพคงจะมีจอมมารผู้มีวิชาพิษร้ายกาจสะท้านแผ่นดินเพิ่มขึ้นมาอีกคน
ชางอิ๋นเยว่เริ่มลังเลใจ นางไม่มีความมั่นใจว่าจะรับมือกับคนผู้นั้นได้
และหากยังดื้อรั้นเดินทางต่อ ความเป็ไปได้ที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายย่อมมีสูงมากอย่างไม่ต้องสงสัย
ในตอนนั้นเอง เสียงของหลี่มู่เซิงก็ดังขึ้นจากด้านข้าง เขานั่งอยู่บนหลังม้าพลางมองไปยังอวี๋ฉางลู่แล้วเอ่ยว่า
“จะให้หันหลังกลับน่ะไม่มีทางหรอก ม้าของข้าตัวนี้อุตส่าห์ดั้นด้นปีนป่ายทางเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อยแทบตาย หากตอนนี้สั่งให้มันเดินกลับไป เ้าคอยดูเถอะว่ามันจะถีบเ้าสักเปรี้ยงหรือไม่”
กล่าวจบ ม้าล่อใต้ร่างของหลี่มู่เซิงก็ดูจะให้ความร่วมมือเป็อย่างดี มันตะกุยกีบเท้าพลางพ่นลมหายใจฟืดฟาดเสียงดังสนั่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชางอิ๋นเยว่ก็หันมามองเขาแวบหนึ่ง ในใจอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ตนเองถูกอีกฝ่ายสกัดจุดจากระยะไกลในชั่วพริบตา
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกเล่าข้อสันนิษฐานของตนออกมา แล้วกล่าวต่อว่า
“จะเดินทางต่อก็ย่อมได้ แต่ว่า ต่อจากนี้มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะได้พบกับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญวิชาพิษผู้นั้น”
“ด้วยความสามารถของเ้าก็น่าจะพอเอาตัวรอดได้ ส่วนข้านั้นหากคิดจะหนี อีกฝ่ายก็คงรั้งไว้ไม่อยู่ แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็พิเศษก็คือวิชาพิษบนร่างของคนผู้นั้น”
หลี่มู่เซิงพยักหน้า พลางครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า
“คนผู้นั้นโเี้จริงๆ นั่นแหละ แต่ก็นับว่าช่วยกำจัดอุปสรรคจากพวกพันธมิตรโลหิตไปตลอดทางโดยไม่รู้ตัว ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกัน”
ขณะพูด เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองไปยังอวี๋ฉางลู่ที่ยืนนิ่งอยู่หน้าม้าล่อ พลางเอ่ยว่า
“เ้ายังมัวบื้อใบ้อยู่ทำไม? ออกเดินทางต่อสิ”
เมื่อได้ยินคำสั่ง สีหน้าของอวี๋ฉางลู่ในยามนี้ช่างปั้นยากเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
คำพูดของชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงเมื่อครู่ แน่นอนว่าเขาได้ยินทั้งหมด
ที่แท้พวกท่านทั้งสองเมื่อเจอกับจอมมารที่มีวิชาพิษนั่นต่างก็มีความสามารถในการเอาตัวรอด แล้วจะให้ข้าเดินทางต่อไปเพื่อรนหาที่ตายเพียงลำพังงั้นหรือ?
ในใจของอวี๋ฉางลู่ตอนนี้อยากจะเผ่นหนีไปให้พ้นๆ เสียเดี๋ยวนี้ แต่ทว่าวรยุทธ์ของเขาไม่อาจเทียบชางอิ๋นเยว่ได้ อีกทั้งยังไม่สันทัดวิชาตัวเบา การหลบหนีในตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามีแต่ทางตายเท่านั้น
ไม่มีทางเลือกอื่น เขาจำต้องกัดฟันหันหลังกลับ แล้วเดินหน้าไปตามทางบนเขาต่อไป
ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้ยอดฝีมือในพันธมิตรลงมือทำเื่ที่เป็งานเป็การเสียที ทางที่ดีที่สุดคือจัดการจอมมารนักฆ่าข้างหน้านั่นให้สิ้นซาก เช่นนี้เขาก็จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเผชิญหน้ากับมัน
การเดินทางใน่ต่อมา สถานการณ์ที่มีศพเกลื่อนกลาดตามทางเริ่มทุเลาลงบ้าง ไม่ได้พบเห็นบ่อยครั้งเหมือน่ก่อนหน้านี้
แต่คาดว่าคงเป็เพราะคนของพันธมิตรโลหิตที่ประจำการอยู่ที่นี่มีจำนวนจำกัด และคงจะถูกฆ่าล้างบางไปจนเกือบหมดแล้วนั่นเอง
เป็เช่นนี้ ทั้งสามคนเดินต่อมาอีกกว่าหนึ่งชั่วยาม แสงตะวันในขุนเขาก็เริ่มมืดสลัวลง
เมื่อเห็นว่าเพียงแค่ข้ามยอดเขาไปอีกลูกหนึ่งก็จะพ้นจากเขตแดนนี้แล้ว ทว่าในขณะที่กำลังผ่านหุบเขาแห่งหนึ่ง กลับพบว่าเบื้องหน้ามีแสงไฟโชติ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับมีเสียงคนเซ็งแซ่ดังแว่วมาตามลมูเา
อวี๋ฉางลู่ที่เดินนำหน้าหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที เขาหันกลับไปมองชางอิ๋นเยว่แวบหนึ่ง เมื่อเห็นนางพยักหน้า เขาก็เริ่มขยับเข้าไปใกล้บริเวณที่มีแสงไฟนั้นต่อ
ไม่นานนัก อวี๋ฉางลู่ก็เดินมาถึงข้างโขดหินแห่งหนึ่ง เขาแอบซ่อนกายอย่างมิดชิด พลางมองไปยังหุบเขาที่มีแสงไฟจ้าอยู่เบื้องหน้า
ในพริบตาต่อมา สีหน้าของเขาก็พลันปรากฏแววดีใจ
ในหุบเขานั้นมีคนเกือบร้อยคน ในมือต่างถือคบไฟน้ำมันตงที่กำลังลุกโชน ส่องสว่างให้ผืนป่ารอบด้านราวกับเป็เวลากลางวัน พร้อมทั้งปิดล้อมหุบเขาเอาไว้จนมดสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอด
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คนเหล่านี้ล้วนเป็คนของพันธมิตรโลหิตทั้งสิ้น!
ในใจของอวี๋ฉางลู่ตื่นเต้นยิ่งนัก เขากำลังครุ่นคิดว่าจะขอความช่วยเหลือจากพวกนั้นได้อย่างไร ทว่าจากด้านหลังกลับมีเสียงอันเย็นเยียบของชางอิ๋นเยว่ดังขึ้น
“ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ทางที่ดีควรคิดดูก่อนว่า เ้าจะเร็วกว่า หรือดาบของข้าจะเร็วกว่ากัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋ฉางลู่ก็รู้สึกราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจัด เขาถอยหลังไปสองก้าวทันทีโดยไม่กล้าขยับเขยื้อนสุ่มสี่สุ่มห้า
ในตอนนั้นเอง ชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงก็ลงจากหลังม้าแล้วก้าวไปข้างหน้า สายตาจ้องมองไปยังหุบเขาเบื้องหน้าเพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ภายในนั้น
ยามนี้คนของพันธมิตรโลหิตได้ปิดล้อมหุบเขาไว้หมดสิ้นแล้ว ส่วนที่ใจกลางหุบเขา บนโขดหินสีเขียวขนาดใหญ่มีคนสี่คนนั่งขัดสมาธิอยู่
ในจำนวนนั้นมีพวกของเิซานสามคนรวมอยู่ด้วยอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอีกคนที่เพิ่มมานั้นเป็สตรีชุดเทาคลุมหน้าคนหนึ่ง
ทางพันธมิตรโลหิตมีชายวัยกลางคนชุดดำและผู้าุโผมขาวอีกสองคนเป็ผู้นำ พวกเขายืนคุมเชิงเป็รูปสามเหลี่ยมล้อมรอบคนทั้งสี่ที่อยู่ตรงกลางเอาไว้
อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้ แต่กลับมองไปยังพื้นที่รัศมีสามฉื่อรอบตัวคนทั้งสี่ด้วยความหวาดระแวง ที่ตรงนั้นมีหมอกควันสีดำอมเขียวลอยวนเวียนอยู่เป็สาย
“ท่านเป็คนของสำนักใดในยุทธภพกันแน่? ถึงได้ลงมืออำมหิตเช่นนี้ ฆ่าพี่น้องในพันธมิตรโลหิตของข้าไปมากมายเหลือเกิน”
สีหน้าของชายวัยกลางคนชุดดำภายใต้แสงไฟที่สาดส่องดูมืดมนอย่างยิ่ง สายตาที่เขามองไปยังสตรีคลุมหน้าเผยให้เห็นถึงเจตนาฆ่าอย่างไม่ปิดบัง
ทว่าสตรีคลุมหน้ากลับไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว นางเพียงแต่นั่งขัดสมาธิหลับตาโคจรลมปราณ ไม่สนใจชายวัยกลางคนชุดดำเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายวัยกลางคนชุดดำก็โกรธจัด ฝ่ามือขวาอันกว้างใหญ่ที่มีข้อนิ้วปูดโปนค่อยๆ หมุนวน
บนพื้นพลันเกิดพายุหมุนอย่างรวดเร็ว หอบเอาใบไม้แห้งที่กระจายอยู่บนพื้นให้มารวมกันที่ใจกลางฝ่ามือของเขา
ในพริบตาต่อมา ชายวัยกลางคนชุดดำยกฝ่ามือขึ้นแล้วซัดออกไปข้างหน้าอย่างแรง รอยฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นจากใบไม้แห้งควบแน่นกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าใส่คนทั้งสี่ที่อยู่ตรงกลางทันที
สตรีคลุมหน้าจึงค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง นางลืมตาขึ้นทันที ในแววตาเป็ประกายแสงลึกลับ
นิ้วมือที่กำหลวมๆ อยู่หน้าจุดตันเถียนพลันงอเป็กรงเล็บ แล้วตะปบไปยังรอยฝ่ามือกลางอากาศนั้น
ในขณะเดียวกัน หมอกควันสีดำอมเขียวในรัศมีสามฉื่อก็อาศัยแรงดึงดูดอย่างรวดเร็ว กลายเป็เงากรงเล็บอันมืดมิดเข้าต้านทานรอยฝ่ามือไว้จากด้านล่าง
เห็นได้ด้วยตาเปล่าว่า รอยฝ่ามือที่เกิดจากใบไม้แห้งเ่าั้ เมื่อถูกหมอกควันแผ้วพานก็ถูกกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลายเป็หยดน้ำสีดำร่วงหล่นลงพื้น
เิซานและหยวนเหมยที่อยู่ด้านข้างเมื่อเห็นภาพนี้ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมา
พวกเขาไม่รู้จักสตรีคลุมหน้าที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกคนของพันธมิตรโลหิตตามล่า เพราะกำลังคนน้อยกว่าจึงเกือบจะถูกจับตัวได้ แต่ในยามคับขัน สตรีคลุมหน้าผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
นางมีวรยุทธ์สูงส่ง สามารถขับไล่ยอดฝีมือของพันธมิตรโลหิตไปได้อย่างง่ายดาย ทว่าสตรีผู้นี้ก็โเี้ยิ่งนัก นางชอบทรมานสังหาร อีกทั้งยังมีวิชาพิษที่ทำให้พวกเขาต้องหวาดสยอง
เิซานและหยวนเหมยเคยเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของผู้ที่ถูกพิษมาหลายต่อหลายครั้ง มันช่างทรมานราวกับตายทั้งเป็ จนผู้ที่พบเห็นต้องขนลุกชันไปทั้งตัว
ยังดีที่สตรีคลุมหน้าผู้นี้มาเพื่อช่วยเหลือพวกเขา และคอยคุ้มกันพวกเขาหลบหนีมาตลอดทาง พวกเขาจึงไม่ต้องเผชิญกับวิชาพิษของจอมมารผู้นี้
สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวคือ ขุมกำลังของพันธมิตรโลหิตในที่แห่งนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก พวกเขายังไม่ทันได้หนีออกไปจากเขตแดนนี้ ก็ถูกยอดฝีมือที่มาเสริมกำลังตามทัน และถูกล้อมกรอบอยู่ในหุบเขาแห่งนี้
แน่นอนว่า เพราะอีกฝ่ายหวาดเกรงในวิชาพิษของสตรีคลุมหน้า จึงไม่กล้าบุกจู่โจมอย่างบุ่มบ่าม ทั้งสองฝ่ายจึงอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอยู่
แต่เิซานย่อมรู้ดีว่า การเป็เช่นนี้ต่อไปไม่ใช่แผนการระยะยาวที่ส่งผลดีเลย
“ผู้าุโ ยิ่งถ่วงเวลาไว้นานเพียงใด เกรงว่าพวกเขาจะมีพวกยอดฝีมือมาสมทบมากขึ้นเท่านั้น พวกเราควรหาทางฝ่าวงล้อมออกไปให้ทันท่วงทีหรือไม่?”
เมื่อเห็นสตรีคลุมหน้าต้านทานการโจมตีของชายวัยกลางคนชุดดำไว้ได้ เิซานจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากออกมา
ทว่าเมื่อเิซานเงยหน้าขึ้นกลับเห็นว่า ที่หางตาของสตรีคลุมหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน และมีเสียงอันเย็นเยียบราวกับงูพิษดังขึ้นที่ข้างหูของเขาว่า
“จะรีบร้อนไปทำไม ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พวกมันก็จะยิ่งติดพิษลึกขึ้นเท่านั้น และจะตายได้อนาถยิ่งกว่าเดิม”