[คุณปักษา พรุ่งนี้ตอนมาทำงาน ช่วยแวะขึ้นมาหาฉันที่ห้องทำงานด้วยนะคะ] ผมนั่งอ่านข้อความในไลน์ที่คุณพิมพ์ดาวส่งมาให้ผม
“เรียกไปทำไม เราทำไรผิดรึป่าววะ” ผมลองคิดถึงเื่ที่พอจะเป็ไปได้ แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
“ช่างแม่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ นอนดีกว่า”
เช้าวันรุ่งขึ้น
ก๊อกๆๆ
“เชิญค่ะ” สิ้นเสียงอนุญาตผมก็เปิดประตูเข้าไปทันที
“คุณพิมพ์ดาวเรียกผมมามีอะไรรึป่าวครับ” ผมถามออกไปอย่างหวั่นๆ
“ฉันจะบอกคุณว่า คุณทำงานได้ดีมากค่ะ ตอนนี้ทางบริษัทอนุมัติอัพขั้นให้คุณแล้วนะคะ คุณไม่ใช่ไรเดอร์หน้าใหม่แล้ว ต่อไปอัตราค่าตอบแทนแต่ละงานจะได้มากขึ้น แต่งานก็จะยากขึ้นด้วยนะคะ คุณจะยอมรับข้อตกลงพวกนี้ไหมคะ”
“รับครับ” ผมตอบแบบไม่คิดมาก เพราะตอนนี้ผมคิดว่าผมเซียนพอตัว ดาบจ่อคอหอยผมยังรอดมาได้ มันคงไม่ยากเกินความสามารถผมหรอก
“โอเคค่ะ แล้วก็นี่ค่ะ ประกันชีวิต คุณปักษาเซ็นชื่อตรงนี้นะคะ แล้วก็ใส่ชื่อผู้รับผลประโยชน์ด้วยค่ะ” คุณพิมพ์ดาวหยิบปากกากับกระดาษที่มีตัวหนังสือเป็พรืดมาให้ผม
“คุณพิมพ์ดาวเรียกผมมาคุยเื่ที่ว่างานผมจะยากขึ้นแล้วก็เอากรมธรรม์ประกันชีวิตมาให้ผมเซ็น นี่มันหมายความว่าไงครับ”
“อ๋อ ขอโทษด้วยค่ะที่ทำให้เข้าใจผิด ไม่ถึงตายหรอกค่ะ ประกันชีวิตนี่แค่สวัสดิการตามปกติเฉยๆค่ะ”
“เหรอครับ”
“ค่ะ” ผมจ้องเธออย่างจับผิด แต่เธอตอบผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาก็แสดงออกว่าเธอพูดจริง ผมตกลงเชื่อเธอว่าคงไม่มีอะไรในก่อไผ่ ก่อนจะหยิบปากกามาเขียนชื่อน้องเพียงฟ้าลงไปในช่องผู้รับผลประโยชน์ เพราะหากผมเป็อะไรขึ้นมาจริงๆ น้องสาวผมจะได้เงินก้อนโตนี้ไป
“เรียบร้อย ผมขอตัวก่อนนะครับ”
สินค้าวันนี้ถูกบรรจุในกล่องสีแดงขนาดเล็กจิ๋ว ผูกโบว์สวยงามดูเหมือนกล่องของขวัญมากกว่าจะเป็กล่องพัสดุ
วันนี้คาดว่าผมจะย้อนอดีตมาในสมัยใดสมัยนึงของไทยอีกแล้ว บ้านเรือนไทยมากมายตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แต่ทว่าครั้งนี้ไม่เงียบเหงาวังเวงเหมือนตอนไปบ้านคุณนงค์ ชายหญิงแต่งกายในชุดไทยห่มสไบนุ่งโจงกระเบนเดินจับจ่ายซื้อของในตลาด
แต่ดูเหมือนคนจะเยอะไปหน่อย ผมไม่อยากให้ไก่ตื่นจึงตัดสินใจจอดรถแอบๆไว้ใต้ต้นไม้ที่ไม่ค่อยมีคนผ่านมา แล้วก็เดินเท้าไปยังบ้านลูกค้า จะได้ไม่เป็จุดเด่นมากเกินไป
ผมเดินตามพิกัดไปเรื่อยๆ สังเกตได้ว่าบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ๆที่เหมือนบ้านเ้าขุนมูลนายจะตั้งอยู่ริมน้ำมีเรือผ่านไปมาสัญจรสะดวก ส่วนบ้านที่ผมกำลังจะไปนี่ต้องเป็บ้านชาวบ้านธรรมดาแน่ๆ เพราะจากพิกัดดูเหมือนจะอยู่ในป่าๆหน่อย
“ใกล้ถึงละ”
ผมมาถึงชุมชนหนึ่งมีบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่หลายหลัง ลักษณะเหมือนกระท่อม ผนังสร้างด้วยไม้ไผ่ผ่าซีกหลังคามุงจาก ผมเดินเข้าไปเรียกหาคนที่อยู่ในบ้าน
“สวัสดีครับ มีของมาส่งครับ”
“สวัสดีครับ คุณมิ่ง ขวัญยืนอยู่ไหมครับ” ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก
“ไอ้มิ่งมันไม่อยู่หรอกพ่อหนุ่ม ส่วนเมียก็ไปทำสวนแต่เช้า กว่าจะกลับก็คงเย็นค่ำนู่น” คุณยายคนหนึ่งเห็นผมยืนชะเง้อชะแง้หา จึงเดินมาบอก
“แล้วคุณมิ่งเขาไปไหนเหรอครับยาย”
“ก็ถูกเกณฑ์ไปรบน่ะซิ เพิ่งไปได้สองวันเอง ป่านนี้คงยังเดินทางอยู่ในป่านั่นแหละ เอ็งมีอะไรกับมันรึพ่อหนุ่ม”
“อ๋อ เขาสั่งให้ผมเอาของบางอย่างมาให้เขาน่ะครับ” ผมตอบอย่างไม่ลงรายละเอียดให้มากความ
“งั้นพ่อหนุ่มฝากไว้กับยายก็ได้ เดี๋ยวเมียมันกลับมา ยายเอาให้เอง” คุณยายเสนอพร้อมกับยิ้มโชว์ฟันเผยให้เห็นฟันสีดำเพราะการเคี้ยวหมาก
“ไม่เป็ไรครับยาย ผมไปก่อนนะครับ” ผมรีบปฏิเสธแล้วเดินหนีออกมา ใครจะไปฝากของสำคัญไว้กับเพื่อนบ้านครับ หายขึ้นมาผมแน่นอนที่จะซวย
คุณยายบอกว่าคุณมิ่งไปรบ ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในป่า คนสมัยก่อนจะไปทำาทีนึงก็เดินเท้า กว่าจะถึงก็หลายวัน ถึงจะขี่ม้าก็ไม่เร็วไปกว่าไอ้แดงมอไซต์ผมหรอก เพราะงั้นซิ่งมอไซต์ตามไปเลยดีกว่า คิดได้แบบนั้นผมก็รีบกลับไปยังที่ซ่อนมอเตอร์ไซต์ เอาสินค้าเก็บให้เรียบร้อยก่อนจะออกเดินทาง
“Hi ยูมิ ค้นหาพิกัดของคุณมิ่ง ขวัญยืน”
[รับทราบค่ะ ค้นหาพิกัดของคุณมิ่ง ขวัญยืน] เสียงระบบกำลังค้นหาข้อมูล
[เป้าหมายอยู่ห่างออกไป 80 กิโลเมตร]
โธ่ จิ๊บๆ 80 กิโลขับรถไปแป๊บเดียวก็ถึง
“Hi ยูมิ นำทางไปหาคุณมิ่งขวัญยืน”
[ระบบกำลังค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุด…นำทางไปยังคุณมิ่งขวัญยืน] ระบบคำนวณเส้นทางอยู่สักครู่ก่อนจะตั้งค่านำทางให้ผม
ผมขับรถมาเรื่อยๆตามถนนดินที่คนบุกเบิกไว้เป็ทางเท้า เพราะไม่ใช่ทางที่สะดวกเท่าไหร่จึงทำความเร็วได้ไม่มาก แต่ถึงแบบนั้นผมก็ใช้เวลาน้อยมากอยู่ดีถ้าเทียบกับพวกเขาที่ใช้วิธีเดินเท้า
“นั่นไง ใกล้ถึงละ” ผมเหลือบไปมองจอมือถือที่ตอนนี้เห็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกล
ยิ่งเริ่มเข้าใกล้ยิ่งได้ยินเสียงพูดคุย เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมาก ผมค่อยๆลดความเร็วลงก่อนจะถึงเป้าหมาย และแน่นอนว่า คนเ่าั้ก็คงได้ยินเสียงมอไซต์ผมเหมือนกัน ตอนนี้พวกเขาหยุดเดินและกำลังจ้องมองมาที่ผม
“เอ็งเป็ใคร เป็พวกศัตรูสวะใช่หรือไม่?” ชายผิวคล้ำหน้าเหี้ยมเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงดุดันน่าเกรงขาม
“ไม่ใช่ครับ ผม… เอ้ย ไม่ใช่ขอรับ คุณมิ่งสั่งของบางอย่างเอาไว้ ข้าจึงมาส่งให้ขอรับ”
“อ้ำๆอึ้งๆ พูดจาติดขัดพิกล ใครจะเชื่อเอ็งได้” ชายร่างใหญ่อีกคนเสริม
“เ้าสั่งอะไรไว้กับใครจริงหรือไม่ไอ้มิ่ง” สิ้นเสียงเรียก คนที่คาดว่าน่าจะเป็นายมิ่งเดินออกมาด้านหน้าและมองผมอย่างพิจารณาั้แ่หัวจรดเท้า
“ข้าสั่งของมาเป็ของขวัญให้เมียข้าจริง แต่ชายผู้นี้ข้าไม่เชื่อ” นายมิ่งกล่าว
“อ้าว พี่ครับ พี่จะไม่เชื่อได้ไง ก็พี่สั่งของไว้ผมก็มาส่ง ถ้าพี่ไม่รับไว้พี่จะให้ผมทำยังไงครับ” ผมรู้สึกหัวร้อนขึ้นมาที่เขาจะเทผมซะดื้อๆแบบนี้
“วาจาประหลาด ต้องเป็พวกเดียวกับไอ้พวกสวะ ไอ้พวกนั้นส่งมันมาแน่ๆ”
“ดูม้าประหลาดนั่นสิขอรับ ก่อนหน้านี้เคลื่อนที่ไวดั่งสายลม แต่บัดนี้กลับนิ่งไม่ไหวติงไม่รู้ว่าเป็หรือตาย”
“ข้าเห็นด้วย สังหารมันเสียดีกว่าขอรับ”
ชายพวกนี้ปรึกษากันว่าจะเอายังไงกับผมโดยไม่ฟังคำพูดผมสักคำ
“แล้วเอ็งมาที่นี่ได้อย่างไร เส้นทางนี้เป็ทางลับไม่มีทางที่ฝ่ายศัตรูอย่างเอ็งจะรู้ได้” ชายผิวคล้ำหน้าเหี้ยมคนแรกถามผมอีกครั้ง
“รึว่าไอ้มิ่งเป็หนอนบ่อนไส้ เอ็งคบค้ากับศัตรูงั้นรึ”
“ข้ามิเคยคิดคดต่อบ้านเมืองเช่นนั้นดอก!”
เื่มันชักจะไปกันใหญ่ คนพวกนี้เริ่มจะสงสัยกันเองเพราะผมละ ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง
“งั้นพวกท่านจะให้ข้าพิสูจน์เช่นไร ว่าข้าไม่ใช่พวกศัตรู” ผมเอ่ยปากออกไปอย่างองอาจ ถ้าพ่อแม่ผมมาเห็นฉากนี้คงภูมิใจในตัวผมน่าดู
“เอ็งยินดีพิสูจน์งั้นรึ ดี” ชิ้งง ชายคนหนึ่งพูดขึ้นและชักดาบยาวออกมาตั้งท่าจะฟันคอผม
“ช้าก่อน” ชายผิวคล้ำหน้าเหี้ยมคนเดิมเอ่ยห้ามไว้ก่อนจะกล่าวบางอย่างกับผม
“ถ้าเอ็งยินดีพิสูจน์ว่าเอ็งไม่ใช่พวกเดียวกับไอ้สวะรุกรานแผ่นดินคนอื่น เช่นนั้นเอ็งจงไปตัดหัวนายกองฝั่งนู้นมาให้ข้า”
ของก็ส่งไม่ได้ แถมยังต้องมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์โดยการต้องไปตัดหัวฝ่ายตรงข้ามอีก ผมก็ไม่รู้ว่าระหว่างผมมีชีวิตรอดกลับไป กับ น้องผมจะได้รับเงินประกันชีวิต อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน