แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านซากปรักหักพังของตำหนักัอุดร ทว่าภายในอุโมงค์ใต้ดินที่ทอดยาวลงสู่ใจกลางผืนแผ่นดินหลวงกลับมีเพียงความมืดมิดและไอเย็นะเืที่แผ่ซ่านออกมาจากผนังศิลาหนา หลินเฟิงก้าวเท้าเดินลงไปตามขั้นบันไดหินหยาบอย่างเนิบนาบ เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นหินดังกังวานกึกก้องสะท้อนไปมาในความเงียบสงัด หน้ากากเหล็กธรรมดาสะท้อนประกายไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์สีทองที่เขาสร้างขึ้นลอยอยู่ข้างกาย
ทุกย่างก้าวที่เด็กหนุ่มดิ่งลึกลงไป เนตรมรรคาไร้ลักษณ์เื้ัหน้ากากหมุนวนตรวจจับข่ายอาคมดักจับและกับดักนับร้อยที่ซ่อนอยู่ตามรอยต่อของก้อนหิน ทว่าด้วยการล่มสลายของจิติญญาจักรพรรดิมู่หรงคัง ค่ายกลสิบแปดทิศที่เคยดุดันบัดนี้จึงไร้ซึ่งพลังงานหล่อเลี้ยง กลายเป็เพียงอักขระใบ้ที่สลักไว้บนผนังเท่านั้น
"ลึกเจ็ดสิบวา... พลังงานดินเหนียวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ สมแล้วที่เป็รากฐานของสายแร่ปราณั" หลินเฟิงพึมพำเสียงเบา สายตาสีทองสะดุดเข้ากับบานประตูเหล็กกล้าไหล่เขาขนาดั์ที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดทางเดิน
บนบานประตูมีรอยตราประทับรูปหัวัดำที่อ้าปากกว้าง แฝงไปด้วยไอพลังทำลายล้างที่หนาแน่น แม้เ้าของมันจะสิ้นใจไปแล้ว แต่เจตจำนงแค้นของมู่หรงคังยังคงสลักลึกอยู่ในศิลาปิดตายนี้ หากผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นแท้ทั่วไปพยายามจะทำลายประตูด้วยกำลัง รังสีปราณที่สะท้อนกลับย่อมสามารถฉีกร่างของพวกมันให้แหลกเป็ผง
หลินเฟิงเดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าบานประตูั์ เขายื่นมือขวาออกไปแตะลงบนผิวเหล็กกล้าอันเย็นเฉียบช้า ๆ ทะเลิญญาร้อยส่วนในร่างหมุนวน ปลดปล่อยเส้นสายพลังงานเพลิงสัจธรรมสีขาวบริสุทธิ์สายเล็ก ๆ นับร้อยสายแทรกซึมเข้าไปตามรอยแตกของโครงสร้างอักขระัดำ
*‘เ้าหนู... ตราันี้พึ่งพาพลังหยินตับอ่อนในการล็อกสลัก’* เสียงแหบแห้งของิญญามรรคาภพดังก้องขึ้นในหัว *‘ใช้ปราณเหมันต์วิหคแทรกซึมเข้าจุดกึ่งกลาง แล้วใช้เพลิงสัจธรรมล้อมกรอบจากภายนอก... ตัดขาดความหลากหลายของสายพลังงาน แล้วสลักล็อกจะหลุดออกเอง’*
"ตกลงครับท่านผู้เฒ่า"
หลินเฟิงโคจรพลังสองขั้วในร่างพร้อมกันอย่างชำนาญ ฝ่ามือขวาแปรเปลี่ยนเป็สีฟ้าครามแผ่ไอเย็นสุดขั้ว ขณะที่นิ้วมือซ้ายตวัดวาดวงกลมเพลิงสีขาวรอบบานประตู
*คลิก... แกร๊ก...*
เสียงกลไกภายในที่จมลึกอยู่ใต้ศิลาหนานับร้อยปีส่งเสียงเคลื่อนไหว รอยตราประทับรูปัดำค่อย ๆ ซีดจางลงจนกลายเป็หินธรรมดา ก่อนที่บานประตูเหล็กกล้าั์หนาสามฟุตจะแยกออกซ้ายขวา เผยให้เห็นห้องโถงขนาดั์ที่ซ่อนอยู่ภายใน... **"คลังหลวงตระกูลมู่หรง"**
ทันทีที่ประตูเปิดออก แสงสว่างเจิดจ้าจากศิลาลมปราณนับแสนก้อนที่กองรวมกันเป็ูเาย่อม ๆ ก็กระแทกเข้าสู่สายตา กลิ่นอายหอมหวนของสมุนไพริญญาพันปีโชยละล่องอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ในคลังหลวงแห่งนี้รวบรวมเอาทรัพยากรที่หลากหลายที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเอาไว้ ทั้งอาวุธวิเศษระดับปฐีเกราะศึกโบราณ และตำรายุทธ์นอกรีตนับพันเล่มที่ปล้นชิงมาจากสำนักต่าง ๆ ตลอดศตวรรษ
ทว่า หลินเฟิงไม่ได้ปรายสายตามองกองศิลาลมปราณหรืออาวุธวิเศษเ่าั้เลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าของเขายังคงก้าวเดินตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของห้องโถง ซึ่งมีแท่นศิลาหยกเย็นตั้งอยู่โดดเดี่ยว
บนแท่นศิลาหยก... มีหีบเหล็กไหลทมิฬกล่องหนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่อักขระสี่เส้น และที่น่าแปลกประหลาดใจคือ โซ่อักขระเ่าั้ไม่ได้เป็พลังงานของราชวงศ์มู่หรง ทว่ามันแผ่ไอระเหยสีม่วงคล้ำแฝงกลิ่นอายความมืดมนอันลึกล้ำ... กลิ่นอายของ **"นิกายมาร์ล่องหน"**
"ดูเหมือนว่ามู่หรงคังจะไม่ได้โกหก... นิกายมาร์ล่องหนแฝงตัวเข้ามาในราชวงศ์นานแล้ว" หลินเฟิงสะบัดมือขวาคราหนึ่ง ปราณกระบี่เพลิงมรรคาพุ่งตัดโซ่ทั้งสี่เส้นขาดสะบั้นในอึดใจ เขาเอื้อมมือเปิดหีบเหล็กไหลออกช้า ๆ
ภายในหีบ... ไม่มีศิลาสามภพชิ้นที่สองอย่างที่เขาคาดหวัง ทว่ากลับมีเพียง **"แผ่นศิลาจารึกโบราณที่หักครึ่ง"** แผ่นหนึ่ง บนผิวศิลา สลักด้วยตัวอักษรสีทองคำหม่นหมองที่บิดเบี้ยวไปมา ดั่งเส้นสายของกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่กำลังดิ้นรน
*วิ้งงงงงง!*
ทันทีที่หลินเฟิงจ้องมองตัวอักษรเ่าั้ เนตรมรรคาไร้ลักษณ์ในดวงตาของเขาพลันเกิดอาการสั่นะเือย่างรุนแรง ภาพนิมิตโบราณพุ่งเข้าสู่สมองของเขาในพริบตา... ภาพของมหากาพย์าระหว่างเทพและมารบนแดน์ชั้นฟ้า ผืนแผ่นดินแตกสลาย และแผ่นศิลานี้ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า
*‘นี่มัน... เศษอักษรอนัตตาแห่งมรรคาภพ!’* ิญญามรรคาภพร้องอุทานด้วยความใอย่างถึงที่สุด น้ำเสียงที่เคยสงบนิ่งบัดนี้แฝงไปด้วยความสั่นเครียด *‘เ้าหนู! สมบัติต้นกำเนิดวิชามรรคาภพที่หายสาบสูญไปเมื่อสามแสนปีก่อน เหตุใดเศษเสี้ยวของมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?! มู่หรงคังมันไม่รู้คุณค่าของสิ่งนี้แน่ มันถึงได้เก็บเอาไว้ในหีบธรรมดา!’*
"เศษอักษรอนัตตางั้นรึครับ?" หลินเฟิงหยิบแผ่นศิลาหักครึ่งขึ้นมาัั ทันใดนั้น พลังงานสีทองคำบริสุทธิ์จากศิลาพลันไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขา ดั่งน้ำป่าไหลหลากหลอมรวมเข้ากับทะเลิญญาร้อยส่วนทันที!
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังจมดิ่งสู่วิถีการตื่นรู้ของพลังใหม่ใต้พิภพ บรรยากาศภายนอกกำแพงพระราชวังหลวงตี้ตูกลับทวีความรุนแรงและสับสนวุ่นวายจนถึงขีดสุด ข่าวการล่มสลายของราชวงศ์มู่หรงและการตกตายของจักรพรรดิรวมถึงอัครมเหสี แผ่ขยายออกไปทั่วเมืองหลวงปานไฟลามทุ่งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ณ จวนที่ทำการของ **"กองทัพพยัคฆ์คำราม"** กองกำลังทหารที่คุมกำลังอยู่นอกเมืองหลวง
**"แม่ทัพใหญ่เฉาเซียน"** ชายวัยกลางคนร่างั์ในชุดเกราะเหล็กหนาหนั่ก กำลังทุบโต๊ะไม้พังพินาศ ใบหน้าดุดันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด รอบโต๊ะมีเหล่านายกองและที่ปรึกษาทหารนั่งหน้าซีดเผือด
"พวกเ้าบอกว่า ไอ้เด็กหน้ากากเหล็กตระกูลหลินคนเดียว บดขยี้กองทัพองครักษ์เสื้อแพรสามหมื่นคน และเด็ดหัวฝ่าากับพระมเหสีภายในคืนเดียวงั้นรึ?!" เฉาเซียนตวาดเสียงดังปานฟ้าผ่า "เหลวไหล! ต่อให้มันเป็ปีศาจจำแลงมา ก็ไม่มีทางทำลายขอบเขต์สองคนพร้อมกันได้!"
"เป็ความจริงครับท่านแม่ทัพ!" นายกองผู้หนึ่งคุกเข่าตัวสั่น "ยามนี้วังหลวงชั้นในกลายเป็หลุมั์ ซากศพของผู้าุโตระกูลมู่หรงนอนเกลื่อนกลาด... กองทัพของเราควรรีบพุ่งเข้าเมืองเพื่อรักษาความสงบและตั้งตนเป็ผู้สำเร็จราชการดีหรือไม่ครับ?"
เฉาเซียนหรี่ดวงตาเรียวเล็กอันเ้าเล่ห์ลง มันลูบเคราหนาพลางครุ่นคิด "รักษาความสงบงั้นรึ? หึ... สุนัขชราอย่างมู่หรงคังตายไปก็ดี แผ่นดินต้าเซี่ยจะได้เปลี่ยนแซ่เสียที ทว่า... ข้าจะไม่เอาชีวิตทหารไปเสี่ยงกับเด็กตระกูลหลินนั่นตรง ๆ สั่งการลงไป ให้กองทัพตั้งมั่นอยู่ค่ายนอกเมือง รอดูท่าทีของสมาคมการค้าหมื่นโอสถและขั้วอำนาจอื่นก่อน หากไอ้เด็กนั่นาเ็สาหัสจากการศึก... ยามนั้นค่อยก้าวเข้าไปเด็ดผลประโยชน์ก็ยังไม่สาย"
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายบนท้องถนนของตี้ตู เงาร้ายแปดสายในชุดคลุมสีเทาหม่นหมองเดินปะปนอยู่กับฝูงชนราษฎรที่กำลังวิ่งหนีภัย พวกมันเคลื่อนไหวได้อย่างไร้สุ้มเสียงและไร้กลิ่นอายพลังงานปานิญญาล่องหน
พวกมันคือ **"แปดโลกันตร์ล่องหน"** ยอดฝีมือสายลอบสังหารระดับครึ่งก้าวสู่์ของนิกายมาร์ล่องหน ที่ถูกส่งล่วงหน้ามาเพื่อสืบข่าวและประเมินสถานการณ์
"พี่ใหญ่... กลิ่นอายปราณัใต้ดินสลายไปแล้ว มู่หรงคังตกตายจริง ๆ" หนึ่งในเงาร้ายเอ่ยกระซิบผ่านจิติญญา
"อืม... แต่ข้ายังััได้ถึงกลิ่นอายของ 'แผ่นศิลาอนัตตา' ที่ซ่อนอยู่ใต้ตำหนักัอุดร" ชายชุดคลุมผู้เป็หัวหน้าเอ่ย แววตาภายใต้หมวกคลุมทอประกายสีแดงฉาน "ไอ้เด็กหลินเฟิงนั่นยามนี้คงอยู่ในคลังหลวงใต้ดิน... มันผ่านศึกหนักมาทั้งคืน พลังปราณย่อมต้องแห้งขอด นี่คือโอกาสดีที่สุดที่พวกเราจะล้อมกรอบและจับตัวมันกลับไปถวายท่านเ้าสำนัก... ลงมือ!"
เงาร้ายทั้งแปดสายเลือนหายไปจากสายตาของฝูงชนในพริบตา มุ่งตรงสู่รอยแยกของวังหลวงด้วยจิตสังหารที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิด
ยามนี้ ภายในห้องโถงคลังหลวงใต้ดิน
ร่างของหลินเฟิงถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังงานแสงสีทองคำโบราณที่หนาแน่นดั่งดักแด้ ตัวอักษรอนัตตาจากเศษศิลาลอยวนรอบกายของเขารวมกับทะเลิญญาร้อยส่วน พลังงานเ่าั้ไม่ได้เพิ่มระดับลมปราณของเขาให้พุ่งทะยาน ทว่ามันกำลัง **"ขัดเกลาและยกระดับรากฐานแก่นแท้"** ของเขาให้บริสุทธิ์และเข้าใกล้กฎเกณฑ์ของฟ้าดินยิ่งขึ้น
*‘วิชามรรคาภพ... แท้จริงแล้วไม่ได้ฝึกเพื่อทำลายล้าง ทว่าฝึกเพื่อแปรเปลี่ยนความว่างเปล่าให้เป็สัจธรรม...’* ความเข้าใจลึกซึ้งผุดขึ้นในใจของหลินเฟิง
ดวงตาสีทองของเด็กหนุ่มลืมขึ้นช้า ๆ ทันใดนั้น แรงกดดันิญญาของเขาพลันขยายตัวออกและหดกลับเข้าสู่ร่างอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งรังสีฆ่าฟันดิบ ทว่าแฝงไปด้วยความลุ่มลึกยากจะหยั่งถึงปานผู้หลุดพ้น
*ฟุ่บ...*
หลินเฟิงปัดฝุ่นบนเสื้อคลุมเบา ๆ ก่อนจะหันสายตาไปมองทิศทางประตูคลังหลวงที่เปิดอ้าอยู่ มุมปากภายหลังหน้ากากเหล็กยกยิ้มเ็า "หนูสกปรกแปดตัว... แฝงตัวเข้ามาได้รวดเร็วดียิ่งนัก"
ิญญามารนิกายเหนือพึ่งก้าวเข้ามาเหยียบย่างแดนสมรภูมิ ทว่าพวกมันหารู้ไม่ว่า... สิงโตที่พวกมันคิดว่ากำลังาเ็ ยามนี้ได้ลอกคราบกลายเป็พญาั์ที่พร้อมจะบดขยี้พวกมันให้แหลกสลายใ
นอึดใจแล้ว!