เมื่อเห็นเฉินจิ้งเจียออกมาเผยฉางชิงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก “เจียเอ๋อร์เจ้าออกมาแล้ว”
เฉินจิ้งเจียพยักหน้า“อืม พี่ฉางชิง เรากลับกันเถิด”
เมื่อเห็นทั้งสองจากไปภิกษุน้อยรีบหันกายเข้าไปในเรือน “พระอาจารย์ขอรับไฉนท่านถึงยกกำไลประคำเส้นนั้นให้โยมหญิงขอรับ? มิใช่ว่าประคำเส้นนั้นท่านพกติดตัวมาตลอดสิบห้าปีหรือขอรับ?”
เมื่อเห็นภิกษุน้อยเริ่มลนลานไม่สงบเจี้ยอู้จึงส่ายหน้า “ชิงหมิง เจ้ายังละโลกียวิสัยมิได้ลูกประคำเส้นนั้นพบเจอและส่งมอบถึงผู้มีวาสนาต่อกันแล้วเท่านั้นเจ้าอย่าได้ห่วงมากเกินไปเลย มิเช่นนั้นจะทำให้เสียเวลาในการฝึกถือศีล”
นั่นทำให้ภิกษุชิงหมิงสำรวมสีหน้าลง“ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์ไร้ปัญญาเองขอรับ”
ถึงจะบอกว่าเผยฉางชิงกลับไปพร้อมเฉินจิ้งเจียทว่าชายหนุ่มเอาแต่มองเฉินจิ้งเจียข้างกายด้วยรอยยิ้มบางอยู่เสมอ
ดวงตาโค้งยิ้มรับคิ้วโก่งมุมปากยกยิ้มน้อยๆ ดูเหมือนอารมณ์ดีทีเดียว
พอรู้ว่านางอารมณ์ดีเผยฉางชิงจึงไม่ถามอันใดมาก เดินขนาบข้างนางด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ท่านไม่ถามข้าหรือว่าพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้คุยอะไรกับข้าตามลำพัง?” เฉินจิ้งเจียชิงเอ่ยปากถามเผยฉางชิง
เผยฉางชิงอมยิ้ม“ในเมื่อท่านเจี้ยอู้ต้องการพูดกับเจ้าเป็นการส่วนตัวเช่นนั้นก็หมายความว่าไม่อยากให้ข้ารู้ หากเจ้าอยากพูดก็บอกข้าได้หากเจ้าไม่อยากพูด ต่อให้ข้าถามไปเจ้าก็ไม่มีทางพูด แล้วไยข้าต้องทำให้ยุ่งยากด้วย?”
ถือว่าเขาเข้าใจดีทีเดียวเฉินจิ้งเจียเดินไปตรงหน้าเผยฉางชิง ยื่นมือขวาไปเบื้องหน้า “ท่านดูสินี่เป็นของที่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มอบให้ข้า”
ลูกประคำหาได้มีอะไรน่ามองกระนั้นกลับช่วยขับผิวขาวนวลของข้อมือเพิ่มขึ้น เผยฉางชิงใบหน้าขึ้นริ้วแดงทีละนิด
“เพราะพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เห็นว่าเจ้ามีวาสนาเป็นแน่ถึงได้มอบของล้ำค่านี้ให้” เผยฉางชิงตอบแบบขอไปที ย้ายสายตาไปวางที่อื่นตั้งใจไม่มองข้อมือเฉินจิ้งเจีย
มีวาสนาต่อกันหรือไม่นั้นเฉินจิ้งเจียไม่รู้ หากแต่พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้กลับเข้าใจเป็นอย่างดีถึงขั้นบอกให้ปล่อยวางความหมกมุ่น...
เฉินจิ้งเจียยิ้มนางเกิดใหม่ชาตินี้มิใช่เพราะหมกมุ่นกับแค้นฝังลึกหรอกหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไฉนจะปล่อยวางได้ง่ายดายกัน?
คำพูดของพระอาจารย์เจี้ยอู้ฟังไปก็เท่านั้น เรื่องที่นางต้องการทำ ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งนางได้ทั้งนั้น!
เฉินจิ้งเจียเองกำลังยุ่งกับการครุ่นคิดอย่างระมัดระวังด้านเผยฉางชิงก็คอยดูแลเฉินจิ้งเจียทว่าก็หลบเลี่ยงนางเช่นกันตีมึนเสียจนใครก็หาความแตกต่างของอีกฝ่ายไม่เจอแล้วเดินทางกลับเรือนไปทั้งอย่างนั้น
เฉินจิ้งเจียเพิ่งเดินเข้าไปป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอรีบปรี่เข้ามาทันใดทั้งสองมองเฉินจิ้งเจียอย่างละเอียดครู่หนึ่ง หลังจากมั่นใจว่านางไม่มีปัญหาอะไรจึงถามไถ่เรื่องพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้
“เจี้ยอู้ผู้นั้นตามหาเจ้าด้วยเรื่องอันใดกันแน่?” เฉินอี้เหอไม่เหมือนคนอื่นที่เคารพบูชาพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มากขนาดนั้น
สิ้นเสียงป๋อชางโหวขมวดคิ้วเอ่ยปากตำหนิทันใด “ไฉนเจ้าพูดจาเช่นนี้พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้คือผู้บรรลุเต๋าขึ้นสูงเหล่าคนในวังมากมายต่างนับถือพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้ทั้งสิ้นไฉนเจ้าไม่เคารพผู้อื่นเช่นนี้!”
พูดจบก็หันมองเฉินจิ้งเจียท่าทางแปรเปลี่ยนดูอ่อนโยน “พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้คุยอะไรกับเจ้าหรือ?”
เฉินจิ้งเจียครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนยิ้มตอบ “สมแล้วที่บรรลุเต๋าขั้นสูง ยังไม่เคยเจอหน้าข้าก็รู้เรื่องที่ข้าจะให้เครื่องรางเผยฉางชิงแล้วที่เรียกข้าไปก็เพื่อมอบเครื่องรางให้เจ้าค่ะ”
ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจทว่า...
“ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือ?” ป๋อชางโหวถามอย่างสงสัยใคร่รู้เต็มประดา
“อย่างเช่นให้เครื่องรางเจ้ามาสักสองชิ้นแบบนี้?” เฉินอี้เหอข้างกายเสริม
เฉินจิ้งเจียทำท่าลำบากใจเล็กน้อย“เฮ้อ เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มิได้พูดอย่างอื่นแล้วแค่มอบเครื่องรางให้หนึ่งชิ้น อยู่ที่เขาเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยยกมือชี้ไปยังเผยฉางชิงข้างกาย
ทันทีทันใดเผยฉางชิงสัมผัสได้ว่าสายตาทั้งสองกำลังจดจ้องมายังตนอีกทั้งยังดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก...
เฉินจิ้งเจียนึกถึงประคำที่ข้อมือได้จึงยื่นมือให้ทั้งสองดู แล้วเลียนแบบท่าทางพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้แล้วพูดประโยคที่เขาเคยกล่าวไว้
“ช่วงเวลาสำคัญประคำเส้นนี้สามารถช่วยโยมพ้นเคราะห์หามยามร้ายได้”
พูดจบนางเบนสายตามองเฉินอี้เหอ “ท่านพี่ ท่านต้องไปสู้รบข้างนอกหลายปีประคำเส้นนี้ให้ท่านเอาติดตัวไว้เถิดไม่แน่อาจช่วยคุ้มครองท่านพี่ให้รบชนะก็เป็นได้!”
ชาติก่อนพี่ชายต้องกลับไปชายแดนก็เพราะตนท้ายสุดตายอนาถในสงคราม ชาตินี้นางจะปกป้องพี่ชายของนางให้ได้!
หากแต่ลูกประคำเส้นนี้ยังไม่ทันถอดออกก็ถูกเฉินอี้เหอรั้งเอาไว้“เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน! พี่ชายของเจ้าน่ะ ต่อให้ไม่มีลูกประคำคุ้มครองก็เอาชนะไร้พ่ายได้อยู่แล้ว!”
คำว่าโอ้อวดตัวใหญ่เขียนแปะบนหน้าเฉินอี้เหอทว่าดันเข้ากับบุคลิกองอาจของเขาอย่างน่าเหลือเชื่อราวกับว่าเขาควรทำเช่นนี้ควรพูดเช่นนี้อยู่แล้ว
ป๋อชางโหวเอ่ยตาม“เฉินอี้เหอพูดถูก ในเมื่อพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้มอบให้เจ้าเช่นนั้นเจ้าก็พกไว้อย่าได้ห่างกายเด็ดขาด!”
มองกำไลลูกประคำที่มิอาจมอบให้ได้พักหนึ่งเฉินจิ้งจึงเจียถอนหายใจ “ก็ได้ เช่นนั้นเจียเอ๋อร์จะเชื่อท่านพี่เจ้าค่ะไม่ว่าจะมีประคำคอยคุ้มครองหรือไม่ ท่านพี่ก็เอาชนะไร้พ่ายได้อยู่แล้วและกลายเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งยุค!”
ภายในเรือนครึกครื้นเฮฮานอกเรือนนั้น เฉินจิ้งโหรวยืนมองสถานการณ์ในเรือนอยู่ไม่ไกลนักนั่นต่างหากครอบครัวหนึ่งเดียว
ทว่าตน...
นางแสยะยิ้มเย้ยหยันตัวเองบางทีอาจมีตนคนเดียวที่มองป๋อชางโหวเป็นบิดาแต่เขากลับไม่เคยเห็นนางเป็นบุตรสาวมาโดยตลอดใช่หรือไม่?
ดอกไม้และใบไม้ในมือถูกนางขยำฉีกทึ้งเป็นก้อนไปแล้วนางไม่มีกะจิตกะใจสนดอกไม้และใบพวกนั้นแล้ว จากนั้นจึงสะบัดหน้าเร้นจากไป
ดอกไม้ที่นางถือไว้ในมือเมื่อครู่ยามนี้กองอนาถบนพื้นแล้ว กระทั่งว่าถูกฝ่าเท้าเฉินจิ้งโหรวกระทืบย่ำไปหลายที
บิดาอะไรกันตัวนางเฉินจิ้งโหรวหาได้มีบิดา!
ความรักแน่นแฟ้นของพ่อลูกอะไรกันนางเฉินจิ้งโหรวหาได้เคยพบเจอแม้แต่น้อย!
หากวันหนึ่งนางไต่เต้าสู่เบื้องสูงได้สูงกระทั่งว่าเฉินจิ้งเจียต้องคุกเข่าเบื้องหน้านางอย่างเชื่อฟังสูงจนบิดาชื่อป๋อชางโหวนี้มิกล้าเรียกนางสูงส่งกระทั่งบรรดาคุณหนูทั้งหลายต้องเงยหน้ามองนางด้วยความริษยา!
นางคิดไว้แล้วนางต้องอภิเษกกับไท่จือ แล้วกลายเป็นไท่จื่อเฟยให้จงได้!
คอยกระทั่งฝ่าบาทสวรรคตนางจะกลายเป็นฮองเฮา มารดาแห่งแผ่นดิน หมื่นพสกใต้หล้าล้วนศิโรราบต่อนางทั้งสิ้น!
ถึงวาระนั้นเฉินจิ้งเจียต้องคุกเข่าคารวะนาง ป๋อชางโหวเองก็ดูหน้านางก่อนจะตั้งตนเป็น“กั๋วจั้ง[1]” ที่ฝูงชนพากันเรียกขานได้!
ทุกสิ่งคิดวางแผนเสร็จสิ้นเช่นนั้นสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือให้นางเปลี่ยนสถานะ จากลูกอนุเป็นทายาทสายตรงเช่นนั้นนางถึงจะมีคุณสมบัติพอเจรจาอภิเษกกับไท่จื่อได้
นางคิดในใจเช่นนี้ฝีเท้าเฉินจิ้งโหรวเร่งความเร็วขึ้นอย่างทนรอไม่ไหวนางจำต้องหารือเรื่องนี้กับจ้าวอี๋เหนียง หากพึ่งพาแต่ตัวนางเองเช่นนั้นคงมิอาจทำได้ดั่งใจนึกแน่นอน
ทางจ้าวอี๋เหนียงกำลังคิดหาวิธีกำจัดเฉินจิ้งเจียอย่างคร่ำเครียดไม่ทันได้สนใจผู้มาเยือน ก็ได้ยินเสียงเฉินจิ้งโหรวดังเข้ามา “ท่านแม่!ท่านแม่ข้ามาแล้ว!”
เมื่อเห็นเฉินจิ้งโหรวจ้าวอี๋เหนียงพลันยิ้มออก “มีเรื่องอะไรกันถึงได้รีบร้อนเพียงนี้?”
“ท่านแม่ท่านแม่จะได้รับการแต่งตั้งเมื่อใดจะกลายเป็นฮูหยินแห่งจวนป๋อชางโหวได้เมื่อใดเจ้าคะ? เมื่อใดข้าถึงจะกลายเป็นคุณหนูทายาทสายตรงแห่งจวนป๋อชางโหวได้เสียที?”
---------------------------
[1]กั๋วจั้ง คือตำแหน่งพ่อตาฮ่องเต้