ไอริณ ๒๕๖๙ สืบล่ากลไกมรณะ

    (4) ความลับของพิพิธภัณฑ์

            ### ขลุ่ยมรณะ (Deadly Flute)


            **Episode 4: ความลับของพิพิธภัณฑ์ (Secrets of the Museum)**


            เช้าวันใหม่ที่กรุงเทพฯ อากาศเย็น๾ะเ๾ื๵๠ผิดฤดู ไอริณและพิธาขับรถกลับมาที่พิพิธภัณฑ์บ้านอยุธยาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพื่อสอบถาม แต่เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในเอกสารเก่าๆ


            ไอริณสวมแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลเข้มทับเสื้อเชิ้ตสีเทา กางเกงยีนส์ตัวเดิมและบู้ทหนังที่เริ่มมีรอยขีดข่วนจากการลุยงานหนัก ผมดำขลับมัดหางม้าสูงเหมือนเคย ใบหน้าสวยคมยังคงดูนอนไม่พอ แต่ดวงตากลับคมกริบกว่าปกติ


            ดร.ศิริพรต้อนรับทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่ดูฝืนเล็กน้อย “กลับมาอีกแล้วเหรอไอริณ? คดีมันรุนแรงขนาดนั้นเลย?”


            “สองศพในสี่วัน รุนแรงพอที่จะทำให้ฉันไม่หลับไม่นอน” ไอริณตอบตรงๆ “ฉัน๻้๵๹๠า๱ดูเอกสารทุกอย่างเกี่ยวกับการขโมยขลุ่ยเมื่อปีที่แล้ว รายชื่อผู้ต้องสงสัย บันทึกกล้องวงจรปิด รายงานตำรวจ ทุกอย่าง”


            ศิริพรพยักหน้า แล้วพาทั้งสองลงไปยังห้องใต้ดินของพิพิธภัณฑ์ ห้องเก็บเอกสารที่มืดสลัว กลิ่นกระดาษเก่าและความชื้นลอยคละคลุ้ง ชั้นวางเต็มไปด้วยแฟ้มเก่าๆ และกล่องไม้ที่ปิดสนิท


            “ตอนนั้นเราสูญเสียของไปสามชิ้น” ศิริพรเล่าเสียงเบา “ขลุ่ยมรณะเป็๲ชิ้นสำคัญที่สุด คนร้ายรู้จักระบบรักษาความปลอดภัยดีมาก ปิดกล้องบางตัวได้ แต่ไม่หมด”


            พิธาเปิดแล็ปท็อปเชื่อมต่อกับไฟล์ดิจิทัลที่ศิริพรส่งให้ “มีผู้ต้องสงสัยสามคนครับ จากการสอบสวนตอนนั้น  

            1. นายวิกรม สุวรรณศรี นักสะสมที่เคยเสนอซื้อขลุ่ยแต่เราปฏิเสธ  

            2. ลูกศิษย์เก่าคนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ถูกไล่ออกเพราะขโมยของเล็กๆ น้อยๆ  

            3. และ... บุคคลนิรนามที่เคยมาติดต่อขอถ่ายรูปขลุ่ยหลายครั้ง”


            ไอริณหยิบแฟ้มกระดาษเก่าขึ้นมาอ่าน รายงานการขโมยระบุเวลาตรงกับคืนที่ไม่มีเ๯้าหน้าที่อยู่เวร เธอสังเกตเห็นรอยเปื้อนจางๆ บนหน้ากระดาษหนึ่ง คล้ายรอยนิ้วมือที่ถูกเช็ดออกไม่หมด


            “ศิริพร... เธอเคยเป่าขลุ่ยชิ้นนั้นไหม” ไอริณถามกะทันหัน


            ศิริพรชะงัก “เคย... เพื่อบันทึกเสียงตัวอย่างสำหรับงานวิจัย แต่แค่ทำนองปกติ ไม่เคยทำนองต้องห้ามตามตำนานหรอก”


            ไอริณไม่พูดต่อ เธอเดินไปยังตู้กระจกที่เคยเก็บขลุ่ยไว้ ตอนนี้ว่างเปล่า มีเพียงป้ายชื่อเก่าๆ และฝุ่นจับบางๆ


            พิธาเรียกเธอเบาๆ “พี่ไอริณ ดูคลิปกล้องวงจรปิดนี้สิครับ คืนที่ขโมย มีเงาคนหนึ่งเดินผ่านโถงทางเดิน แต่ใบหน้าไม่ชัด เพราะใส่หมวกและผ้าคลุมปาก”


            ไอริณก้มดูหน้าจอ รูปเงาสูงโปร่ง เดินอย่างมั่นใจ ไม่รีบร้อน ราวกับรู้ตำแหน่งกล้องทุกตัว


            “คนนี้รู้จักที่นี่ดีมาก” เธอพูด “อาจเป็๞คนในก็ได้”


            ศิริพรที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูตัวเกร็งเล็กน้อย “ไอริณ เธอสงสัยฉันเหรอ?”


            ไอริณหันมามองเพื่อนเก่า ดวงตาคมกริบ “ฉันสงสัยทุกคน จนกว่าจะมีหลักฐานพิสูจน์ว่าไม่ใช่”


            บรรยากาศในห้องใต้ดินตึงเครียดขึ้นมาทันที


            เย็นย่ำ ไอริณขออยู่ทำงานต่อคนเดียวในพิพิธภัณฑ์ โดยบอกว่า๻้๪๫๷า๹ตรวจเอกสารเพิ่ม ศิริพรและพิธากลับก่อน


            เวลา 22.17 น. พิพิธภัณฑ์ปิดไฟหมด เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงจางๆ


            ไอริณเดินคนเดียวในโถงใหญ่ บู้ทหนังกระทบพื้นไม้เก่าดังกึกก้องในความเงียบ เธอถือไฟฉายเล็ก สาดส่องไปยังตู้โชว์ต่างๆ


            เธอหยุดที่ห้องเก็บของโบราณด้านหลัง ห้องที่เคยเก็บขลุ่ยมรณะ


            ประตูห้องเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ทั้งที่เธอจำได้ว่าปิดสนิทตอนเย็น


            ไอริณล้วงปืนพกออกมา ดันประตูเบาๆ ด้วยปลายบู้ท


            ข้างในมืดสนิท มีเพียงกลิ่นไม้ไผ่เก่าๆ ลอยออกมา


            เธอเปิดไฟฉายส่องไปรอบห้อง


            ไม่มีใคร


            แต่บนพื้นตรงจุดที่เคยวางขลุ่ย มีเศษไม้ไผ่เล็กๆ ตกอยู่หนึ่งชิ้น


            ใหม่สด ยังไม่แห้ง


            ไอริณคุกเข่าลง คีบเศษไม้นั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ


            แล้วไฟฉายของเธอก็สั่นไหวเล็กน้อย เมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ด้านนอกโถงทางเดิน


            เธอปิดไฟฉายทันที หลบตัวเข้ามุมมืด ถือปืนแน่น


            เสียงฝีเท้าค่อยๆ เดินผ่านหน้าห้อง เงาชั่วขณะปรากฏใต้แสงไฟฉุกเฉินสีแดง


            สูงโปร่ง ใส่หมวกและผ้าคลุมปาก


            เหมือนในคลิปกล้องวงจรปิดเป๊ะ


            ไอริณกลั้นหายใจ รอจนเสียงฝีเท้าหายไป


            เธอเปิดไฟฉายอีกครั้ง เดินออกไปตามเงานั้นอย่างเงียบกริบ


            แต่โถงทางเดินว่างเปล่า


            มีเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างเก่า ดังคล้ายเสียงขลุ่ยเบาๆ อีกครั้ง


            ไอริณยืนนิ่งอยู่ตรงกลางโถง มือกำปืนแน่น หัวใจเต้นแรง


            เธอรู้สึกชัดเจนว่ามีคนกำลังจ้องเธออยู่


            จากที่ไหนสักแห่งในความมืดของพิพิธภัณฑ์นี้


            และคนนั้น... เพิ่งทิ้งเบาะแสไว้ให้เธอโดยตั้งใจ


            **End of Episode 4**

            *โปรดติดตามตอนต่อไป*