ข่าวคราวความยิ่งใหญ่ของแคว้นเจียงหนานและ อ๋องหลงเฟย เดินทางมาถึงราชสำนักเป่ยหลิง ทำให้เหล่าขุนนางและ
อ๋องเว่ยจี้ รู้สึกกริ่งเกรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน กองทัพของแคว้นเจียงหนานมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีชื่อเสียงในการรบที่ไม่เป็สองรองใครจากการปราบปรามกลุ่มโจรป่าและผู้รุกรานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็สิ่งที่กองทัพเป่ยหลิงในปัจจุบันไม่สามารถทำได้ อ๋องเว่ยจี้ได้เรียกประชุมเหล่าขุนนางในท้องพระโรงเพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์นี้ แต่กลับไม่มีใครสามารถเสนอแผนการรบหรือกลยุทธ์ใดๆ ที่สามารถเอาชนะแคว้นเจียงหนานได้ เหล่าขุนนางต่างพากันหวาดกลัวและสิ้นหวัง โดยเฉพาะ เสนาบดีซง ที่เคยเป็หัวหอกในการคัดค้านเว่ยอู๋จี๋ บัดนี้กลับเงียบไปอย่างสิ้นเชิง
"ท่านอ๋องขอรับ! เราต้องส่งกองทัพไปปราบพวกมันเดี๋ยวนี้! ก่อนที่พวกมันจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่เราจะรับมือได้!" ขุนนางผู้หนึ่งะโขึ้นด้วยความโกรธ "แต่เราจะส่งใครไปเล่า? กองทัพของเราไม่มีแม่ทัพที่มีฝีมือเท่ากับแม่ทัพเว่ยอู๋จี๋!" ขุนนางอีกคนโต้กลับ คำพูดของเขาทำให้ทุกคนในท้องพระโรงเงียบลง เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าไม่มีใครในแคว้นเป่ยหลิงที่จะสามารถเทียบกับเว่ยอู๋จี๋ได้ ฝีมือของแม่ทัพคนอื่นๆ นั้นด้อยกว่าหลงเฟยและแม่ทัพคนอื่นๆ ในเจียงหนานเป็อย่างมาก
อ๋องเว่ยจี้รู้สึกสิ้นหวังและเ็ป เขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เขาเสียใจที่ตัดสินใจพักราชการพี่ชายของเขาไปในตอนนั้น เพราะเขาคิดว่าหากเว่ยอู๋จี๋ยังอยู่ คงจะสามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้อย่างง่ายดาย เขาเริ่มรู้สึกว่าการตัดสินใจของเขานั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ และมันอาจจะนำมาซึ่งความล่มสลายของแคว้นเป่ยหลิง
ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง อ๋องเว่ยจี้ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ เขาลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ด้วยใบหน้ามุ่งมั่น "ข้าจะไปหาท่านพี่ด้วยตนเอง!" คำประกาศของเขาทำให้ทุกคนในท้องพระโรงตกตะลึง เพราะพวกเขาไม่คิดว่าอ๋องจะยอมลดตัวลงไปหาเว่ยอู๋จี๋ด้วยตนเอง