Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 21 คนตัวเล็ก ๆ กับวรยุทธ

    “วรยุทธ?”“ประมาณนั้นแหละ ท่าร่าง วรยุทธ กระบวนท่า สุดแล้วแต่ว่าจะเรียกว่าอะไร” วลาดิเมียร์ตอบผมพร้อมกับออกท่าทางอธิบาย“หากจะอธิบายในรายละเอียดลงไปอีกมันก็คือการจัดการกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยสั่งให้มานาในร่างกายเคลื่อนไหวไปตามจุดต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ต้องการน่ะ”วลาดิเมียร์พยายามอธิบาย “ให้นายลองนึกภาพตามง่าย ๆ ละกัน ทำไมคนปกติถึงวิ่งได้ไม่เร็วเท่ากับนักวิ่ง”ผมนึกภาพตามที่วลาดิเมียร์บอก“เพราะท่าตั้งต้นใช่มั้ย?”“ถูกส่วนหนึ่ง แต่มันยังมีส่วนอื่น ๆ อีก นอกจากท่าตั้งต้นหรือท่าออกตัวแล้ว ก็ยังทีท่าวิ่งอีกด้วย ท่าวิ่งที่ประกอบด้วย การยกเท้า การเหวี่ยงแขน การลงน้ำหนักที่ปลายเท้า ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นคือท่าร่างที่จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”ผมรู้สึกค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาทีละนิด“และเมื่อชำนาญในท่าร่างหรือวรยุทธเหล่านั้น ผู้ฝึกปรือยิ่งสามารถออกใช้กระบวนท่าเหล่านั้นได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว การฝึกฝนจะขัดเกลาและกำจัดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกไป ให้หลงเหลือไว้เพียงเคลื่อนไหวที่ทรงประสิทธิภาพเท่านั้นยิ่งเมื่อเลือกทักษะท่าร่างวรยุทธที่เหมาะกับตัวเองยิ่งทำให้การฝึกปรือเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น”วลาดิเมียร์พูดจบก็พุ่งหมัดตรงเข้ามายังใบหน้าของผม แรงลมจากหมัดกระทบหน้าผมจนเหยเกและเซเสียหลักถอยหลังวรยุทธที่ฉันใช้ประลองกับเรย์เมื่อครู่ชื่อว่าเพลงหมัดสามทลาย ซึ่งเหมาะกับฉันที่ชอบใช้กำลังในการโจมตี”วลาดิเมียร์หันไปสบตากับเรย์เป็นเชิงขออนุญาต เรย์พยักหน้ากลับมาแบบเซ็ง ๆ“ส่วนวรยุทธของเรย์ชื่อว่าท่าร่างม่านหมอกล่องลอย ซึ่งเหมาะกับเรย์ที่ชอบใช้ความเร็วในการโจมตี”ผมเริ่มตื่นเต้นกับความรู้ที่วลาดิเมียร์มอบให้กับผม “แปลว่าฉันก็ฝึกวรยุทธเหล่านั้นได้ ...อย่างนั้นงั้นเหรอ?”วลาดิเมียร์พยักหน้าแล้วก็กล่าวว่า“เว้นแต่ว่า...การฝึกวรยุทธก็มีข้อแม้อยู่เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ได้มีข้อห้ามอะไรเป็นการตายตัวว่าวรยุทธไหนใครจะฝึกไม่ได้ หรือใครควรฝึกวรยุทธไหน แต่วรยุทธบางวรยุทธก็เหมาะกับการใช้ร่วมกับขอบเขตบางขอบเขตอยู่ ซึ่งถ้าขอบเขตนั้นไม่เหมาะกับผู้ฝึก การจะหวังให้ประสบความสำเร็จก็เป็นไปได้ยาก...อย่างเช่นกรงเล็บอัคคีของท่านหญิงวายา”“เรื่องของขอบเขตนี่... ก็คือขอบเขตทั้งเจ็ด?”“ท่านหญิงได้เล่าเรื่องนี้ให้นายฟังมากน้อยแค่ไหนแล้ว”ผมส่ายหน้าให้กับคำถามของวลาด“ยังไม่มีโอกาสได้เล่าเท่าไรเลย” “งั้นพวกฉันจะเป็นคนสอนเรื่องนี้กับนายเอง”วลาดิเมียร์พูดพลางหันหน้าไปทางนอร่า“นอร่า ฝากสอนคาลเรื่องนี้ที เธอน่าจะทำได้ดีกว่าฉัน”นอร่าถลึงตาใส่วลาดิเมียร์ แล้วก็แค่นลมหายใจ แต่ก็ยอมทำตามคำขอของเขา“ขอบเขตทั้งเจ็ดคือธาตุพื้นฐานของจักรวาลได้แก่ ปฐพี วารี วาโย อัคคี โทษา ทีป และอาตมัน”“เดี๋ยวนะ มันคืออะไร? เออ แปลว่าอะไรน่ะ? ฉันอยากได้คำอธิบายเป็นภาษาชาวบ้าน ๆ หน่อยได้มั้ย”ผมค่อนข้างสับสนกับคำยาก ๆ ที่นอร่าพูดออกมา คืออะไร ปฐพี วารี แล้วอะไรอีกนะ“ปฐพีแปลว่าดิน วารีแปลว่าน้ำ วาโยแปลว่าลม อัคคีแปลว่าไฟ โทษาแปลว่าความมืด ทีปแปลว่าแสงสว่าง และอาตมันแปลว่าวิญญาณ”นอร่าตอบผมด้วยเสียงค่อนข้างหน่ายใจ“ดิน น้ำ ลม ไฟ ความมืด แสงสว่าง และวิญญาณ”ผมทวนเพื่อให้ตัวเองจำได้“นายจำเทวรูปที่เราเจอตอนก่อนไป ORIGIN ได้มั้ย?”วลาดิเมียร์พยายามช่วยให้ผมเข้าใจอีกแรงหนึ่งผมหวนนึกถึงวันแรก ๆ ที่ผมมาถึงที่นี่ แม้เวลาจะผ่านไปเพียงไม่นาน แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำที่อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกินเทวรูปของชายคนหนึ่งที่ประคองผลึกปริซึมชิ้นหนึ่งเอาไว้ความประทับใจแรกเห็นปนความสงสัยทำให้ผมไม่มีทางลืมภาพที่เห็นโดยเด็ดขาด ผมพยักหน้าให้กับวลาดิเมียร์ “จำได้ ที่ประคองผลึกรูปทรงปริซึมเอาไว้อยู่” “จำได้มั้ยว่าปริซึมมีมุมอยู่ทั้งหมดกี่มุม”นอร่าสานต่อบทสนทนา “หกมุม ถ้าฉันมองไม่ผิดไปนะ”“ถูกต้อง ที่สุดปลายของปริซึมมุมหกด้านนั่นคือขอบเขตทั้งหก”“หก? แล้วทำไมถึงเรียกว่าขอบเขตทั้งเจ็ดล่ะ?”นอร่าย่อตัวลงนั่งทั้งกระโปรงสั้น ๆ ด้วยท่วงท่าที่วาบหวามจนเกิดเหลี่ยมมุมสีดำที่ทำให้ผมใจเต้น เธอโน้มกายเอื้อมมือลงไปที่พื้นยื่นนิ้วมือแตะลงไปเพื่อขีดเขียนอะไรบางอย่าง เนินเนื้อขาวนวลถูกดันจนเกิดร่องขึ้นที่หน้าอกของเธอ ผมต้องกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่และเฉตามองไปที่อื่นก่อนที่จะเผลอลืมหายใจหากเทียบกับเรย์และวายาแล้วนอร่าเป็นคนที่สร้างแรงดึงดูดให้กับเพศตรงข้ามได้มากที่สุด ทั้งส่วนโค้งเว้าที่อวบอัดเด่นชัด ทั้งใบหน้าที่อ่อนหวานอย่างน่าหลงใหล และดวงตาสีเขียวที่เมื่อได้จ้องมองแล้วไม่อาจละสายตา หากเปรียบเรย์เป็นความลี้ลับ วายาเป็นความสดใส นอร่าก็คือความลุ่มหลง ทุกองค์ประกอบของนอร่าคือสิ่งที่เกิดมาเพื่อสร้างความลุ่มหลงให้กับเพศตรงข้าม มือของเธอขีดลากลงบนพื้นห้องจนเกิดเป็นรูปร่างของผลึกปริซึมรูปร่างเดียวกันกับที่ผมเคยเห็นจากเทวรูป ผมสังเกตเห็นว่ามีของเหลวบางอย่างซึมออกมาจากปลายนิ้วของเธอ ของเหลวนั่นเองที่กรัดกร่อนพื้นปูนจนกลายเป็นร่องรอยตามปลายนิ้วที่เธอลากผ่าน “ขอบเขตที่เจ็ดคือจุดศูนย์กลางเมื่อลากเส้นจากมุมทั้งหกมาตัดกัน ปฐพี... เอ่อ ดินน่ะ ดินอยู่ตรงข้ามกับลม ไฟอยู่ตรงข้ามกับน้ำ และความมืดอยู่ตรงข้ามกับความสว่าง และจุดตัดตรงศูนย์กลางนั้นคือวิญญาณ”เธอเขียนเครื่องหมายบางอย่างเป็นลายเส้นเพื่อแทนคำว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ความมืด แสงสว่าง และวิญญาณดิน เป็นเส้นหยักคล้ายภูเขาสองลูกต่อกันขนานกันในแนวนอนสี่เส้นน้ำ เป็นเส้นเว้าโค้งลงโค้งขึ้นต่อกันคล้ายลูกคลื่นขนานกันในแนวนอนสี่เส้นลม เป็นเส้นตรงขนานกันในแนวนอนสี่เส้นไฟ เป็นเส้นเว้าไปทางขวาและซ้ายคล้ายเปลวไฟสี่เส้นขนานกันในแนวตั้งความมืด เป็นเส้นตรงสี่เส้นเรียงต่อกันแบบไม่ชิดติดกันคล้ายเป็นรูปสี่เหลี่ยมแสงสว่าง เป็นเส้นตรงสี่เส้นลากตัดกันคล้ายกับรัศมีของพระอาทิตย์วิญญาณ เป็นเส้นตรงเส้นเดียวลากเป็นวงกลมคล้ายกับก้นหอยผมพยายามจดจำรูปร่างของเส้นต่าง ๆ เอาไว้อย่างตั้งใจเพื่อไม่ให้ลืม แล้วก็ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ อยู่ในใจ“แล้วที่บอกว่าวรยุทธบางวรยุทธเหมาะกับขอบเขตบางอย่าง... แปลว่า?”ผมพยายามควบคุมสายตาของผมให้มองไปที่ใบหน้าของนอร่าโดยไม่ให้วอกแวกไปมองที่จุดอื่นแล้วเอ่ยถาม“ยกตัวอย่างของวลาดิเมียร์ละกัน” นอร่ากล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปยังวลาดิเมียร์ “มานาที่พวกเราโดมินาริทุกคนดูดซับและไหลเวียนอยู่ในร่างกายมีองค์ประกอบของขอบเขตทั้งเจ็ดปะปนอยู่ แต่ละคนมีความสามารถเรียกใช้องค์ประกอบเหล่านั้นได้ไม่เท่าเทียมกัน วลาดิเมียร์สามารถเรียกใช้มานาขอบเขตดินที่ไหลเวียนในร่างกายได้เป็นหลักดังนั้นวลาดิเมียร์เหมาะกับการกับฝึกวิชาท่าร่างที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายและการโจมตีทางกายภาพ เพราะเมื่อเสริมมานาขอบเขตดินเข้าไปกับการใช้วรยุทธจะทำให้วรยุทธนั้น ๆ ทรงพลังมากยิ่งขึ้นอย่างเช่นเพลงหมัดสามทลายที่วลาดิเมียร์ใช้เมื่อครู่นี้ ขนาดไม่ได้เสริมพลังของขอบเขตเข้าไปในการโจมตียังมีพลังทำลายอย่างที่นายเห็น”นอร่ากวาดสายตาไปยังห้องที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและรอยขูดขีดราวกับที่นี่คือพื้นผิวของดวงจันทร์ แล้วเดี๋ยวก็ต้องมาเปลืองมานาซ่อมกันอีกนอร่าคิดพร้อมกับถอนใจ “แต่ถ้าวลาดิเมียร์อยากจะฝึกวรยุทธ์ที่ต้องการมานาขอบเขตลมอย่างท่าร่างของเรย์ ...ท่าร่างม่านหมอกล่องลอย”นอร่าหันไปมองที่เรย์ เรย์พยักหน้าให้แบบจำยอม“ก็จะพบกับความยากลำบากในการฝึกท่าร่างนั้นให้สำเร็จ หรือถ้าฝึกได้จริง ๆ ประสิทธิภาพก็คงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ” นิ้วของนอร่าชี้นิ้วไปยังรูปปริซึมที่เธอวาดไว้บนพื้น แล้วก็ขยับนิ้วเป็นเส้นตรงไป ๆ มา ๆ“เพราะขอบเขตดินกับลมนั้นอยู่ด้านตรงข้ามกัน นั่นคือความยากลำบากในการฝึกขอบเขตที่อยู่ห่างออกไป แม้ว่าโดยปกติแล้วมานาที่ไหลเวียนในร่างกายของพวกเราจะมีขอบเขตทั้งเจ็ดปะปนอยู่ แต่โดยมากแล้วโดมินาริแต่ละคนจะสามารถใช้ขอบเขตหลักได้เพียงขอบเขตเดียว หากวลาดอยากจะฝึกท่าร่างของขอบเขตน้ำหรือขอบเขตไฟซึ่งอยู่ใกล้กันก็ยังมีความเป็นไปได้มากกว่า” ผมมองตามแล้วก็เริ่มจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ๆ“แต่นอกจากวรยุทธที่เหมาะกับการฝึกร่วมกับขอบเขตต่าง ๆ แล้ว ก็มีวรยุทธอีกมากมายที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง ประเด็นสำคัญของการเลือกฝึกวรยุทธก็คือ เราควรเลือกวรยุทธที่เหมาะกับการใช้งานที่เราตั้งใจและเป็นวรยุทธที่เหมาะกับเรา...”ระหว่างที่นอร่าอธิบายไปเรื่อย ๆ ผมมองเห็นว่ามีความเชื่อมโยงบางอย่างจากรูปผลึกปริซึมนั้น ขอบเขตดินขนาบด้วยขอบเขตไฟและน้ำอยู่ด้านซ้ายและขวา แปลว่าถ้าขอบเขตอยู่ติดกัน จะสามารถฝึกวรยุทธของขอบเขตข้างเคียงได้งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น...“นอร่าแล้วความมืด แสงสว่าง ...และก็วิญญาณล่ะ ถ้าอยากฝึกท่าร่างที่ต้องใช้ขอบเขตเหล่านั้น” ผมถาม “นั่นเป็นความยากลำบากอีกระดับหนึ่ง ขอบเขตในแกนแนวตั้งทั้งสามนั้นเป็นข้อยกเว้น การจะฝึกวรยุทธที่ต้องใช้การสนับสนุนจากขอบเขตเหล่านั้น จำเป็นต้องมีความสามารถเรียกใช้มานาของขอบเขตเหล่านั้นได้เป็นหลัก”“แล้วเราจะเรียกใช้มานาของขอบเขตต่าง ๆ ได้อย่างไรล่ะ”“ดีเซลล์ยังไงล่ะ ใช้จิตสั่งการดีเซลล์ ใช้จิตถ่ายทอดความคิดบอกให้ดีเซลล์ของเราทำสิ่งที่ต้องการ ทุก ๆ สิ่งในธรรมชาติล้วนเกิดมาจากการรวมตัวกันของอะตอม อะตอมคือส่วนที่เล็กที่สุดของสสารทุกอย่าง และดีเซลล์สามารถสื่อสารกับมานาให้ควบคุมอะตอมเหล่านั้นได้”นอร่าเริ่มเอานิ้วลงไปลากรูปร่างที่พื้นขึ้นมาอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ หนึ่งวง จากนั้นก็วาดวงรีพาดทับผ่านวงกลมนั้นสามวง ปอยผมของเธอปัดตกลงปิดตาข้างหนึ่งเธอจึงเอามืออีกข้างที่ว่างอยู่ไปหยิบปอยผมนั้นมาทัดหูจากนั้นก็เงยหน้ามามองผมแล้วพูดต่อ“มานาคือพลังงานที่สามารถชี้นำให้อะตอมทำงานตามที่โดมินาริต้องการได้ และดีเซลล์คืออภิสิทธิ์พิเศษของโดมินาริที่จะทำให้เป็นไปได้อย่างนั้น...”“นอร่าช่วยช้าลงหน่อยได้มั้ย พอดีฉันเริ่มตามไม่ค่อยทันละ” ผมโอดครวญ เพราะชักจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่นอร่าพูดอยู่เสียแล้ว นอร่าหันมามองผมแล้วก็ถอนใจ“งั้น ฉันขอยกตัวอย่างแบบนี้ละกัน คิดซะว่าดีเซลล์ในร่างกายของพวกเราเป็นคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง และในตัวของพวกเราก็มีคนพวกนี้อยู่นับไม่ถ้วน”ผมพยักหน้า“คนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถจับเอามานาที่ลอยอยู่ในอากาศมาเก็บไว้กับตัวเองได้ แล้วคนพวกนี้ก็สามารถเอามานาที่เก็บมาได้นั้นไปทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง อย่างเช่นกินมันเข้าไปเพื่อให้ร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เอามันมาเพิ่มจำนวนของคนตัวเล็ก ๆ ในร่างกายให้มีมากขึ้น หรือเอามันไปปรุงเป็นอาหารแล้วส่งให้กับอะตอมของสสารต่าง ๆ เพื่อขอให้ทำตามความต้องการของคนตัวเล็ก ๆ เหล่านั้น”นอร่าขีดเขียนพื้นเป็นการใหญ่ด้วยรูปทรงแปลก ๆ ตลก ๆ มากมายเพื่ออธิบายให้ผมเข้าใจ พอเธอยกตัวอย่างแบบนี้ผมก็เริ่มเข้าใจมากขึ้นจริง ๆ“แต่แม้ว่าคนตัวเล็ก ๆ จะทำอะไรกับมานาได้หลากหลายอย่าง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะคนตัวเล็ก ๆ ในร่างของโดมินาริแต่ละคนมีความสามารถในการปรุงอาหารจำกัดได้แค่ไม่กี่อย่าง อย่างคนตัวเล็ก ๆ ในร่างของวลาดก็ถนัดปรุงแต่อาหารที่อะตอมของขอบเขตดินชอบได้เป็นหลัก ดังนั้นวลาดจึงเหมาะกับการฝึกวรยุทธขอบเขตดิน”“เข้าใจละ นี่คือสาเหตุที่ต้องเลือกฝึกวรยุทธที่เหมาะกับตัวเองซินะ”นอร่าและวลาดิเมียร์พยักหน้าให้ผมพร้อม ๆ กัน ส่วนเรย์ก็ทำท่าไม่สนใจอะไรเช่นเคยแถมเบนหน้าหนี “งั้นฉันจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าฉันเหมาะกับขอบเขตไหน ใช้หมวกเลือกสรรงั้นเหรอ??” “คิดว่าจะไม่ถามซะแล้ว” วลาดิเมียร์เป็นคนชิงตอบคำถามนี้จบตอนที่ 21