“ปากหมามิอาจคายงาช้างออกมาได้ [*] ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเจ้า!” เย่จื้อเฟิงตบไหล่นางซูเบาๆ ให้คลายโทสะ ก่อนตวัดสายตาพิฆาตมองพวกนาง“ออกไปให้พ้น!”
เย่จื้อเฟิงผู้มีเรือนร่างสูงไล่เลี่ยกับเถาอี๋เหนียงก่อให้เกิดความรู้สึกประหลาดใจ เด็กปัญญาอ่อนที่เคยยอมให้ดุด่าหรือทำร้ายมาบัดนี้กลับมีแววตาดุดันราวกับจะขย้ำคนได้
ย่าเฒ่ากวาดสายตาสำรวจเย่จื้อเฟิงทั้งร่างด้วยเห็นว่าเป็นหลานชายแท้ๆ ของตน จึงอดทนเอ่ยหว่านล้อม“จื้อเฟิงเอ๋ย บัดนี้เจ้ากลับมามีสติครบถ้วนสมบูรณ์แล้วอย่าได้ถูกนังหญิงผู้นี้ครอบงำอีกเลย บ้านรองมีเจ้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวรีบกลับไปกับข้าเถิด”
นางซูได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับลุกขึ้นยืนเท้าเอวคำพูดเช่นนี้ของย่าเฒ่ามิต่างอะไรกับการลูบคมเขี้ยวของนาง!“พวกเจ้าอย่าได้คิดมาแย่งบุตรชายข้าไป!พวกเรามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับสกุลเย่แล้ว ท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานให้พวกเราได้!”
“พยานอันใด? โลกนี้มีแต่เรื่องที่ควรเกลี้ยกล่อมให้คืนดีไม่มีผู้ใดเห็นดีเห็นงามกับการแยกทางกันหรอก!ผู้ใดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขต้องให้คนนอกมาเป็นผู้ตัดสินหรือ?”
เถาอี๋เหนียงเองไม่มีบุตรชายจึงมุ่งมั่นแต่จะกอบโกยสินเดิมเจ้าสาวให้บุตรของตนเท่าที่จะมากได้นางเบ้ปากใส่เย่จื้อเฟิงพลางกล่าวว่า “หากเจ้าฉลาดก็จงขับไล่แม่ลูกตัวซวยคู่นี้ไปเสียพวกเราบ้านรองจะได้ย้ายมาอยู่รวมกันเป็นครอบครัวโดยพร้อมหน้า!”
“ผู้ใดอาศัยอยู่รวมกับเจ้านะ?” เย่จื้อเฟิงโกรธจนหัวเราะออกมาด้วยไม่เคยพบเห็นผู้ใดหน้าด้านได้ถึงเพียงนี้!
เถาอี๋เหนียงแค่นเสียงเย็น“ไม่ยอมรับบิดาบังเกิดเกล้า ระวังฟ้าผ่าตายไม่รู้ตัว!”
“พวกเจ้าต่างหากที่สมควรถูกฟ้าผ่าตาย!”
นางซูคว้าไม้กวาดแล้วเริ่มไล่คนโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงนางตระหนักแจ้งแล้วว่าพวกสกุลเย่มิเพียงอยากจะแย่งบุตรชายของนางไปแต่ยังหมายจะเข้าควบคุมการค้าขายของพวกนางอีกด้วย!
ช่างวางแผนได้อย่างยอดเยี่ยมคิดจะปั่นหัวให้ผู้อื่นเป็นคนโง่งมเสียแล้ว
เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะว่าวแต่นี่ชักจะออกนอกประเด็นไปไกลแล้ว เย่ชิงชิงจึงก้าวออกมากล่าวว่า“ในเมื่อพวกท่านคิดว่าข้าเป็นผู้ทำว่าวของเย่ฝูหรงเสียหายเช่นนั้นก็ไปด้วยกันสิเจ้าคะ ให้ผู้ที่อยู่ตรงนั้นเป็นผู้ตัดสินความเป็นอย่างไร?”
พวกนางยกโขยงกันมาอย่างเกรี้ยวกราดมิใช่เพียงเพื่อว่าวที่ขาดรุ่งริ่งนั่นหรอก แต่ยังรวมถึงหมึกหลากสีอันล้ำค่าซึ่งเป็นหนึ่งในของขวัญที่เย่จื้อเหอได้รับหลังจากได้ตำแหน่งซิ่วไฉด้วย
ย่าเฒ่าถือไม้เท้าก้าวเข้าไปยังบริเวณที่พวกนางวางเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินด้วยรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเสแสร้ง “อย่าได้พูดจาเหลวไหลไร้สาระกับข้าอีกเลยเรื่องที่เกิดขึ้นคือว่าวของพวกเราพัง หากไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ!” ดูซิว่าพวกเจ้าจะกล้าทำอันใดกับนาง?
ไม้เท้าในมือชี้ตรงไปยังหม้อดินที่เปราะบางเป็นการข่มขู่คุกคามอย่างชัดเจนหม้อเหล่านั้นเตรียมไว้ให้ห้างร้านไท่หรานมารับไปในวันพรุ่งนี้เช้าตั้งซ้อนกันสามแถวสูง หากหม้อที่อยู่ด้านล่างแตกหม้อที่อยู่ด้านบนย่อมร่วงหล่นลงมาอย่างแน่นอน
“ท่านนี่มัน! พวกเราไม่มีแม้แต่เงินตำลึงเดียวให้พวกท่านหรอก!” เย่จื้อเฟิงกัดฟันกรอด เขากำมือเข้าหากันแน่น แต่ก็ไม่อาจทำอะไรนางได้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องลำดับอาวุโสที่กดทับอยู่แล้วนางเป็นหญิงชราผู้อาวุโส จะให้ทุบนางหรืออย่างไร?
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้?” นางซูรู้สึกเหลือเชื่อนักอดีตหญิงที่เคยหน้าตาบูดบึ้ง สอนนางเรื่องกฎระเบียบต่างๆบัดนี้กลับกระทำตนเช่นนี้เสียเอง
แม้ย่าเฒ่าจะเป็นสตรีสูงศักดิ์มานานหลายปีทว่ายามนี้นางกลับแสดงความไร้เหตุผลได้ไม่ต่างจากสตรีชาวนาหยาบกระด้างเหล่านั้นอาจกล่าวได้ว่ายิ่งอายุมากเท่าไรนางก็ยิ่งกล้าที่จะกระทำเรื่องที่ไม่สมควรก็มีมากยิ่งขึ้น
นี่คือความแตกต่างระหว่างครอบครัวที่ร่ำรวยเล็กน้อยกับตระกูลขุนนางหากไม่มีรากฐานที่มั่นคง เมื่อตกต่ำลงไปความสง่างามและความภาคภูมิใจที่เคยมีก็จะหมดสิ้นแทบไม่เหลือหลอ
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของนางซูย่าเฒ่าตอบโต้ด้วยการยกมือขึ้นแล้วตวัดไม้เท้าลงมา ‘โครม!’เสียงเครื่องปั้นดินเผาแตกกระจายเนื้อหมูและน้ำปรุงรสกระเซ็นไปทั่วพื้น ดูซิว่าพวกมันจะทำอะไรนางได้?
ย่าเฒ่าช่างมีลูกเล่นเหลือเกิน!เถาอี๋เหนียงแอบชมในใจ พลางยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ “นี่เป็นการสั่งสอนให้พวกเจ้าจดจำไว้เป็นบทเรียน!”
“ข้าให้เงินตำลึงกับพวกท่านก็ได้”
เย่ชิงชิงเอ่ยขึ้นกะทันหันทำให้นางซูและเย่จื้อเฟิงพร้อมใจกันหันไปมองนาง
“แต่กลอุบายเช่นนี้จะเล่นได้เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว หากมีคราวหน้าเราจะไปแจ้งทางการ แม้ทางการจะตัดสินเรื่องภายในครอบครัวได้ยากและท่านคงไม่สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องของเราแต่การใช้ชื่อเสียงของเย่ซิ่วไฉไปแจ้งทางการก็ถือเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในกรมการปกครอง” เย่ชิงชิงจับมือนางซูไว้ข้างหนึ่งพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้พวกนาง “พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
ในเมื่อผู้เฒ่าผู้นี้อาศัยความชรามาอาละวาดแม้พวกนางทำอะไรไม่ได้ และการแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านก็คงไม่ได้ผลทางเดียวที่จะจัดการกับพวกนางได้คือการจับจุดตายของพวกนางไว้!
จุดอ่อนของย่าเฒ่ามิพ้นเย่จื้อเหอผู้ซึ่งมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุน้อยในหมู่บ้านเถียนซินแห่งนี้นางยังคงหวังว่าเขาจะประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเขาย่อมต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
สุดท้ายก็ต้องจ่ายเงินเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติการจัดการกับคนหน้าด้าน เจ้าอาจจะต้องหน้าด้านยิ่งกว่าพวกเขาแต่การเผชิญหน้ากับผู้อาวุโส เจ้าจะทำตัวอาวุโสแข่งกับพวกเขาได้หรือ?
โชคดีที่ย่าเฒ่าถูกถ้อยคำย้ำความไปหลายหนจึงยอมสงบศึกและกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเถาอี๋เหนียงที่ยังคงไม่พอใจนางมิอาจฉกฉวยเอาสิ่งใดจากฝ่ายตรงข้ามไปได้ นางจะมีความสุขได้อย่างไรกัน!
เรื่องนี้ผ่านพ้นไปแล้วนางซูและบุตรทั้งสองของนางยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะอยู่ห่างจากคนสกุลเย่ให้มากที่สุดหลบหลีกประหนึ่งหนีอสรพิษ
เชิงอรรถ
[*]ปากหมามิอาจคายงาช้างออกมาได้ (狗嘴吐不出象牙) สำนวนเปรียบเปรยว่าคนที่พูดจาไม่ดี ไม่มีทางพูดสิ่งดีๆ ออกมาได้