บทที่ 22 การไปเรียนนั้นทรมานยิ่งกว่าถูกลงทัณฑ์
พริบตาต่อมา องค์ชายเจ็ดพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบหันขวับกลับมาแล้วงับเข้าที่แก้มของเ้าก้อนแป้งคำโต
เมื่อรู้สึกเจ็บที่แก้ม จูจูก็ร้องลั่นด้วยความใ น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาทันที แต่แล้วนางก็คิดว่าพี่ชายกำลังเล่นกับตน จึงหัวเราะแหะ ๆ ออกมาอย่างซื่อ ๆ
องค์ชายเจ็ดคลายปากออกอย่างได้ใจ แล้วหันไปงับที่มือน้อย ๆ อวบ ๆ ของนางอีกคำหนึ่ง
เป็การงับจริง ๆ จนทิ้งรอยฟันเอาไว้เลยทีเดียว
แม้แต่เซิ่งิหลินก็ยังตะลึง คาดคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าจู่ ๆ อีกฝ่ายจะลงมือด้วยวิธีเช่นนี้
องค์ชายสี่รีบก้าวเข้าไป ก้มลงมองใบหน้าของจูจูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตำหนิว่า
"ชีหลาง! เ้าทำอะไรของเ้า!"
"แหะ ๆ" องค์ชายเจ็ดเกาหัวด้วยสีหน้าเขินอาย "ข้าแค่เล่นกับนางเท่านั้นเอง!"
เขาเพียงแต่นึกถึงประสบการณ์ความสำเร็จเมื่อวานนี้!
เขารู้สึกว่าตนเองฉลาดเหลือเกิน หากจัดการนางตรง ๆ ย่อมถูกผู้อื่นมองออก แต่เขาสามารถข่มขู่นางได้!
ข่มขู่นางให้หนัก! ข่มขู่นางให้ร้องไห้!
เหมือนกับเมื่อวานที่งับนาง โดยแสร้งทำเป็เล่นด้วย ต่อให้เล่นแรงไปบ้างก็ไม่เห็นเป็ไร ในวังองค์ชายห้าดึงนางจนล้มก็ไม่ใช่ครั้งสองครั้งเสียหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมิใช่หรือ?
องค์ชายสี่ถลึงตาใส่เขา แล้วดึงตัวจูจูมา ค่อย ๆ ลูบแก้มให้นางพร้อมกับเป่าเบา ๆ
"เจ็บหรือไม่?"
จูจูที่มีน้ำตาคลอเบ้า ลูบแก้มตนเองแล้วตอบว่า "นิดเดียว"
องค์ชายสี่มองไปยังองค์ชายเจ็ดด้วยสายตาเ็า "เ้าอายุเท่าไหร่แล้ว? เล่นหยอกล้อเหตุใดจึงรุนแรงเช่นนี้? ยังไม่รีบขอโทษอีก!"
องค์ชายเจ็ดรีบกล่าวทันที "ขอโทษด้วย"
ขณะที่พูด เขาก็เอามือกดศีรษะของนาง ผลคือพอกดลงไป เ้าก้อนแป้งก็โอนเอนจนเกือบจะก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น โชคดีที่องค์ชายสี่คว้าตัวเอาไว้ได้ทัน องค์ชายสี่โกรธจริง ๆ แล้ว จึงตวาดเสียงดัง
"เ้าเจ็ด!"
ครั้งนี้องค์ชายเจ็ดไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ จึงกล่าวอย่างเก้อเขินว่า
"ข้าไม่ได้ออกแรงเลยนะ นาง... ทำไมตัวนางถึงนุ่มนิ่มเช่นนี้เล่า?"
องค์ชายสี่ถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธจัด
"อย่าโกดกัน อย่าโกด! พี่ชายเจ็ดแค่บื้อนิดหน่อยเอง"
จูจูกอดคอองค์ชายสี่ แล้วเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงใสซื่อ "พี่ชายเจ็ดน่าสงสารมากแล้ว เป็งคนบื้อ พวกเราต้องให้อภัยเขา"
องค์ชายเจ็ด "...??"
เขาลังเลว่าจะเถียงสักสองสามคำดีหรือไม่ เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้บื้อเสียหน่อย!
องค์ชายสี่เหลือบมองเขาแล้วแค่นเสียง "หึ" ก่อนจะอุ้มจูจูเดินจากไป
เมื่อเห็นว่าองค์ชายสี่ดูเหมือนจะคลายความสงสัยลง เซิ่งิหลินก็มีสีหน้าซับซ้อน... แบบนี้เรียกว่าดวงของคนโง่หรือไม่?
เพราะคนฉลาดอย่างองค์ชายสี่ คงไม่สามารถเข้าใจกระบวนการคิดของคนบื้อได้ เขาไม่คิดว่าจะมีใครใช้วิธีเช่นนี้รังแกเด็ก ดังนั้นจึงไม่คิดว่าอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย
จูจูยังคงมุ่งมั่นกับการไปเรียน นางลูบแก้มตนเองโดยไม่ได้ใส่ใจ แล้วผลักองค์ชายสี่
"พี่ชายสี่ ต้องนั่งเก้าอี้ของท่าน! พี่จ๋า พี่ชายเจ็ด ยีบนั่ง พวกเรามาเรียน ๆ กันเถอะ!"
องค์ชายสี่ไม่มีทางเลือก จึงจำต้องนั่งลงข้าง ๆ จากนั้นเซิ่งิหลินและองค์ชายเจ็ดก็นั่งลงด้วย จูจูวางมือน้อย ๆ ซ้อนกันบนโต๊ะ ดวงตากลมโตจ้องมองสวี่เฮ่อซูอย่างตื่นเต้นยิ่งนัก รอคอยให้เขาเริ่มสอน
องค์ชายเจ็ดมองนางด้วยความสงสารเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า เ้าก็จงดีใจไปเถอะ อีกประเดี๋ยวเ้าจะรู้ว่า การไปเรียนนั้นทรมานยิ่งกว่าถูกลงทัณฑ์เสียอีก!
สวี่เฮ่อซูขมวดคิ้วจนเป็รอยย่น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ท่านหญิงน้อย แม้ฮ่องเต้จะทรงอนุญาต แต่กระหม่อมขอเรียนตามตรงว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่เื่เล่นสนุก หากท่านหญิง้าเรียนจริง ๆ จะต้องไม่ล้มเลิกกลางคัน หากไม่สามารถมีความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องได้ เช่นนั้นสู้ไม่ต้องเรียนเสียดีกว่า เพื่อมิให้เป็การรบกวนผู้อื่น"
จูจูเริ่มไม่พอใจ นางรู้สึกว่าตนเองจริงจังมาก "จูจูไม่ได้เล่นนะ!"
"จริงหรือ?" สวี่เฮ่อซูกล่าว "หลังจากเริ่มเรียน ต้องมาถึงก่อนยามเหม่า ยามซื่อต้องอ่านตำราและฝึกเขียนอักษร ท่านหญิงน้อยสามารถทำได้หรือไม่?"
จูจูชะงักไปครู่หนึ่ง "ยามเหม่า คือเวลาอาไย จูจูอาจจะตื่นไม่ไหว!"
สวี่เฮ่อซูเหลือบมององค์ชายสี่ "เห็นได้ชัดว่าพี่ชายของท่านมิได้บอกเล่าถึงความยากลำบากในการเรียน จึงทำให้ท่านคิดว่านี่คือเื่เล่นสนุก..." เขายังคงบ่นไม่หยุด
องค์ชายสี่พลันเกิดความโกรธขึ้นมาทันที
เขาเป็คนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบเช่นกัน แต่ความเคร่งครัดกับความไม่ยืดหยุ่นนั้นเป็คนละเื่กัน
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ เขาคิดว่า ตราบใดที่จูจูไม่ได้มีเจตนามาป่วน และเมื่อมาแล้วก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้นไม่ว่านางจะอยากเรียนด้วยเหตุผลใด การเรียนย่อมไม่ใช่เื่เลวร้าย จึงสามารถให้เรียนตามไปด้วยได้
ส่วนเื่เวลา ไม่จำเป็ต้องเข้มงวด และจะยืนหยัดได้นานเพียงใด ก็ไม่จำเป็ต้องบีบคั้น
เพราะต่อให้เรียนเพียงวันเดียว เพื่อให้นางได้ัับรรยากาศ หลังจากนั้นจะสอนนางก็ง่ายขึ้น ต่อให้จูจูจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย แล้วจะมีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไรเล่า?
แต่สวี่เฮ่อซูกลับต้องมาถือสาเื่นี้ ซึ่งมันไม่มีความหมายเลยสักนิด!
พูดให้ชัดคือ สวี่เฮ่อซูเป็เพียงขุนนาง ฮ่องเต้ทรงอนุญาตแล้ว เ้าจะมาพูดจาไร้สาระอะไรตรงนี้
องค์ชายสี่กล่าวเสียงเข้ม "ใต้เท้าสวี่ เสด็จพ่อทรงอนุญาตให้จูจูเรียนด้วยกันแล้ว ใต้เท้าสวี่คิดจะขัดราชโองการหรือ?"
สวี่เฮ่อซูไม่มีท่าทีเกรงกลัว กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า "ในเมื่อเื่นี้ไม่ถูกต้อง กระหม่อมย่อมต้องทัดทาน ต่อให้ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่นี่ กระหม่อมก็กล้าโต้แย้งด้วยเหตุผล"
เซิ่งิหลินพลันใ ในทันทีที่ได้ยินประโยคที่ว่า 'กระหม่อมก็กล้าโต้แย้งด้วยเหตุผล' เซิ่งิหลินก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าเขาคือใคร
ในชาติก่อน ไม่มีเื่ที่องค์ชายเจ็ดเข้าจวนมาเรียนหนังสือ ชายผู้นี้เป็อาจารย์ขององค์ชายเจ็ดมาโดยตลอด จนกระทั่งหลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์ชายเจ็ดและจูจู ฮ่องเต้ิซีทรงกริ้วและระบายโทสะลงที่เขา จึงสั่งปลดให้ไปเป็นายอำเภอ
สวี่เฮ่อซูผู้นี้ มีนิสัยดื้อรั้นและแข็งกร้าว แต่มีความสามารถอย่างแท้จริง ใน่ที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ เขาได้เขียนบทความที่มีชื่อเสียงสองฉบับ วิพากษ์วิจารณ์การทุจริตของขุนนางและข้อบกพร่องของการสอบเคอจวี่อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งช่างเขียนได้ตรงจุดและแทงใจดำอย่างยิ่ง จนทำให้ศัตรูเพิ่มขึ้นมากมาย
ต่อมาองค์ชายสี่เล็งเห็นความสามารถ จึงผลักดันอย่างเต็มที่จนเขากลับมายังจิงเฉิงและดำรงตำแหน่งเสนาบดีศาลต้าหลี่
ตำแหน่งเสนาบดีศาลต้าหลี่ในจิงเฉิงนั้น มีสถานะที่ค่อนข้างกระอักกระอ่วน อำนาจต่ำกว่าหกกรม ทว่างานที่ต้องทำกลับเป็งานภาคปฏิบัติที่แท้จริงที่สุด บ่อยครั้งที่ต้องพัวพันกับเชื้อพระวงศ์ เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วฮ่องเต้ไม่พอใจ... สรุปคือเป็ตำแหน่งที่อยู่กึ่งกลาง ยากที่จะถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย
แต่ั้แ่สวี่เฮ่อซูเข้ารับตำแหน่ง กลิ่นอายในจิงเฉิงก็สะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่สนใจว่าผู้ที่พัวพันจะเป็ใคร หรือฮ่องเต้จะทรงคิดอย่างไร อย่างไรเสียคดีนี้ข้าต้องสืบให้กระจ่างแจ้ง... ด้วยเหตุนี้ เหล่าลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองจึงสงบเสงี่ยมลงมาก
แต่เขาก็ทำให้ฮ่องเต้กริ้วจนฟาดงวงฟาดงาอยู่หลายครั้ง ทว่าสุดท้าย... จนกระทั่งเขาเสียชีวิต สวี่เฮ่อซูก็ยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ผู้คนต่างขนานนามเขาว่า 'สวี่ชิงเทียน' ที่แปลว่าสวี่ผู้เที่ยงธรรม
ชาติก่อนองค์ชายสี่ชื่นชมเขามาก ทั้งสองสนิทสนมกันราวกับสหายต่างวัย แต่ทว่ายามนี้ กลับเห็นว่าทั้งสองกำลังจะทะเลาะกันเสียแล้ว
เซิ่งิหลินรีบลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับสวี่เฮ่อซูว่า "ใต้เท้าสวี่ มิได้เป็เช่นนั้นขอรับ ขงจื๊อกล่าวว่า การสอนมิควรแบ่งแยก ในเมื่อจูจูมีใจรักในการเรียน เหตุใดอาจารย์จึงต้องกีดกันนางให้อยู่ภายนอกเล่า?"
สวี่เฮ่อซูชะงักไป เซิ่งิหลินกล่าวต่อว่า
"อีกทั้ง จูจูยังเยาว์วัย หากต้องทำตามเวลาขององค์ชายเจ็ดทุกประการ ย่อมเป็เื่ที่เกินกำลัง แต่หากเรียนได้เพียงหนึ่งเค่อ ก็จะเกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นหนึ่งเค่อ หากเรียนเพิ่มได้หนึ่งวัน ก็จะเกิดผลลัพธ์เพิ่มขึ้นหนึ่งวัน อาจารย์สอนหนังสือครั้งเดียว แต่สามารถอบรมสั่งสอนคนได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน มิใช่ว่าเป็กุศลอันยิ่งใหญ่หรอกหรือ?"
เขาหยุดเล็กน้อย "ส่วนเื่ที่อาจารย์กล่าวว่าจูจูมี 'ใจรักสนุก' ิหลินเห็นว่าคำกล่าวนี้คับแคบเกินไป จูจูมีอายุเพียงสามขวบเท่านั้น สิ่งที่นางยึดถือย่อมมีความรักสนุกปนอยู่บ้าง ทว่าการจะก้าวเข้ามาสืบหาความรู้ด้วยจิตใจเช่นไรนั้น มันมีความสำคัญอันใดกันเล่าขอรับ หน้าที่ของอาจารย์คือการถ่ายทอดวิชา สอนงาน และไขข้อข้องใจ การนำพาใจที่รักสนุกให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง... นี่มิใช่หน้าที่ของอาจารย์หรอกหรือ? หรือว่าต้องเป็ผู้ที่มีใจมุ่งมั่นในการเรียนมาั้แ่เด็กเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเป็ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ได้?"