บทที่ 12 ท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจที่สุดในต้าเซิ่ง
เซิ่งิหลินขานรับคำหนึ่ง
ดวงตาของจูจูคลอไปด้วยน้ำตา นางคว้ามือเขาไว้ด้วยท่าทางเลื่อนลอย
"พี่จ๋า ช่วยจูจูหน่อย หัวหนักจังเยย จูจูม่ายไหวแย้ว..."
เซิ่งิหลินตระหนักได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาจึงรีบวางตะเกียบลงแล้วลองแตะหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิของนาง จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าด้วยความใ รีบลุกขึ้นยืนโดยไม่สนกิริยามารยาท แล้ววิ่งไปบอกว่า
"ท่านแม่ จูจูเหมือนจะมีไข้ขอรับ"
คนที่กำลังรับประทานอาหารอยู่หลายคนหันกลับมามองพร้อมกัน เห็นเพียงแก้มทั้งสองข้างของจูจูแดงระเรื่อ ท่าทางเหม่อลอย ดูอย่างไรก็ไม่ปกติ
พระชายาตวนอ๋องและฮองเฮาลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกัน เมื่อพระชายาตวนอ๋องรับตัวนางมา ก็รู้สึกว่าจูจูตัวอ่อนปวกเปียกราวกับผ้าขี้ริ้วผืนเล็ก ๆ มือและเท้าห้อยตกลงมา ทำให้ในใจรู้สึกใจหายวูบ
ฮองเฮาก็ใเช่นกัน รีบตรัสว่า "เร็วเข้า! เร็ว! รีบตามหมอหลวงมา!"
จูจูถูกท่านแม่โอบกอดไว้ในอ้อมอก ดวงตาปรือปิดกึ่งเปิด สมองมึนงง รู้สึกเพียงว่าเงาคนตรงหน้าส่ายไปส่ายมาจนนางเวียนหัว
จูจูพึมพำว่า "อย่าส่ายไปมาสิ จูจูจาอ้วกแย้ว..."
พริบตาต่อมา นางก็ "แหวะ!" อาเจียนข้าวที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาจนหมด
รอบข้างส่งเสียงอุทานด้วยความใ จูจูก็ใตัวเองเช่นกัน นางพึมพำว่า
"ข้าวจ๋า ขอโทษนะ..."
หัวน้อย ๆ ของนางเอียงวูบแล้วสลบไปทันที
เซิ่งิหลินในตอนนั้นกลั้นไม่อยู่ น้ำตาไหลออกมาทันที
ต้องเป็เด็กที่ว่านอนสอนง่ายและอ่อนโยนเพียงใด ถึงได้กล่าวคำขอโทษกับข้าว
เขาเชื่อแล้วว่านางเห็นเขาเป็พี่ชายจริง ๆ ดังนั้นข้าวที่เขาป้อน นางจึงให้ความสำคัญเป็พิเศษ
หมอหลวงสองคนที่เชี่ยวชาญโรคเด็กวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง รีบคุกเข่าลงและผลัดกันตรวจชีพจร
ในตำหนักมีคนอยู่เต็มไปหมด ฮ่องเต้ิซีเริ่มรำคาญ จึงตรัสตรง ๆ ว่า
"พวกเ้าออกไปก่อน! อย่ามายืนบื้ออยู่ตรงนี้!"
โดยไม่ต้องระบุชื่อ กลุ่มของเสียนเฟยและองค์ชายห้า รวมถึงหลิ่วผินและองค์ชายเจ็ด รีบทำความเคารพแล้วถอยออกไป
องค์ชายเจ็ดแทบจะเก็บความดีใจบนใบหน้าไว้ไม่อยู่ คงไม่ใช่ว่าเื่ร้ายกลายเป็ดี แล้วเซิ่งิจูจะตายในตอนนี้หรอกนะ? หากเป็เช่นนั้นก็ถือว่าได้ลาภลอยโดยไม่ต้องออกแรงเลย!
ทว่าหลิ่วผินกลับมีความกังวลใจ แม้บุตรชายจะช่วยชีวิตท่านหญิงน้อยไว้ แต่ก็เตะนางไปทีหนึ่ง หากนางป่วยเช่นนี้... ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะทรงตำหนิหรือไม่!
ภายในตำหนัก ฮ่องเต้ิซียืนเอามือไพล่หลังมองอยู่ที่ข้างเตียง เพราะเขาเพิ่งทำให้เ้าก้อนน้อยร้องไห้โฮชุดใหญ่ ในใจจึงมีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
การที่มีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่มายืนจ้องอยู่ตรงนี้ ทำให้หมอหลวงตัวสั่นงันงก หลังจากตรวจชีพจรเสร็จจึงกราบทูลว่า
"ทูลฝ่าา ทูลฮองเฮา โปรดวางพระทัย ท่านหญิงน้อยมิได้เป็อะไรมาก เพียงแต่มีเืคั่งจากาแภายนอกจึงทำให้มีไข้ อีกทั้งาแที่ศีรษะก่อนหน้านี้ยังไม่หายดี หลังจากาเ็ที่ศีรษะ อาการเวียนศีรษะ ปวดหัว หรือคลื่นไส้อาเจียนถือเป็เื่ปกติ ควรพักผ่อนบนเตียงสักสองสามวัน ห้ามวิ่งเล่นเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
เนื่องจากฮ่องเต้ิซีทรงเป็ฮ่องเต้นักรบ หมอหลวงจึงใช้คำพูดภาษาชาวบ้านทั่วไป ไม่กล้าหยิบยกข้อความจากตำราแพทย์มาอ้างอิง
ฮ่องเต้ิซีพยักหน้า ฮองเฮาก็หันไปค้อนพระชายาตวนอ๋องทีหนึ่ง พระชายาตวนอ๋องจึงตอบอย่างเกรงใจว่า "ข้าเห็นนางร่าเริงแจ่มใส ก็นึกว่าหายดีแล้วเ้าค่ะ"
ฮ่องเต้ิซีตรัสว่า "แล้วยามนี้เป็อย่างไรบ้าง?"
หมอหลวงรีบตอบว่า "ให้ท่านหญิงน้อยนอนหลับพักผ่อนให้สงบก่อน ส่วนาแภายนอกให้ใช้ผ้าเย็นประคบ ไม่ต้องรีบให้ดื่มยา และไม่ต้องรีบให้รับประทานอาหาร การพักผ่อนให้มากส่งผลดีกว่าสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ิซีจึงตรัสว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ให้จูจูพักอยู่ในวังก่อน"
พระชายาตวนอ๋องทำได้เพียงย่อกายรับคำ "เพคะ"
ดังนั้นเหล่านางกำนัลจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เ้าก้อนแป้งน้อย เช็ดคราบสกปรก และใช้ผ้าประคบบริเวณาแ
ส่วนคนอื่น ๆ ก็รับประทานอาหารไม่ลง ต่างเฝ้าอยู่ข้างเตียง
เด็กเจ็บป่วยเป็เื่ที่ทรมานใจผู้ใหญ่ที่สุด เมื่อเห็นนางตัวเล็กเพียงเท่านี้แต่ต้องทนทุกข์ถึงเพียงนี้ ทั้งยังบอกเล่าไม่ได้ ก็อยากจะเจ็บแทนให้นางเสียเอง
ฮองเฮาและพระชายาตวนอ๋องต่างก็กลั้นน้ำตาจนขอบตาแดงก่ำ ส่วนฮ่องเต้ิซีประทับอยู่ต่ออีกครึ่งชั่วยามจึงเสด็จจากไป
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ องค์ชายหกก็กลับมา
ในรัชสมัยนี้ยังไม่มีการตั้งองค์รัชทายาท โดยปกติเหล่าองค์ชายจะเริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุห้าขวบ หลังจากนั้นจะย้ายไปอยู่ที่หนานซานสั่ว ยกเว้นวันหยุดทุก ๆ วันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือนจึงจะได้รับอนุญาตให้กลับมา
เวลาเรียนคือทุกวันหลังการประชุมเช้า เริ่มท่องตำราั้แ่ยามเหม่า ส่วนยามซื่อ เป็การบรรยายตำราและฝึกคัดลายมือ หลังอาหารกลางวันจะฝึกขี่ม้ายิงธนูหรือวิชาการต่อสู้ ส่วนตอนกลางคืนจะทบทวนบทเรียนที่เรียนมาในตอนกลางวัน
เพียงแต่องค์ชายหกแตกต่างจากพวกที่เรียนไม่เก่งอย่างองค์ชายห้าและองค์ชายเจ็ด เขาเป็คนรักการอ่านหนังสือมาก แม้ในวันหยุดก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือที่นั่น จะกลับวังมาเพียงเพื่อรับประทานอาหารค่ำและพบเสด็จแม่เท่านั้น
ขณะนี้จูจูยังไม่ตื่น ทุกคนจึงรับประทานอาหารกันอย่างเรียบง่าย
พระชายาตวนอ๋องไม่สามารถค้างคืนในวังหลังได้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จจึงออกจากวังไป ส่วนฮองเฮาทรงให้เซิ่งิหลินอยู่ต่อ เพราะเกรงว่าหากตอนกลางคืนจูจูตื่นขึ้นมาจะร้องไห้โยเย
ครู่ต่อมา ฮ่องเต้ิซีก็เสด็จมาอีกครั้ง และตรัสถามฮองเฮาว่า "จูจูยังไม่ตื่นอีกหรือ?"
"เพคะ" ฮองเฮาตรัส "หลับมาตลอดทั้งบ่าย หมอหลวงบอกว่าชีพจรยังปกติดีเพคะ"
ฮ่องเต้ิซีตรัสว่า "เราควรจะเรียกตัวเยี่ยนชิงออกมาหรือไม่?"
ฮองเฮาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสอย่างนุ่มนวลว่า "การสอบเคอจวี่เป็การคัดเลือกผู้มีความสามารถเพื่อบ้านเมือง สำคัญยิ่งนัก... อีกทั้งจูจูก็ไม่ได้เป็อะไรมากเพคะ"
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ิซียังคงมีท่าทีนิ่งเฉย นางจึงตรัสต่อว่า "อีกอย่าง นิสัยของเยี่ยนชิง หากเขามาต้องร้องห่มร้องไห้แน่นอน จูจูอาจจะต้องเป็ฝ่ายกังวลเขาแทนเพคะ"
ฮ่องเต้ิซีทรงเห็นด้วยทันที "นั่นก็จริง ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ"
เซิ่งิหลินที่ฟังอยู่ข้าง ๆ รู้สึกสับสนในใจอย่างมาก
ร้องห่มร้องไห้? นี่กำลังพูดถึงชายหนุ่มอายุเกือบสามสิบ ผู้มีอำนาจอันดับหนึ่งแห่งต้าเซิ่งจริง ๆ หรือ?
ท่านพ่อผู้เ้าเล่ห์เพทุบาย... ไม่ใช่สิ ท่านพ่อผู้ฉลาดล้ำเลิศคนนั้นน่ะหรือ?
เขามั่นใจแล้วว่า ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาทรงเห็นท่านพ่อของเขาเป็เด็กจริง ๆ
จากนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาก็เฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยพระองค์เอง
องค์ชายหกที่ถูกเบียดออกมานั่งอยู่ข้าง ๆ เซิ่งิหลิน จึงเอ่ยถามว่า
"เ้าคือพี่ชายของจูจูหรือ?"
เซิ่งิหลินตอบว่า "ขอรับ"
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มสนทนากัน
คุยกันได้ไม่กี่ประโยค ก็ได้ยินฮองเฮาตรัสว่า "จูจู?"
ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกันและรีบเดินไปที่ข้างเตียง
จูจูยังไม่ตื่นดี นางปรือตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นฮ่องเต้ิซีชัดเจน ก็สะดุ้งโหยงและลืมตาโพลงทันที
ฮองเฮารีบผลักฮ่องเต้ิซีออกไปทีหนึ่ง
ฮ่องเต้ิซีทรงรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไป ส่วนฮองเฮาทรงถอดสร้อยลูกปัดและกำไลหยกออก แล้วโอบกอดจูจูไว้ในอ้อมอกพร้อมกับผ้าห่ม ตบหลังเบา ๆ และถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"จูจู เ้ายังปวดหัวอยู่หรือไม่? มีตรงไหนไม่สบายตัวหรือไม่?"
ใบหน้าเล็ก ๆ ของจูจูแดงระเรื่อ นางซุกอยู่ที่ข้างแก้มของฮองเฮา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบเสียงอู้อี้ว่า
"ไม่ปวดแย้ว... ฉะบายแย้ว"
ฮองเฮาลูบหน้าผากนางเบา ๆ รู้สึกว่ายังร้อนอยู่เล็กน้อย จึงส่งสัญญาณให้หมอหลวงเข้ามาตรวจชีพจร
พร้อมกับถามว่า "จูจู หิวหรือไม่?"
ปฏิกิริยาของจูจูยังคงช้าไปครึ่งจังหวะ นางส่ายหัวอย่างเหม่อลอย แล้วก็พยักหน้า
บ่าวรับใช้ด้านล่างรีบวิ่งไปสั่งให้เตรียมอาหาร
จูจูรู้สึกเพลียและไม่มีความอยากอาหาร กินบะหมี่ซุปไก่ไปได้เพียงครึ่งชาม และไข่ตุ๋นนึ่งอีกสองสามคำ
คนทั้งห้องช่วยกันหยอกล้อให้นางร่าเริงอยู่พักหนึ่ง นางก็เริ่มง่วงอีกครั้ง จากนั้นจูจูก็พบความผิดปกติ
"ท่านแม่?"
แม้จูจูจะเข้าวังบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ต้องค้างคืนในวัง ฮองเฮาทรงเกรงเื่นี้ จึงรีบพูดเบี่ยงเบนความสนใจ
"จูจู ดูสิ พี่หกกลับมาแล้ว คิดถึงพี่หกหรือไม่?"
องค์ชายหกให้ความร่วมมือด้วยการขยับเข้ามาใกล้
"จูจู พี่หกขออุ้มหน่อยได้หรือไม่?"
จูจูไม่สนใจพี่หกแล้ว นางมองไปรอบ ๆ และพบว่าที่นี่ไม่ใช่เรือนของนาง ปากเล็ก ๆ ก็เริ่มเบะ
"ท่านแม่ อยากได้ท่านแม่..."
ฮองเฮารีบปลอบนาง เซิ่งิหลินและองค์ชายหกที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยปลอบด้วย แต่เมื่อเด็กเริ่มงอแงก็ไม่ฟังใครทั้งสิ้น จูจูร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนฮองเฮาทรงกังวลจนเหงื่อซึม
ในที่สุดฮ่องเต้ิซีก็ทนไม่ไหว ทรงคิดในใจว่าไม่มีใครใช้การได้เลย ต้องให้ข้าจัดการเองสินะ!