18 ปี ผ่านไป
"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดินแดนหนึ่งที่ถูกขนานนามว่า ‘ฮาลาปัญ’ ประเทศที่รวบรวมความเป็อารยธรรมแห่งดินแดนตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ชื่อประเทศที่ตั้งขึ้นตามการขนานนามของผู้คนทั่วหล้าที่เดินทางมายังอาณาจักรแห่งนี้ด้วย ‘ความหวัง’ ชื่อที่ตั้งขึ้นตามสัญชาติของผู้เป็ตำนานแห่งกษัตริย์ของราชวงศ์ศากวระที่เดินทางมาจากอินโดนีเซีย และเปลี่ยนหุบเขาเวิ้งว้างแห่งนี้กลายเป็ดินแดนที่มอบความหวังสุดท้ายให้แก่สรรพชีวิตอีกครั้ง"
“ทำไมล่ะเพคะ”
พระนัดดาที่มีพระชนมพรรษาเพียง 6 ชันษาเอ่ยถามกับเสด็จอาที่กำลังทรงอักษรไปพลางเล่านิทานของฮาลาปัญไปพลาง พระหัตถ์ที่ร่างรูปดอกธุวดาราอยู่หยุดกลางคัน นึกถึงคำตอบที่เรียบง่ายที่เมื่อบอกพระนัดดาตัวน้อยไปแล้วจะทรงเข้าใจที่พระองค์อธิบาย
“คนที่เดินทางมาบ้านเรา พวกเขาเหล่านี้บางคนก็มาเพื่อรักษาอาการป่วยของตัวเอง บ้างก็หาวิธีที่จะทำให้คนที่พวกเขารักมีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขจ้ะ”
“แล้วถ้าพวกเขาอยู่ที่บ้านทำไมถึงมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขไม่ได้เหรอเพคะ เสด็จอา”
“ได้สิจ๊ะ แต่อาคิดว่าทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับจิตใจของแต่ละคน บางคนแข็งแรงแต่ไม่มีความสุข บางคนมีความสุขแต่สุขภาพกลับไม่แข็งแรง”
“แล้วทำไมยังต้องมาที่ฮาลาปัญล่ะเพคะ ประเทศเราเป็หมอรักษาโรคเหรอเพคะ”
"จะว่าแบบนั้นก็ได้จ้ะ เพราะอาก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเพคะเ้าหญิงน้อยบุลลา" บอกพลางวางพระหัตถ์ลูบไล้พระเกศายาวสลวยของพระนัดดา
“ความเชื่อทำให้พวกเขามา เชื่อว่ามาแล้วจะสุขภาพแข็งแรงขึ้น”
เสียงของชายวัยกลางคนแทรกขึ้นระหว่างการสนทนาของเ้าหญิงทั้งสองพระองค์ภายในตำหนักหอมหมื่นลี้
“เสด็จปู่”
พระนัดดาแสนซนวิ่งเข้าไปหา พระอัยยิกาวัยห้าสิบปีจึงลดกายลงคุกเข่าบนผืนหญ้าเขียวขจีเพื่อสวมกอดพระองค์หญิงตัวน้อย
“วันนี้เสด็จปู่ไม่มีราชกิจที่ไหนเหรอเพคะ”
“วันนี้ไม่มีแต่พรุ่งนี้ปู่ต้องไปพบใครคนหนึ่งที่ต่างประเทศ ปู่คงไม่อยู่ฮาลาปัญพักใหญ่”
“แล้วต่างประเทศที่ว่า คือที่ไหนล่ะเพคะเสด็จพ่อ”
“ประเทศไทย”
พระพักตร์ของทวีติยาฉายแววความสนใจขึ้นมา และทรงพระสรวลกว้างเมื่อรู้ว่าประเทศที่พระราชบิดาจะไปเยือนคือสถานที่พระองค์ใฝ่ฝันอยากจะไปสำรวจ
“พ่อรู้นะว่าลูกคิดอะไร”
“ลูกตามเสด็จไปด้วยได้ไหมเพคะ นะ นะ”
“ตอนนี้ยังไม่ได้ แต่วันหน้าได้แน่นอน อีกอย่างลูกมีราชกิจในต่างแดนเหมือนกันไม่ใช่รึ”
“แต่ไม่ใช่ประเทศไทยนิเพคะ”
“เมืองจีนใกล้ไทยนิดเดียว และนี่ก็เป็คำเชิญลูกไม่ควรปฏิเสธ”
“แล้วทำไมลูกต้องไปศึกษาเส้นทางธรรมชาติที่นั่นด้วยเพคะ แถมอาทิตย์หน้าก็วันเกิดลูกครบ 18 ปีแล้วด้วย”
“ลูกก็ฉลองวันเกิดที่เมืองจีนไปเลย ธรรมชาติที่นั่นงดงามมากนะลูก แล้วเส้นทางธรรมชาติก็โหดด้วย ยิ่งการเดินทางลำบาก สิ่งที่เราจะได้เห็นก็ยิ่งมี่คุณค่า เอ้……หรือครั้งนี้ลูกกลัวว่าจะไม่ไหว”
“ไหวสิเพคะ”
พระราชบิดาทรงโอบหัวไหล่พระราชธิดาด้วยความเห็นพระทัย เพราะั้แ่เยาว์วัยก็ร่ำร้องจะไปประเทศไทย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ไปสักครั้ง
“บาหยา ในอนาคตข้างหน้าเสด็จยายของลูกจะยกบัลลังก์ให้มหาธนะ ซึ่งการเป็กษัตริย์ที่ดีไม่อาจคิดอ่านหรือทำการใดๆ เพียงลำพังได้ พี่ชายของลูกต้องมีผู้ช่วยที่ดี และคนที่จะทำหน้าที่แบ่งเบาภาระภายในประเทศและนอกประเทศได้ก็คือ ลูก
ภายในอุทยานรมย์ราชราตรี เป็สถานที่ของสมเด็จพระราชินีเพื่อฝึกสอนโสตประสาทของร่างกาย นักเรียนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ข้าราชบริพาลต่างก็ตั้งใจฝึกฝน เว้นแต่พระนัดดาองค์โตที่พระชันษาจวนจะ 18 ชันษา แต่ยังทำเป็เล่นเหมือนยังเป็เยาว์วัย
“ทวีติยา หลานจะคันอะไรนักหนา”
พระหัตถ์เกาที่ทีขวาที ด้วยความรำคาญใจ จนทำให้เสียสมาธิในการเรียน ขณะที่กลุ่มของพระนัดดาองค์เล็กก็พากันหัวกันทั้งคณะ จนหมอหลวงต้องมาดูอาการและพบว่าเป็เหา ซึ่งเหาจากหัวของใครสักคนะโใส่หัวของทวีติยาไป หรือไม่ก็เป็เพราะขลุกอยู่กับเ้าหญิงบุลลาตลอดเวลา จึงพาติดเหาไปด้วย แถมวันๆ ก็เอาแต่เดินเล่นในป่า ไปปลูกต้นไม้ สกัดสมุนไพร เป็ครึ่งค่อนวัน
“โอ๊ย….เราจำได้ว่าเคยเป็ตอนอยู่ประถมก็คันจะแย่ แต่เป็ตอนโตนี่สิ ทำไมถึงคันมากขนาดนี้ ยิบๆ ไปหมด”
“ตัดพระเกศาออกเถอะเพคะ จะกำจัดง่ายกว่า เพราะพรุ่งนี้มีราชกิจที่เมืองจีนแล้วนะเพคะ”
“ที่ตาราพูดก็ถูกแล้ว ถ้าใครมาเห็นว่าบนพระเกศาของเ้าหญิงทวีติยากำลังเพาะพันธ์ุเหาเป็สิบๆ ตัวคงไม่ดีนะยายว่าแค่กๆ”
“เป็อะไรเหรอเพคะ่นี้หลานเห็นเสด็จยายไอบ่อย เสด็จยายทรงประชวรหรือเปล่าเพคะ"
"ยายไม่เป็อะไรหรอกลูก ตารารีบๆ จัดการเหาบนหัวของเ้าหญิงด้วยล่ะ รีบๆเลย" บอกและดำเนินออกจากเรือนแก้วหลวงด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อยยามมองดูหลานสาวสุดที่รัก
ขณะที่ตาราก็ชะเง้อมองเสด็จยายที่ดำเนินออกไป เพราะเธอรู้แก่ใจดีว่าทรงเป็อะไร มีเพียงรัชทายาทมหาธนะกับเ้าหญิงของเธอที่ทรงไม่เคยรู็เลยว่าผู้ที่เป็ดวงใจของพวกเขากำลังป่วยหนัก
"พี่ตารา บาหยาขอทรงที่ทะมัดทะแมงหน่อยนะคะ ไม่เอาบ็อบเท ไม่เอาหน้าม้าเต่อ”
"เพคะเดี๋ยวตาราจัดให้"
ผมซอยสั้นแหวกกลางที่คล้ายกับเด็กหนุ่มหน้าหวานทำให้สายตาหลายคู่จับจ้องมองมาเป็ดวงตาเดียวกันเมื่อร่างเล็กสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่กว่าตัวเดินมารวมกับหน้าแคมป์ของคณะนานาชาติที่รวมตัวกันมาเพื่อสำรวจเส้นทางธรรมชาติในที่อุทยานย่าติง่ปิดเทอมใหญ่
“อ้าวน้องใหม่หรอ”
“ค่ะ”
“ผู้หญิงหรอกเหรอ นึกว่าผู้ชาย”
“มีอะไร”
ชายหนุ่มมาดเซอร์ผมเผ้ายาวรุงรังเอ่ยทักขึ้นเป็ภาษาจีนกับหนวดเข้มที่ขึ้นอยู่เหนือปาก ทำให้ใบหน้าขาวดูดุดัน แววตานิ่งสบตากับหญิงสาวตรงหน้าที่แต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชาย
“ไม่มีอะไรหรอก พอดีกำลังรอนับสมาชิกที่สมัครมาค่ายคนสุดท้าย ก็น่าจะเป็เด็กคนนี้”
“เธอ หรือ นาย”
“ฉัน บาหยา ค่ะ”
ชายหนุ่มถามเป็ภาษาอังกฤษและเช็ครายชื่อในใบลงทะเบียน มองหารายชื่อสุดท้ายที่เขาต้องให้เธอเซ็น
“บาหยา ทวิชากร”
“ค่ะ”
“เธอเป็คนไทยเหรอ! ”
“ห้าสิบๆ ”
ชายหนุ่มยิ้มให้กับความกวนของเด็กสาวร่างเล็กที่มีใบหน้าหวานราวกับนางฟ้า แต่กลับทำท่าทางราวกับเด็กหนุ่มเืร้อน
“ดูคุณจะไม่อยากมาแคมป์ที่นี่สักเท่าไหร่ ถ้าไม่อยากมาแล้วสมัครมาทำไม”
“เบื่อๆ เซงๆ ก็เลยมาหาอะไรทำ”
“งั้นผมคงต้องเตือนคุณล่วงหน้าว่า ถ้าจะมาที่นี่เพื่อแก้เซง ก็กลับไปซะ เพราะทุกคนที่มาเขา้าศึกษาธรรมชาติ ไม่ได้้ามาเพื่อแก้อาการเบื่ออย่างคุณ”
มีหรือคนอย่างเ้าฟ้าหญิงทวีติยาผู้รักการผจญภัยจะยอมสิโรราบเดินสะบัดก้นกลับฮาลาปัญไปง่ายๆ คนอย่างเธอจะแสดงให้เขาดูว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามารถทำอะไรได้บ้าง
“โอเคค่ะ ฉันขอโทษ”
“งั้นคุณก็ไปรวมกลุ่มทางด้านโน้นได้แล้ว”
ทวีติยากระชับเป้แล้วเดินตรงไปรวมกลุ่มกับสมาชิกค่ายที่มาจากหลายประเทศ และเริ่มออกเดินทางบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติซึ่งตั้งอยู่ที่ความสูง 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยมีพี่เลี้ยงประจำค่ายคือ ชายชาวจีน กับ ชายชาวไทย มาดเซอร์ปากจัดคอยเป็ไกด์นำทาง
หลังจากที่เดินกันมาได้สักพัก ก็ถึงเวลากางเต้นท์ตั้งแคมป์ ขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันกางเต้นท์ ทวีติยากับกลุ่มผู้หญิงอีกสองสามคนก็ช่วยกันทำอาหาร แต่เสียงร้องดังของพี่เลี้ยงค่ายชาวจีนก็ดังขึ้น ทำให้ทุกคนวิ่งกรูเข้าไปดู ยกเว้นราชนิกูลอย่างเธอเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รู้สึกแตกตื่นเหมือนคนอื่นๆ หลังจากที่เพื่อนร่วมค่ายทุกคนที่โดนชายหนุ่มมาดเซอร์ไล่ตะเพริดกลับเข้าเต้นท์ของตนเองเธอจึงเดินเข้าไปดูร่างโปร่งที่กำลังนั่งกุมมือทำหน้าเหยเกอยู่คนเดียว
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“เพื่อนพี่ถูกตัวอะไรสักอย่างมีใครพกยามาบ้างไหม”
“ขอฉันดูหน่อยนะคะ”
เธอบอกและคว้ามือของเขามาดูแต่กลับโดนเ้าของมือสะบัดทิ้งดื้อๆ อิตาคนนี้ชักกวนโมโหผิดคนซะแล้ว ไม่รู้หรือไงว่ากำลังเล่นกับเ้าหญิงของฮาลาปัญอยู่ ถ้าบอกฐานะที่แท้จริงออกไปตอนนี้รับรองนายหัวฟูคนนี้มีผวาแน่นอน
“จะทำอะไรของเธอ”
พี่เลี้ยงมาดเซอร์ยังคงทำท่าหยิ่งผยองใส่ทวีติยา แต่เธอไม่สนว่าเขาจะยโสโอหังแค่ไหน ตอนนี้ต้องช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ก่อนเป็อันดับแรก เธอดึงมือของเขาที่เริ่มมีอาการบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด ทวีติยาจึงหายกลับเข้าเต้นท์ไปแล้วกลับมาพร้อมกับกล่องยาขนาดกระทัดรัดที่มีสารพัดยาทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน ไทย จีน อินเดีย
ใบหน้านิ่งที่กำลังเ็ปแต่ไม่แสดงออกรู้สึกแปลกใจที่เด็กสาวตรงหน้ากับแสดงความสุขุมออกมาให้เขาเห็น แต่ยังคงบรรจงล้างทำความสะอาดแผลให้อย่างใจเย็น
“ทีหลังคุณก็ระวังหน่อยนะคะ ดูท่าว่าคุณเ้าบุ้งหนอนหูแดงผู้แสนน่ารักเล่นงาน แล้วเ้านี่ก็ไม่ใช่บุ้งทั่วๆ ไป ถ้าเกิดว่าคุณเริ่มปวดหัว คลื่นไส้ หรือมีอาการอย่างอื่นคุณควรที่จะรีบไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด”
“คุณเข้าป่าบ่อยมากแค่ไหน”
“บ้านฉันก็เหมือนกับป่า พูดง่ายๆ ไม่มีวันไหนที่ฉันจะออกมาจากป่า”
“พูดจาพิสดาร”
ทวีติยาเบะปากขณะหยิบยาเม็ดในกล่องใส่ยาขนาดจิ๋วส่งให้ชายหนุ่มพร้อมกับขวดน้ำประจำตัวของเธอไทย
“ยาแก้แพ้ค่ะ กินกันไว้ ควายจะได้ไม่หายล้อมคอก”
ตรีทเศศที่กระดกน้ำกินอยู่พุ่งน้ำพรวดออกมาจากปากเพราะขำกับสำนวนประหลาดของเธอ
"นี่คุณพ่นน้ำออกมาโดนฉันหมดแล้วนะ สกปรกชะมัด"
"ก็มันขำนี่ ฮ่ะๆ......ผมไม่เคยได้ยินสุภาษิตที่ไหนบอกว่ามีควายหายล้อมคอก เคยได้ยินแต่วัวหายล้อมคอก"
"ก็...ฉันไม่เก่งภาษาไทย วัวควายก็ญาติกัน ทำไมจะต้องมาแยก เอาเถอะี้เีเถียงกับคุณแล้ว หายไวๆล่ะกันค่ะ"
เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยพลางรับขวดน้ำในมือมากินพร้อมกับยา ขณะที่แม่สาวซอยผมสั้นทรงไอดอลก็เดินกลับไปนั่งรวมกับกลุ่มเพื่อนในแคมป์ที่กำลังนั่งรอบกองไฟกินอาหารกัน ตอนนี้ชายหนุ่มอย่างเขากำลังรู้สึกใจเต้นไม่เป็จังหวะ เมื่อมองดูขวดน้ำแสตนเลสของเด็กสาวที่เขาคิดในตอนแรกว่าเธอก็แค่เด็กผู้หญิงก๊ากั่นคนหนึ่ง ทว่าเมื่อเขามองดูตุ่มพุพองบนฝ่ามือของตนเองที่เกิดจากพิษบุ้ง ผิวััจากเธอคนที่เขามองผิดพลาดไป ทำให้เขาอยากจะทำดีกับเธอมากขึ้นเพื่อเป็การตอบแทน
การเดินทางสำรวจเส้นทางธรรมชาติมาถึงวันที่สุดท้าย แม้อากาศจะร้อนสลับหนาว แต่ทุกคนก็มุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงปลายทาง โดยมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนที่คอยนำทางปิดหัวแถวและหางแถว ทวีติยามองหาพี่เลี้ยงมาดเซอร์ที่เดินคุมอยู่ท้ายแถวเพื่อดูว่าเขาโอเคดีไหม ขณะที่ทั้งสิบชีวิตเดินทางมาถึงจุดแวะพักเพื่อค้างคืน มีเ้าหน้าที่สองคนที่แต่งตัวแบบชุดลำลองเดินป่าเหนืออกข้างซ้ายติดสัญลักษณ์กรมราชองค์รักษ์ของฮาลาปัญเดินเข้ามาคุยกับพี่เลี้ยวร่างั์คนจีนของคณะเดินป่า และเดินตรงมาหาทวีติยาที่กำลังนั่งเสก็ตภาพในสมุดบันทึกหน้าเต้นท์ของเธอ
“ถวายบังคมพะยะค่ะ”
“เรามาแบบคนทั่วไป พวกท่านอย่าเอิกเริกนักเลย เดี๋ยวคนที่ค่ายนี้จะยุบย่อนั่งย่อกันหมด เราไม่อยากพิธีการ”
“ขอประทานอภัย แล้วจะให้พวกกระหม่อมเรียกว่าท่านหญิงหรืออย่างไรดี”
“พวกคุณเรียกเราว่าบาหยาเฉยๆ ดีกว่า แล้วมาหาเราถึงที่นี่มีเื่ด่วนอะไรหรือเปล่า”
“ทรงอ่านพระราชสานส์ฉบับนี้ก่อนเถิด”
ทวีติยารับม้วนกระดาษสีขาวที่มัดด้วยดิ้นทองมาคลี่อ่าน จดหมายที่เขียนด้วยฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระราชินีอนันตญาอัควิภาธิษณามาดี เสด็จยายของเธอ
“บาหยาของยาย ตอนนี้ยายไม่สบาย แต่หลานคงไม่รู้ว่ายายป่วยด้วยโรคมะเร็งตับมานานหลายปี และยายก็อยู่กับมันมาเกินครึ่งชีวิตของยายแล้ว ดังนั้น่บั้นปลายสุดท้ายของชีวิตยายอยากจะไปอยู่……ที่ๆ เคยไปกับตาของหลาน”
“พรุ่งนี้เราจะกลับฮาลาปัญ”
“พวกเราขออนุญาตคุณบาหยากางเต้นท์เพื่อพักค้างแรมที่นี่ด้วย”
“ตามสบายค่ะ”
ทหารราชองค์รักษ์พยักหน้ารับพร้อมกับไปนำอุปกรณ์มากางเต้นท์ใกล้ๆ กับเต้นท์ของพระองค์หญิง โดยมีสายตาของพี่เลี้ยงสองคนคอยจดจ้องมองอย่างสงสัยกับท่าทีของชายร่างกายกำยำสองคนที่สนทนากับเด็กสาวผู้ร่วมค่ายของเขา
“สองคนนั่นเป็ใคร อาซ่ง”
“เห็นว่ามีธุระจะคุยกับเด็กนั่น ฉันเลยไม่ได้ถาม แต่น่าแปลกทำไมต้องตามมาคุยธุระถึงที่นี่ นายคิดว่าไงอาต้น”
เป็อย่างที่เพื่อนของเขาบอก ธุระสำคัญอะไรถึงกับต้องดั้นด้นตามเข้ามาบนเขาสูง แถมชายหนุ่มสองคนนี้ดูจะเป็ห่วงเป็ใยแม่เด็กนั่นเป็พิเศษอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ แต่มันก็ไม่ใช่กงการอะไรที่เขาต้องสนใจอยู่แล้ว
ตะวันยังไม่ทันโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้า แต่ทวีติยาก็รีบเดินมาหาพี่เลี้ยงชาวจีนที่เต้นท์ของเขา โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เธอกำลังดูเขาอ่านแผนที่เส้นทางการเดินทางที่มาร์คด้วยปากกาสีแดงไว้จำนวนมากอยู่ด้านหลังอย่างเงียบๆ
“โห พี่ไปมาทั้งหมดนี่แล้วเหรอคะ เก่งจัง”
“ใช่ หลังจากจบค่ายนี้ก็ว่าจะไปสำรวจแถบทะเลทรายสักหน่อย แล้วเธอล่ะ”
“หลังจากนี้ฉันคงต้องไปเรียนต่อคงไม่ได้ไปสำรวจเส้นทางธรรมชาติสวยๆ ที่ไหนอีกนาน อีกอย่างเช้านี้ฉันจะบอกพี่ว่า ฉันจะต้องกลับบ้านด่วน”
“เธอจะไปไหน”
เสียงของพี่เลี้ยงค่ายมาดเซอร์พูดแทรกเข้ามา ทวีติยารีบลุกขึ้นพลางนึกถึงคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุด เพื่อหลีกเหลี่ยงที่จะไม่ตอบความเป็จริงว่าที่เธอต้องยุติการสำรวจเส้นทางธรรมชาติครั้งนี้กระทันหันเพราะถูกเสด็จยายผู้เป็ราชินีแห่งราชอาณาจักรฮาลาปัญมีราชโองการมา
“มันไม่เกี่ยวกับคุณนิคะ”
ทวีติยารีบลุกเดินหนีและเดินกลับไปที่เต้นท์ของตัวเองเพื่อเอาสัมภาระของตน แต่ชายหนุ่มขี้สงสัยก็ยังคงเดินตามเธออยู่ จนหญิงสาวไม่เข้าใจว่าเขา้าอะไรกันแน่
“ก็ไม่ได้อยากจะรู้หรอก แต่ไหนๆ ก็จะไปแล้ว เลยจะเรียกทุกคนมาถ่ายรูปหมู่เป็ครั้งสุดท้าย”
“นั่นสิ เดี๋ยวพี่ไปเรียกทุกคนมาถ่ายรูป”
รุ่นพี่ร่างใหญ่บอกกับเธอพลางะโเรียกคนในแคมป์มาถ่ายรูปเป็ที่ระลึกร่วมกัน หลังจากนั้นการร่ำลากับเพื่อนที่มารวมกันคนละซีกโลกก็มาถึง ทวีติยาโบกมือลาทุกคน และทุกคนก็โบกมือกลับมา เว้นเพียงตามาดนิ่งมาดเซอร์ผมเพ้าหยิกหยักโศกรุงรังคนนั้นและใบหน้าเปื้อนหนวดเคราของเขามันจะดูดีขึ้นถ้าเขาหัดยิ้มซะบ้าง ขนาดจากลากันขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังทำหน้าบึ้งเ็าใส่เธอจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ
“ชื่อเช่อของเขายังไม่รู้เลย เอาเหอะ ยังไงคงไม่ได้เจอกันอีกอยู่แล้ว ลาก่อนตาหน้าบูด”
ทวีติยาขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์กลับไปพร้อมกับทหารเสือราชินีของเสด็จยาย ขณะที่สายตาเ็าลอบมองเฮลิคอปเตอร์ที่ทะยานขึ้นฟ้าแล้วห่างออกไป ใจของเขาก็เหมือนหล่นวูบหายอย่างแปลกประหลาด ทำไมกับการจากลาของคนที่เขารู้สึกไม่ถูกชะตา มันกลับสร้างความหวั่นไหวและสั่นคลอนร่างกายได้ถึงขนาดนี้ สั่นคลอนถึงแก่นหัวใจที่ไม่ค่อยแข็งแรงของเขา หรือนี่เขาจะตกหลุมรักคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเข้าให้ซะแล้ว
5 ปีต่อมาที่มาราเกซในตลาดที่มีของกินมากมาย ล้อมรอบด้วยหนุ่มสาวชาวโมร็อคโค พ่อค้าแม่ค้าที่ฉีกยิ้มสดใสให้กันในตลาดมาราเกซ ทวีติยาในชุดพื้นเมืองเดินซื้อของหิ้วถุงผ้าใบใหญ่พร้อมกับคนสนิทตารา ที่เป็หลานสาวของราชเลขาของพระราชินี
“วันนี้แล้วสินะคะ ที่จะทรงเสด็จกลับฮาลาปัญ”
“จ้ะ”
“โฮ้ย! เจอตัวสักทีเดินตามหาอยู่ตั้งนาน”
“มีอะไรโครินทร์ หรือว่าสมเด็จท่าน”
“วันนี้ท่านเอาแต่เพ้อ แล้วก็เรียกหาแต่เ้าหญิง ตอนนี้หมอหลวงดูอาการอยู่”
ทวีติยาที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังทั้งสองคนมือสั่นเพราะความใจหายทำให้ถุงผ้าที่ใส่ผักผลไม้เพื่อนำไปทำอาหารให้เสด็จยายกินร่วงตกลงกับพื้นกระจัดกระจาย
“ฝ่าา”
ตารารีบเดินเข้าไปจับพระกรรณที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อพร้อมกับโครินท์ที่รีบเก็บข้าวของสัมภาระให้แทนเ้าหญิงของเขาที่กำลังยืนพระวรกายแข็งอยู่
“ถึงเวลาแล้วใช่ไหม”
“……เพคะ”
“เรารีบไปกันเถอะ”
ทรงพระดำเนินนำข้าราชบริพารคนสนิททั้งสองไปยังบ้านพักส่วนตัวที่เสด็จยายได้ซื้อให้เธอเป็ของขวัญวันเกิดเมื่อครั้งที่เคยมาเที่ยวด้วยกันสมัยที่มีพระชนมายุเพียง 15 ชันษา ทวีติยาเดินผ่านห้องโถงที่มีสระน้ำอยู่กลางอาคารสไตล์โมรอคโค แล้วตรงเข้าไปยังห้องด้านใน ห้องของสมเด็จพระราชินี ทรงหยุดยืนตรงหน้าประตูจนร่างสูงโปร่งต้องเข้ามาปลอบประโลม
“น้องพี่……”
“เสด็จมาั้แ่เมื่อไหร่เพคะ”
“ั้แ่เมื่อวาน กะว่าจะมาฉลองวันเกิดกับน้องสาว”
“น้องไม่อยากฉลองแล้วล่ะเพคะ”
“พี่เข้าใจ……..งั้นเข้าไปหาเสด็จยายเถอะ”
ทั้งสองพระองค์เดินเข้าไปด้วยกันเสียงสะอื้นของพระมารดาดังจนทวีติยาต้องรีบรุดเข้าไปโอบกอด ทวีติยาไม่ร้องไห้ใดๆ ออกมา เพราะใบหน้าของเสด็จยายกำลังจ้องมองเพื่อบอกลาเป็ครั้งสุดท้าย
“บาหยา มหาธนะ”
“คะ….เสด็จยาย”
“ผมอยู่นี่ครับ”
ทวีติยาค่อยๆ ลุกไปจับมือที่สั่นแรงจากโรคพาร์กินสันมากุมแล้วแนบกับใบหน้า มืออีกข้างที่สั่นเทาคว้าใบหน้ามหาธนะพระเ้าหลานเธอคนโตผู้เป็รัชทายาทสืบบัลลังค์แห่งฮลาปัญ
“กาลข้างหน้าหลานต้องปกครองแผ่นดิน ดูแลประชาชน และเสียสละตนเพื่อส่วนรวม ยายเชื่อมั่นว่าหลานทำได้มากกว่ายายแน่นอน”
“หลานจะทำให้ได้ เสด็จยายไม่ต้องเป็ห่วง หลานจะปกครองแผ่นดินของเรา ให้เสมือนว่าแผ่นดินนี้คือครรภ์มารดาผู้ให้กำเนิดหลาน ผู้ให้กำเนิดชีวิตของฮาลาปัญ”
“หลานเป็คนอบอุ่น ประชาชนจะต้องรักหลานอย่างที่ยายรัก”
มหาธนะ น้ำตาอาบไหลนองหน้าดวงตาแดงก่ำ ผิดกับพระขนิษฐาที่ไม่มีแม้แต่น้ำตาเล็ดลอดออกมาให้เห็น จะว่าทรงเห็นความตายมาจนเคยชินก็ไม่ใช่ แต่เพราะทรงช่วยงานค่ายผู้ลี้ภัยอยู่เนืองนิตย์ และการไปช่วยผู้ประสบภัยในต่างประเทศบ่อยครั้ง การที่ทรงเลือกเรียกกีฏวิทยาและสมุนไพรศาสตร์ทำให้เห็นโลกมากขึ้นและปล่อยวางมากขึ้น จึงคิดว่าหากตนเป็เสาหลักที่จะให้ใครสักคนพักพิงได้นั้นก็จะทำแม้ตนจะเป็สตรีเพศก็ตาม
“บาหยา…หลานเป็คนรั้น แต่ก็รั้นอย่างนักสู้ ยายรู้ว่าหลานเข็มแข็ง แต่ถ้าวันใดหลานไม่ไหว ก็ไม่จำเป็ต้องฝืนมัน ปลดปล่อยมันออกมาในวิถีที่มนุษย์ปกติทำ ไม่มีใครว่าหรอกว่าหลานยายอ่อนแอ แต่ถ้าหลานยังกดทุกๆ อย่างในใจ และตัวหลานเองนั่นแหละที่จะแย่ และถึงเวลานั้นหลานจะเป็ที่พึ่งให้มหาธนะหรือประชาชนได้หรือ……เื่ที่แล้วมาปล่อยวางนะหลานยาย ปล่อยวาง”
ทวีติยาสบตามองใบหน้าซีดเซียวของพระอัยยิกาที่ลมหายใจผ่อนปรนครั้งสุดท้ายใกล้จะดับลง หญิงชราผู้สูงศักดิ์เป็ดั่งแม่ฟ้าของผู้คนชาวฮลาปัญ กษัตริย์ผู้ทรงโอบอ้อมอารี และมีเมตตากับทุกคนชนชาติส่งยิ้มจางๆ ให้กับหลานสาวก่อนที่พระเนตรจะปิดลงอย่างสงบ พระกรรณที่ทาบอยู่กับพระพักตร์ของร่วงหล่นบนพระนาภี มหาธนะและทวีติยาสองพี่น้องเชื้อพระวงศ์รู้ทันทีว่าดวงใจของฮลาปัญเสด็จกลับสู่สรวง์แล้ว
“เสด็จแม่! ”
เ้าหญิงทยาวีย์ทรงพุ่งจากเก้าอี้ไม้ลงมาประคองดวงหน้าของพระราชมารดาด้วยความเสียพระทัยอย่างที่สุด เสียงพระกรรณแสงทำให้ดวงหทัยของของพระราชโอสรและพระธิดาที่นั่งเงียบอยู่ข้างพระวรกายแทบแตกสลาย มหาธนะลุกขึ้นและส่งซิกกับพระขนิษฐาของเขา ให้ออกไปคุยข้างนอกห้อง
“พี่อาจต้องกลับเมืองไทยก่อนเพื่อสะสางเื่เรียนทหารให้เสร็จสิ้นและพี่จะรีบกลับมาฮาลาปัญ พี่คงต้องฝากน้องดูแลเื่พระศพไปก่อน น้องทำได้ใช่ไหม บาหยา” พระเนตรแดงก่ำของพระเชษฐาทำให้ทวีติยาต้องดึงพระวรกายสูงโปร่งมากอดเพื่อปลอบประโลม ปกติแล้วมหาธนะเป็ผู้ชายที่มีอารมณ์ขัน อ่อนโยน รวมทั้งอ่อนไหวง่าย
“ไปเถอะเพคะ”
ทวีติยาแนบใบหน้ากับอกของพระเชษฐาดวงพระเนตรคลอหน่วยด้วยน้ำตาแต่ไร้เสียงสะอื้นใดๆ ยามที่กระพริบพระเนตร หยดน้ำตาจึงได้หยดไหล ถึงอยากจะแสดงความเศร้าโศกมากเพียงใดก็ต้องหยุด เพราะที่ผ่านมาเธอร้องและเสียใจมามากพอแล้ว
หลังจากที่เรียนจบและคอยเทียวไปเทียวมาดูแลพระอัยยิกาที่โมร็อคโคร่วม 5 ปี และการเสด็จตของกษัตริย์แห่งฮาลาปัญทำให้เธอทวีติยามีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้น ทั้งงานในวังและงานดูแลสารทุกสุขดิบภายนอก กระทั่งงานอดิเรกการสกัดยา ปรุงยา ที่มักจะทำ่กลางคืนที่เรือนแก้วหลวงคนเดียวเพราะ้าสมาธิ
เสียงของนกฮูกดังมาจากป่ารมย์ราชราตรี ชวนให้นิ้วเรียวยาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการบดสมุนไพรอยู่นั้นชะงักค้าง เมื่อเงยหน้าขึ้นดูบรรยากาศรอบๆ เรือนแก้วหลวง จึงพบว่าตะวันสีส้มแดงฉานกำลังเคลื่อนคล้อยต่ำลง นิ้วเรียวจึงหมุนเร่งแสงของตะเกียงไม้โบราณ ทำให้สีส้มสว่างของตะเกียงส่องกระทบกับแหวนเพชรมรกตรูปใบไม้เจิดจรัสยามค่ำคืน บวกกับเสียงเรียกหง่าวๆ ด้านหลังก็โผล่พรวดเข้ามาส่งสัญญาณขอให้พระราชทานอาหารมื้อโอชะตามเวลาเดิมทุกวัน
“อาซาเลีย หายไปไหนมาทั้งวัน มาถึงก็จะกินเลยนะ เธอนี่มันจะกละแท้ๆ”
“ท่านลอร์ด ท่านลอร์ดอยู่ไหนคะ”
เสียงของตาราเรียกหาอาซาเลียเข้ามายังเรือนแก้ว ขณะที่ทวีติยากำลังอุ้มเ้าแมวอ้วนตัวกลมไว้บนตัก และกำลังป้อนปลาเส้นของโปรดให้กิน ตาราก็เดินเข้ามาเพราะเห็นแสงไฟตะเกียงสว่างอยู่
“ทรงงานดึกดื่นอีกแล้วนะเพคะ”
“งานของเราไม่ได้หนักหนาอะไรเลยนะตารา”
“เพคะๆ หม่อมฉันรู้ว่าฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถล้น”
“ช่างประชดนักนะ”
จังหวะเดียวกันโครินทร์ก็เดินตามเข้ามา เหตุผลเดียวคือถูกองค์มหาธนะสั่งให้มาเฝ้ายามและอารักขาพระขนิษฐา
แต่เมื่อมาถึงก็เจอตาราอยู่ด้วย
“ถ้าจะมารบกวนเรา ก็เชิญพวกเธอกลับไปนอนดีกว่า แต่ถ้าจะอยู่กับเราห้ามทะเลาะกันเด็ดขาด เพราะที่นี่เป็วังหลวง ไม่ใช่เวทีมวยปล้ำที่จะให้พี่น้องอย่างพวกเธอมาต่อสู้กัน เข้าใจไหม”
“พะยะค่ะ/เพคะ” ข้าราชบริพาลคนสนิททั้งสองขานรับด้วยสีหน้าสลดแต่ก็แอบตีแขนของอีกฝ่ายด้วยความหมันไส้ แต่พอพระเนตรกลมโตเหลือบมอง ทั้งคู่ก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น