ทุ่งพระเมรุ เป็ลานกว้างใหญ่ทางตะวันออกของกำแพงเมือง เป็พื้นที่ที่ใช้ในการจัดงานพิธีสำคัญ รวมถึงพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แต่ในยามปกติ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะเป็พื้นที่ ดินเค็ม และประสบปัญหา น้ำท่วมขัง ในฤดูฝน และ แห้งแล้ง ในฤดูแล้งเนื่องจากการระบายน้ำจากตัวเมืองที่ย่ำแย่
อาคมใช้เวลาสองสัปดาห์ในการสำรวจพื้นที่ทั้งหมด เขาใช้หลักการสำรวจทางภูมิประเทศ (Surveying) โดยใช้เพียงเชือก ไม้ และระดับน้ำที่ปรับปรุงใหม่ การคำนวณของเขาแสดงให้เห็นว่า ปัญหาของทุ่งพระเมรุคือ:
ปัญหาดิน: ดินเค็ม และดินชั้นล่างเป็ดินเหนียวแน่น ทำให้กักเก็บน้ำได้ แต่ระบายน้ำเค็มออกไปไม่ได้
ปัญหาผังเมืองน้ำ: คูคลองโบราณถูกออกแบบไว้เพื่อป้องกันศัตรู ไม่ใช่เพื่อการระบายน้ำและการชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดคอขวดของน้ำทิ้งจากเมือง
“นี่คือความไม่สมบูรณ์แบบระดับมหัพภาค!” อาคมคิด “ข้าไม่สามารถใช้รถขุดดินขนาดใหญ่ หรือเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงได้ ข้าต้องสร้าง กลไก ที่ใช้พลังงานจากสัตว์และแรงงานคนให้มีประสิทธิภาพที่สุด!”
ส่วนที่ 2: กลไกขุดลอกดินขนาดใหญ่
อาคมรู้ว่าการขุดลอกคลองหลักและคูระบายน้ำขนาดใหญ่เพื่อไล่ความเค็มออกจากดินนั้นต้องใช้เวลาหลายปี หากใช้จอบและพลั่วแบบเดิม ๆ
เขาจึงเรียกช่างฝีมือจากหมู่บ้านของตน รวมถึงช่างหลวงบางส่วนที่พระวิเศษฯ จัดหามาให้ อาคมออกแบบ เครื่องมือขุดลอกคลอง ขนาดใหญ่ที่ใช้หลักการ รอก (Pulley) และ คานดีด (Lever) ที่ผสมผสานเข้ากับพลังงานของโค-กระบือ
เครื่องมือนี้มีลักษณะคล้าย กว้าน ขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนแพไม้ไผ่ที่ลอยน้ำได้ (ในส่วนที่ยังมีน้ำขัง) มีถังเหล็กขนาดใหญ่ผูกติดอยู่กับระบบรอก เมื่อโค-กระบือเดินหมุนแกนกว้าน ถังก็จะถูกดึงลงไปในโคลนและยกดินหนัก ๆ ขึ้นมาวางบนฝั่งได้อย่างรวดเร็ว
“ท่านอาคม! นี่มันเครื่องมือประหลาดอะไรกันขอรับ? มันใหญ่เท่าวัวทั้งตัวเลยนะ!” ช่างหลวงคนหนึ่งอุทาน
“นี่คือ กลไกเพิ่มผลผลิตแรงงาน ขอรับ” อาคมกล่าวอย่างเด็ดขาด “ด้วยสิ่งนี้ แรงงานสิบคนจะสามารถขุดดินได้เท่ากับแรงงานร้อยคน! จำไว้ว่า ประสิทธิภาพ คือสิ่งที่เรา้าที่สุดในเวลานี้”
แม้ช่างหลวงจะมีความริษยาอยู่บ้างที่ต้องทำตามคำสั่งของ 'บุตรชาวนา' แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นเครื่องมือนี้ทำงานจริง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าโต้แย้ง
ส่วนที่ 3: แผนผังไล่ความเค็มและสร้างเมืองใหม่
อาคมไม่ได้แค่ขุดคลอง แต่เขาวางผัง ระบบคูระบายความเค็ม เป็ตาข่ายซับซ้อนในพื้นที่ทุ่งพระเมรุทั้งหมด เพื่อให้น้ำจืดจากคลองหลักที่เขาจะดึงเข้ามาสามารถ ชะล้าง (Leaching) เกลือออกจากดินได้อย่างเป็ระบบ
นอกจากนี้ เขายังสั่งให้ชาวบ้านปลูกพืชตระกูลถั่วบางชนิดที่มีคุณสมบัติทนเค็มและช่วยปรับปรุงดิน (เช่น ถั่วพร้า หรือ หญ้าทะเล บางชนิดที่เขาจำชื่อได้ลาง ๆ จากตำราเกษตรเก่า) ให้ทั่วพื้นที่ก่อนที่จะเริ่มปลูกข้าว
“เราต้องทำให้ดินสมบูรณ์ก่อนจะปลูกข้าว” อาคมอธิบาย “ไม่มีสิ่งใดจะงอกงามได้ หากรากฐานไม่เพอร์เฟค!”
อาคมยังได้กำหนด ผังถนน และ ผังอาคาร ในส่วนที่ห่างไกลจากพิธีการ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็ชุมชนแออัดที่เสี่ยงต่อโรคระบาด เขาใช้โอกาสนี้ในการจัดระเบียบชุมชนตามหลักการผังเมืองสมัยใหม่ โดยกำหนดให้มีพื้นที่เว้นว่างสำหรับการระบายน้ำ การใช้ประโยชน์จากแสงแดด และการป้องกันอัคคีภัย
“เราจะไม่ใช่แค่กู้ที่ดิน แต่เราจะสร้าง เมืองย่อย ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาในทุ่งนี้!” อาคมประกาศเป้าหมายต่อบุหงา
“ท่านอาคม... ท่านช่างยิ่งใหญ่เสียจริง” บุหงาพูดด้วยความทึ่ง “ท่านไม่ได้แค่ทำนา แต่ท่านกำลังสร้างแผ่นดินเลยเ้าค่ะ”
อาคมหันมามองบุหงาด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย “หากเราไม่ทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบเสียั้แ่ตอนนี้ เราก็ต้องมาแก้ปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภายหน้า ข้าไม่ชอบการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”
ภายในเวลาสามเดือน เครื่องกลไกขุดลอกคลองได้สร้าง คลองระบายน้ำสายหลัก ลึกและกว้างขนาดมหึมาเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว มันเป็งานวิศวกรรมที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในยุคนั้น
น้ำท่วมขังเริ่มลดลง ดินเค็มเริ่มถูกชะล้าง อาคมได้พิสูจน์ให้ราชธานีเห็นแล้วว่า ความรู้คืออำนาจที่แท้จริง และ ความสมบูรณ์แบบ นั้น สามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยหลักการที่ถูกต้อง แม้จะมีเครื่องมือที่จำกัดก็ตาม
ในตอนต่อไป เมื่อโครงการขนาดใหญ่ประสบความสำเร็จ ความริษยาและอำนาจการเมืองย่อมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้