“เ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร เ้าไม่เห็นหรือว่าตอนที่เ้าเข้ามานั้น คมดาบของอิคายกำลังจ่ออยู่ที่คอของข้า เป็เพราะธนูดอกนั้นของเ้าที่ทำให้ข้าได้มายืนอยู่ตรงนี้ และเป็คุณชายหวังหย่งไม่ใช่หรือ ที่พาเ้าไปที่นั่นเพื่อจับกุมศัตรูของเ้าทำไมเ้าจึงทำกับพวกเราเช่นนี้” ราชครูแทรกขึ้นมาด้วยความโมโหตอนที่ได้ยินอูซุนให้การไปแบบนั้น
“หากเป็เช่นใต้เท้าว่ามาจริงงั้นใต้เท้าก็เป็หนี้บุญคุณของข้าสินะ” อูซุนตอบอย่างหน้าตาเฉย
ขุนนางหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นก็ตกอยู่ในความงุนงง อูซุนในวันนั้น ดูเป็มิตร และที่ผ่านมาพวกเขาก็ดูแลคณะจากเมืองิเป็อย่างดี ทำไมวันนี้คนพวกนั้นกลับพูดเช่นนี้ไปได้
“ทูลฝ่าา” เจียวลู่ที่ยืนฟังอยู่นานอดทนไม่ไหวต้องก้าวออกมา “กระหม่อมเชื่อว่าเื่นี้มันมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลอยู่เริ่มจากพวกเราถูกหลอกให้ไปทำา แผนการหลอกๆ ที่ใครบางคนคิดขึ้นมา รวมถึงการฏที่ไม่มีใครรู้เื่เลย และมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่ในเหตุการณ์และชายผู้นี้” เจียวลู่พูดพลางชี้มือไปที่อูซุนที่ยืนสงบนิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เขาได้แต่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้นั้แ่พูดจบแล้ว
“เขาผู้นี้เขาคือศัตรูที่บัดนี้ได้กลายมาเป็มิตร แต่คำพูดของเขา กลับทำให้กระหม่อมรู้สึกว่ามิตรเช่นนี้ ขออย่าให้มีเสียจะดีกว่า คนผู้นี้พูดจาเชื่อถือไม่ได้”
“หรือใต้เท้าจะให้เขาบอกว่ามีฏจริงๆ แล้วใต้เท้าคือวีรบุรุษที่นำพาผู้คนออกมาปราบฏเช่นนั้นหรือที่ใต้เท้าว่า เชื่อถือได้” มีเสียงแทรกขึ้นมาจากขุนนางด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่นท้องพระโรง
“เอาละๆ พอได้แล้ว”ท่านอ๋องโบกมือให้ทุกคนหยุดหัวเราะ พร้อมกับให้เจียวลู่กลับเข้าไปยืนในแถวเช่นเดิม
“บัดนี้เื่ราวทุกอย่างมันได้จบลงแล้ว” ท่านอ๋องตรัสกับทุกคนที่กำลังรอฟังอยู่“าที่จบลงไปมันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมากนักเื่ความบาดหมางที่เกิดขึ้น ข้าคิดว่า เวลาเพียงไม่นาน ก็คงจะเยียวยาได้ส่วนเ้า ที่รับปากว่า จะยกทัพมาช่วย แต่กลับไม่ได้ทำดั่งเช่นที่สัญญาถ้าเป็เช่นนั้น เ้าควรจะถูกตัดคอเสียบประจานเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างอีกต่อไปและคนที่คอยยุแหย่เ้า ก็ควรจะหัวหลุดจากบ่าด้วยเช่นกัน”ท่านอ๋องหันไปมองไปหวังหย่ง ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงเขาพร้อมแล้วที่จะรับบทลงโทษที่เขาควรจะได้รับ
“แต่หากมีการฏจริงดั่งเช่นพวกเ้าว่ามา” ท่านอ๋องตรัสต่อไป “เช่นนั้นพวกเ้าทุกคนย่อมเป็วีรบุรุษที่คอยปกป้องบ้านเมือง ตราบที่ทุกอย่างยังไม่กระจ่างข้าก็คงจะลงโทษพวกเ้าไม่ได้ เช่นนั้นแล้ว ให้ถือว่าทุกอย่าง จบๆ กันไปก็แล้วกันบัดนี้ บ้านเมือง้าความสามัคคี และมิตรภาพ มากกว่าความแตกแยก และศัตรูเช่นนั้นแล้ว ขอให้คิดเสียว่า หลายวันนี้มานี้ ไม่ได้มีเื่ร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เราจะไม่พูดถึงเื่นี้อีก จนกว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏอีกครั้งมีใครจะคัดค้านเื่นี้หรือไม่”
ท่านอ๋องกวาดสายตามองไปรอบๆท้องพระโรงด้วยความเศร้าสลด ขุนนางเหล่านี้หรือที่จะคอยช่วยเหลือโอรสของพระองค์ให้เป็ใหญ่ขึ้นมาในแผ่นดินหากเป็เช่นนี้แล้ว อย่าว่าแต่จะเป็ใหญ่ในแผ่นดินเลย แค่จะรักษาบ้านเมืองนี้ไว้ ก็ยากเต็มที่
“หากไม่มีอะไรแล้ว ก็เลิกประชุมได้”
เหล่าบรรดาขุนนางแยกย้ายกันไปหมดแล้วเหลือเพียงไม่กี่คน ที่ยังคงยืนอยู่ พวกเขาได้เข้ามาห้อมล้อมหวังหย่ง พวกเขาเหล่านี้คือคนที่อยู่กับหวังหย่งในวันที่จับกุมอิคาย ทุกคนมีความกังวลอยู่ไม่น้อยกับสถานการณ์ที่เป็อยู่หากท่านอ๋องยังฟังความข้างเดียวอยู่เช่นนี้ ก็นับว่าพวกเขาคงหมดความสำคัญไปแล้ว
“นี่คำพูดของข้า มันไร้ความหมายถึงเพียงนี้หรือ” ราชครูเอ่ยออกมาด้วยความเศร้าใจอย่างที่สุด
“ข้าเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะกลายเป็ตัวตลกของพวกเขาไปได้” เจียวลู่ได้แต่ถอนหายใจ
“เป็แบบนี้แล้ว ข้าเกรงว่าเวลาของพวกเราคงใกล้จะหมดลงเต็มที” อัครมหาเสนาบดีเอ่ยออกมาเบาๆ
“ใต้เท้าทุกท่านอย่าคิดมากไปเลยข้าเชื่อว่าสักวัน ท่านอ๋องคงจะเห็นความดีของพวกเรา” หวังหย่งพูดปลอบใจทุกคน ทั้งๆที่เขาเองก็เศร้าใจไม่แพ้กัน
“แล้วเ้าจะทำอะไรต่อไปละ”ราชครูถามกลับมาด้วยความห่วงใย
“ข้าก็คงจะอยู่เฉยๆ”หวังหย่งตอบแบบไม่ต้องคิด “บัดนี้บ้านเมืองคงจะสงบไปอีกสักพัก ที่สำคัญท่านอ๋องก็คงเสด็จกลับไปตำหนักนอกเมืองเช่นเดิม ปล่อยให้รัชทายาททำงานของพวกเขาไปการศึกครั้งนี้พวกเขาสูญเสียทหารไปไม่ใช่น้อยคงไม่กล้าบู่มบ่ามทำอะไรโดยขาดความยั้งคิดแบบแต่ก่อนอีกแล้ว พวกเราทุกคนก็คงจะถูกลอยแพการงานทั้งหมดคงเป็ใต้เท่าลี่ถังที่คอยจัดการ เช่นนี้แล้ว เราก็พักเอาแรงเถอะยังมีศึกใหญ่รออยู่อีกมากมาย”
“ดูเหมือนเ้าจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย” ราชครูถามด้วยความสงสัยที่เห็นหวังหย่งยังมีท่าทีที่สงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“จะทุกข์ไปทำไมใต้เท้าทั้งสองไม่เห็นหรือว่า เรายังรอด นั่นเพราะท่านอ๋องเชื่อพวกเราแต่จะให้ทำอย่างไรได้ละ ในเมื่ออีกฝ่ายคือโอรสของพระองค์ เช่นนี้แล้วนี่คือทางออกที่ดีที่สุดแล้วยังมีอะไรให้ต้องเป็ห่วงอีก ใต้เท้าไม่เห็นอาการของคคนพวกนั้นหรือพวกเขาจะเป็จะตายเสียให้ได้ ในตอนที่ท่านอ๋องรับสั่งว่าจะไม่พูดเื่นี้อีกข้าขอให้ใต้เท้าทุกท่านโปรดไต่ตรองให้ดี บัดนี้ท่านอ๋องคงมองเห็นแล้วว่า คนพวกนั้นำความเสื่อมเสียมาให้บ้านเมืองมากแค่ไหนถึงตอนนี้ข้าคิดว่าเวลาของพวกเราก็คงใกล้เข้ามาแล้ว”
“ข้าเกรงว่า ข้าคงจะรอวันนั้นไม่ไหว”เป็ครั้งแรกที่ท่านราชครูแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ไหวแล้วจริงๆ
“ข้าก็เช่นกันบัดนี้ข้ากำลังนึกถึงชีวิตบ้านนอก ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีที่ข้าไม่ต้องตื่นมาพบกับเื่ร้ายๆ เช่นนี้ในทุกๆ เช้าอีกแล้ว” อัครมหาเสนาบดีสนับสนุนคำพูดของราชครู
“ใต้เท้าทั้งสองจะทิ้งให้ข้าต่อสู้เพียงคนเดียวงั้นหรือ”หวังหย่งอยากจะค้านให้มากกว่านี้ แต่เขาก็เชื่อว่าใต้เท้าทั้งสองตรากตรำทำงานหนักมาตลอดชีวิต น่าจะถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะได้พักเสียที
“เ้าก็คงจะตามพวกเราไปในไม่ช้า”ราชครูตบไหล่หวังหย่งเบาๆ
คนทั้งสามเดินเคียงข้างออกจากท้องพระโรงไปแต่ใครจะเชื่อ ว่านี่เป็ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้อยู่ร่วมกันในท้องพระโรงแห่งนี้
...............................................................
“เสด็จพ่อทำไมถึงปล่อยคนพวกนั้นไปแบบนั้น” รัชทายาทแสดงความไม่พอใจอย่างมากที่ท่านอ๋องตัดสินพระทัยให้ทุกคนลืมเหตุการณ์ในครั้งนี้เสีย รัชทายาทรีบมุ่งหน้าไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องโดยทันทีหลังจากประชุมเสร็จเขาเองตั้งใจว่า จะใช้โอกาสนี้จัดการกลุ่มคนที่คัดค้านเขาให้หมดสิ้นแต่ท่านอ๋องกลับไม่เอาผิดกับคนพวกนี้ได้อย่างไร
“เ้าจะให้ข้าทำอย่างไร” ท่านอ๋องตรัสตอบกลับมาเบาๆโดยทำเป็ไม่เห็นอากับกิริยาที่โอรสองค์โตแสดงออกมา
“แผนการทุกอย่างของลูกต้องพังลงเพราะมันคนเดียว แผนการที่ลูกวางไว้นับปี มันทำลายลงไปแค่ในวันเดียว เช่นนี้แล้วเสด็จพ่อยังจะมาถามอีกเหรอ ว่าต้องทำอย่างไร” รัชทายาทเริ่มขึ้นเสียง
“แผนเหรอ แผนอะไรของเ้าข้าไม่เห็นรู้เื่เลย”
รัชทายาทเดินไปมาด้วยความหงุดหงิดและโมโหกับท่าทีของท่านอ๋องที่ยังเฉยชาไม่ตอบสนองตามที่เขา้า
“เสด็จพ่อไม่น่ากลับมาเลย ถ้าเป็ข้าขึ้นว่าราชกิจเองป่านนี้คนพวกนั้นหัวขาดไปแล้ว” รัชทายาทระบายอารมณ์ออกมาจนท่านอ๋องต้องรีบลุกขึ้นชี้หน้าสั่งสอน
“นี่เ้าหาว่าข้าเป็คนผิดงั้นหรือเ้ารู้หรือไม่ว่า แผนการที่เ้าว่ามานั่น มันล้มเหลวั้แ่ตอนที่เ้าคิดแล้วเ้ารู้หรือไม่ว่า เป็หวังหย่งที่ควบม้าไปหาข้ากลางดึกเพื่อแจ้งให้ข้าทราบทุกเื่ เ้าว่าข้าไม่ควรกลับมาหรือ เ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าข้าไม่มาช่วยเ้า ป่านนี้พวกนั้นคงตัดหัวเ้าเสียบประจานอยู่หน้าประตูเมืองเหอผิงไปแล้วเ้าคิดได้ไงที่ไปเชื่อใจแม่ทัพตกอับคนนั้น เ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ มีอย่างที่ไหนจะออกศึกทั้งที มีแต่ทหารไร้ประสบการณ์แถมยังถูกแยกให้อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ไร้ผู้นำแบบนั้น เ้ามันโง่จริงๆ จะทำศึกแต่ไม่รู้กลยุทธแม้แต่นิดเดียว ถ้าไม่ได้หวังหย่งกับพวกช่วยไว้ป่านนี้พวกเราไม่มีที่ให้อยู่แล้ว”
“นี่ท่านพ่อเชื่อที่พวกมันพูดเหรอ”
“หรือมันไม่จริง เ้าคิดว่าข้าโง่เหรอถ้าเ้าฉลาดสักนิด คงจะอ่านแผนของอิคายออกั้แ่ต้นแล้วแต่นี่เ้าเอาแต่เชื่อขุนนางกังฉินพวกนั้น สุดท้ายเป็เ้าที่โง่อยู่คนเดียว” ท่านอ๋องจ้องมองหน้าโอรสของพระองค์อย่างใกล้ชิดสีหน้าที่ไม่ยอมรับความเห็นคนอื่น ไม่ฟังคนอื่น ยังคงเป็เหมือนเดิมมาั้แ่เด็กไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด
“หวังหย่งไม่ได้คิดจะแย่งชิงของของเ้าหรอกมีแต่เ้าที่กลัวเขาไปเองข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเ้าจึงต้องจงเกลียดจงชังหวังหย่งนัก พ่อถึงได้บอกให้เ้ายอมลดความโอหังของเ้าลงมาแล้วฟังเขาบ้าง เขามีดีกว่าคนรอบข้างเ้ามากนัก แต่เ้ากลับเลือกที่จะไปฟังคนอื่นมิหนำซ้ำในวันนี้ เขายังไว้หน้าเ้า เขายอมให้คนของเ้าย่ำยีเขา โดยที่เขาไม่ยอมปริปาก นั่นก็เพราะว่าเขาเลือกที่จะช่วยเ้าเอาไว้ต่อหน้าพวกเราทุกคน”
“ช่วยข้างั้นหรือ”รัชทายาทยังไม่ยอมลดทิฐิ เขายังหวังจะจัดการกับหวังหย่งอยู่แม้รู้ดีว่าตัวเองไร้ความสามารถ
“เ้าคิดวาข้าไม่รู้หรือว่าเ้าจะส่งคนไปลอบฆ่าอิคาย แล้วเ้ามั่นใจได้อย่างไรว่า 5คนถูกสังหารไปเมื่อคืนจะเป็อิคาย”ท่านอ๋องมองหน้าโอรสของพระองค์ที่ตอนนี้สีหน้าเริ่มถอดสี
“ท่านพ่อรู้”
“ใช่ข้ารู้ และหวังหย่งก็รู้มันถึงไม่ยอมพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาไงแถมหวังหย่งยังเกลี้ยกล่อมให้อูซุนให้ปากใส่ร้ายพวกเขาเอง เพราะอะไรก็เพราะหวังหย่งไว้หน้าเ้าไง คนพวกนั้นยอมเจ็บแทนเ้า นี่เ้ายังดูไม่ออกอีกเหรอ” ไม่มีคำตอบจากคุณชายชิงอวิ้นที่ตอนนี้ได้แต่ยืนนิ่ง คิดอะไรไม่ออก
“ไม่จริง เป็ไปไม่ได้”
“เ้าลองกลับไปคิดให้ดีดีว่าจะเอาอย่างไรต่อ พ่อรู้จักเ้าดีกว่าใคร เ้ากลัวที่จะร่วมมือกับคนที่เก่งกว่าเ้าเ้ากลัวจะไม่ได้รับการเชิดชู เ้ากลัวที่ใครๆ จะฟังคนอื่นมากกว่าเ้าเ้าต้องเป็ที่หนึ่งเสมอ เช่นนั้นเ้าจึงกลัวหวังหย่ง เพราะเ้าไม่มีทางที่จะเทียบหวังหย่งติด พ่อขอให้ลูกจงคิดไตร่ตรองให้ดีดี หวังหย่งผู้นี้จะมีประโยชน์ต่อเ้ามากนักหากเ้ารู้จักใช้งาน แต่หากเ้ายังเป็อยู่เช่นนี้รอบตัวเ้าก็จะมีแต่พวกประสบสอพลอ พวกโง่เง่าทั้งหลายที่ไม่มีวันนำความสำเร็จมาให้เ้าได้หรอก หลายวันมานี้ข้าเหนื่อยมากแล้ว เห็นทีพรุ่งนี้ข้าจะต้องกลับไปอยู่ตำหนักนอกเมืองเช่นเดิม”ท่านอ๋องโบกมือให้รัชทายาทออกไปได้แล้ว แต่ก่อนจะจากท่านอ๋องยังฝากบางอย่างไว้ให้กับรัชทายาท “หากเ้าไม่ยอมรับหวังหย่ง อย่างน้อยเ้าก็ต้องเก็บราชครูกับอัครมหาเสนาบดีไว้กับเ้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วข้าเกรงว่า เ้ากับคนพวกนั้น คงจะพาบ้านเมืองไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่งเป็แน่”
.................................................................
หลายวันมานี้สถานการณ์ทุกอย่างเงียบสงบอย่างที่หวังหย่งคาดการณ์ไว้จริงๆบัดนี้ท่านอ๋องได้เสด็จกลับไปพักที่ตำหนักนอกเมืองแล้ว ปล่อยให้ราชกิจทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของรัชทายาทเช่นเดิม
หลังจากการประชุมครั้งสุดท้ายร่วมกับท่านอ๋องใต้เท้าหวังเหล่ย ไม่เคยมอบหมายงานราชกิจใดๆ ให้กับหวังหย่งอีกเลยซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดเดาสักเท่าไหร่หวังหย่งเองก็ไม่เป็เดือดเป็ร้อนเขายังคงเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักพร้อมกับองค์หญิงหนิงอันอย่างเงียบสงบ
แต่ถึงกระนั้น ในอีกไม่กี่วันต่อมาก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น เมื่อรัชทายาท เรียกตัวราชครูและอัครมหาเสนาบดีให้เข้าพบเป็การด่วน แม้หวังหย่งคิดไว้แล้วว่า คงจะมีสักวันที่รัชทายาทจะต้องหาทางเกลี้ยกล่อมให้สองคนนี้ยอมสวามิภักดิ์ แต่สิ่งที่หวังหย่งหวั่นเกรงก็คือ คนที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และแผ่นดินเช่นสองคนนี้จะยอมไปอยู่ใต้อำนาจของรัชทายาทได้อย่างไร ทันทีที่หวังหย่งทราบข่าวเขาก็รีบเดินทางไปหาใต้เท้าทั้งสองในทันที เขาเพียงแค่อยากจะให้คนทั้งสอง ยอมโอนอ่อนผ่อนตามบ้างเขาไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว เพียงแต่ว่า เขาช้าไปก้าวหนึ่งเมื่อคนรับใช้ในจวนแจ้งมาว่าใต้เท้าทั้งสองถูกนำตัวตัวไปเข้าเฝ้าั้แ่เช้ามืดแล้ว