หลังจากนั้นก็ผ่านไปหลายวัน
ในขณะที่หยวนิเย่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ จู่ๆปู่หยวนเฉิงก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ เย่เอ๋อร์อีกสองวันพวกเราจะเดินทางไปยังเมืองหยกศิลากัน คาดว่าพวกเราจะต้องอยู่ที่นั้นประมาณสิบวันก่อนจะกลับ ”
สีหน้าของหยวนิเย่กลายเป็ตื่นเต้น
“ เข้าใจแล้วปู่ ” หยวนิเย่ตอบรับด้วยความยินดี
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองวัน
หยวนิเย่สวมชุดคลุมยาวถึงเท้าพร้อมกับหยิบถุงขนาดใหญ่ออกมาถือก่อนที่จะเปิดดูด้านใน
ภายในถุงเต็มไปด้วยลูกแก้วหลากสีสันมากมายนับไม่ถ้วน
ลูกแก้วเหล่านี้คือแก่นแท้ของสัตว์อสูร ซึ่งนี้คือแก่นแท้สัตว์อสูรคือแหล่งพลังงานของสัตว์อสูร เปรียบเสมือนกับตันเถียนของมนุษย์
แก่นแท้นี้สามารถนำไปผสมกับสมุนไพรเพื่อที่จะสร้างเป็โอสถหรือไม่ก็หลอมยุทธภัณฑ์ ทำให้มันมีราคาแพงอย่างยิ่ง
สำหรับแก่นแท้สัตว์อสูรนี้หยวนิเย่รวบรวมมาจากสัตว์อสูรภายในป่าเฮยกัง ซึ่งส่วนมากจะมีเพียงแค่สัตว์อสูรระดับหนึ่งเท่านั้น
สัตว์อสูรมีการแบ่งระดับออกเป็เก้าระดับ ได้แก่ระดับหนึ่งถึงระดับเก้า ซึ่งระดับหนึ่งคือระดับที่อ่อนแอที่สุดระดับเก้าคือแข็งแกร่งที่สุด
ซึ่งสัตว์อสูรระดับหนึ่งเทียบเท่ากับตัวตนระดับยอดยุทธ์
สัตว์อสูรที่อยู่ภายในป่าเฮยกังทั้งหมดจะมีความแข็งแกร่งเพียงแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น มีระดับสองเพียงแค่สามถึงสี่ตัวเท่านั้น แต่พวกมันก็ถูกหยวนิเย่สังหารทิ้งหมดแล้ว
“ หวังว่าคงจะพอสำหรับหินค่ายกลนะ ” หยวนิเย่ถอนหายใจเบาๆก่อนที่จะเดินออกไปนอกบ้าน
หินค่ายกลคือหินที่เอาไว้สร้างค่ายกลโดยเฉพาะ ถ้าหากไม่มีหินค่ายกลก็ไม่สามารถสร้างค่ายกลได้ และหินค่ายกลนี้ก็เป็ส่วนสำคัญที่หยวนิเย่้ามากที่สุด
หยวนิเย่เดินทางโดยรถม้าพร้อมกับหยวนเฉิงและคนขับรถม้าที่เป็คนของหมู่บ้าน
การเดินทางจากหมู่บ้านไปยังเมืองหยกศิลาใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม
หนึ่งชั่วยามต่อมา
รถม้าของหยวนิเย่กำลังเข้าไปในเมืองหยกศิลา
บ้านเรือนของหยกศิลานั้นเหมือนกับหนังจอมยุทธ์อย่างยิ่ง ส่วนมากจะเป็บ้านชั้นเดียวเสียมากกว่า น้อยนักที่จะเป็ตึกสูงสองถึงสามชั้น
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงร้านสมุนไพรเล็กๆแห่งหนึ่ง
ร้านสมุนไพรแห่งนี้เป็ร้านของหมู่บ้านฟ้าคราม ทำให้ชื่อร้านของสมุนไพรแห่งนี้มีชื่อว่าร้านสมุนไพรฟ้าคราม
ส่วนสาเหตุที่หยวนเฉิงมาที่นี้ก็เพราะเขาต้องมาดูแลร้านสมุนไพรแห่งนี้ชั่วคราว เนื่องจากผู้ดูแลคนปัจจุบันป่วยหนักจนไม่สามารถมาดูแลได้ และหยวนเฉิงเองก็เป็เพียงคนเดียวที่มีความรู้เื่สมุนไพร เขาจึงต้องมารับผิดชอบที่ร้านสมุนไพรฟ้าครามไปก่อน
“ เย่เอ๋อร์เ้าไปนั่งเล่นที่ห้องของเ้าก่อนก็ได้เดี๋ยวตอนเที่ยงๆค่อยให้คนไปตามเ้ามากินข้าว ” หยวนเฉิงกล่าวขึ้น
“ ไม่เป็ไรปู่เดี๋ยวข้าเดินเล่นรอบๆตลาดก่อนก็ได้อีกอย่างข้าก็ไม่ได้มาที่นี้นานแล้วด้วย ” หยวนิเย่กล่าว
หยวนเฉิงพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่จะเดินเข้าไปในร้านสมุนไพรฟ้าคราม
หยวนิเย่เดินตามทางไปเรื่อยๆจนกระทั้งมาถึงซอยเล็กๆแห่งหนึ่งก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปทันที เนื่องจากนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หยวนิเย่มาที่นี้ทำให้เขาพอที่จะคุ้นเคยเส้นทางอยู่บ้าง
หยวนิเย่หยิบหน้ากากออกมาใส่ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งทันที
สถานที่ที่หยวนิเย่กำลังจะมุ่งไปก็คือศาลาเฉียนเฟิง
ศาลาเฉียนเฟิงเป็หอการค้าแห่งหนึ่งภายในเมืองหยกศิลา เป็หอการค้าขนาดกลางเท่านั้น
สาเหตุที่หยวนิเย่เลือกที่จะมาที่ศาลาเฉียนเฟิงก็เพราะมันอยู่ใกล้กับร้านสมุนไพรของเขามากที่สุด
ศาลาเฉียนเฟิงเป็ตึกสูงสองชั้น มีการตกแต่งอย่างปราณีตและสวยงาม
เนื่องจากศาลาเฉียนเฟิงเป็หอการค้าที่ไม่ใช่หอการค้าขนาดใหญ่ทำให้ไม่ค่อยมีลูกค้ามาใช้บริการมาก
หยวนิเย่เดินเข้าไปในศาลาเฉียนเฟิงจากนั้นเขาก็เดินไปที่โต๊ะของพนักงานทันที
พนักงานที่นั่งอยู่เป็ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปี เขากำลังจดบันทึกบางอย่างลงในตำรา
“ ข้า้าขายของเหล่านี้ ” หยวนิเย่วางถุงลงบนโต๊ะ
พนักงานชายเงยหน้าขึ้นมามองเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหยิบถุงที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบ
“ แก่นแท้สัตว์อสูรระดับหนึ่งสิบสองชิ้น แก่นแท้สัตว์อสูรระดับสองสี่ชิ้น ทางเรารับแก่นแท้สัตว์อสูรระดับหนึ่งชิ้นละยี่สิบตำลึงทอง ส่วนแก่นแท้สัตว์อสูรระดับสองระดับสองชิ้นละหนึ่งร้อยตำลึงทอง รวมแล้วเป็เงินทั้งหมด หกร้อยสี่สิบตำลึงทอง ” พนักงานชายตอบอย่างรวดเร็ว
หยวนิเย่รู้ราคาของแก่นแท้สัตว์อสูรอยู่แล้วเขาจึงพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
“ จริงสิ มีหินค่ายกลระดับสองบ้างไหม? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
พนักงานชายชะงักก่อนที่จะตอบกลับมาว่า “ หินค่ายกลระดับสองถ้าหากไม่ใช่หอการค้าร้อยพิรุณก็คาดว่าไม่มีที่อื่นมีแล้ว ที่นี้มีเพียงแค่หินค่ายกลระดับหนึ่งเท่านั้น ”
“ เข้าใจแล้ว ข้า้าหินค่ายกลระดับหนึ่งสองร้อยก้อน ” หยวนิเย่กล่าว
“ รอสักครู่ ” พนักงานชายกล่าวจบเขาก็เดินไปหยิบของบางอย่างมา
“ ภายในกล่องนี้มีหินค่ายกลสองร้อยก้อน เ้าลองตรวจสอบดู ” พนักงานชายกล่าว
หยวนิเย่เปิดกล่องออกมาก่อนที่จะพบว่าภายในกล่องมีก้อนหินที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับหยกสีขาวขนาดเล็กที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมวางอยู่เป็ระเบียบ
หยวนิเย่นับดูว่าครบแล้วก็ปิดกล่องลง
“ มีอะไรที่เ้า้าอีกหรือไม่? ” พนักงานชายถามขึ้น
“ ที่นี้มีเตาปรุงยาไหม? ” หยวนิเย่ถาม
“ เตาปรุงยา? เ้านี้มันเมื่อกี้ก็ซื้อหินค่ายกลไปแล้วครั้งนี้จะซื้อเตาปรุงยาอีกงั้นหรือ ช่างน่าประหลาดใจเสียจริง แต่ในเมื่อเ้าถามเช่นนั้นข้าก็จะตอบว่ามี แต่เป็เตาปรุงยาระดับมนุษย์ขั้นต่ำเท่านั้น ถ้าหากเ้า้าขั้นสูงก็ต้องไปที่หอการค้าร้อยพิรุณ ” พนักงานชายตอบ
เตาปรุงยาเป็อุปกรณ์ที่ช่วยให้นักปรุงโอสถสามารถปรุงโอสถ ซึ่งเตาปรุงยาเองก็มีระดับด้วยเหมือนกันซึ่งก็คือระดับมนุษย์ ปฐี ์ ตำนาน
ซึ่งระดับของเตาปรุงยาก็มีส่วนสำคัญสำหรับนักปรุงโอสถอย่างยิ่ง ทำให้ราคาเตาปรุงยายิ่งมีระดับสูงก็ยิ่งแพง แต่สำหรับเตาปรุงยาระดับมนุษย์นั้นราคาถูกมากเพราะมีขายเป็จำนวนมาก
“ แล้วเตาปรุงยาขายเท่าไหร่? ” หยวนิเย่ถาม
“ หนึ่งร้อยตำลึงทอง ” พนักงานชายตอบ
“ งั้นข้าขอดูเตาปรุงยาก่อนได้หรือไม่? ” หยวนิเย่ถาม
“ ได้สิ ” พนักงานตอบอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพาหยวนิเย่ไปยังด้านหลังของร้าน
ไม่นานพนักงานชายก็ชี้ไปยังเตาปรุงยาที่วางเอาไว้บนพื้น
หยวนิเย่เดินไปตรวจสอบเล็กน้อยก่อนที่จะตกลงซื้อ
“ ข้า้าสมุนไพรอีกห้าชนิดด้วย ” หยวนิเย่กล่าว
ไม่นานหยวนิเย่ก็เดินออกมาจากร้านโดยที่มีคนของศาลาเฉียนเฟิงอุ้มเตาปรุงยามาด้วยอีกสองคน
ที่ร้านสมุนไพรฟ้าคราม
หยวนิเย่สั่งให้คนนำเตาปรุงยาไปวางไว้ที่ห้องของเขา
“ เย่เอ๋อร์เ้าซื้อเตาปรุงยามางั้นหรอ? ” หยวนเฉิงที่กำลังนั่งตรวจสอบสมุนไพรอยู่ เขาก็เห็นคนของศาลาเฉียนเพิงอุ้มเตาปรุงยาเข้ามาในร้านอย่างประหลาดใจ
“ ใช่แล้วท่านปู่ ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
หยวนเฉิงมองไปที่หยวนิเย่ด้วยความสงสัย
“ ไม่ใช่ว่าเตาปรุงยามีราคาแพงงั้นหรือทำไมเ้าถึงสามารถซื้อมาได้? ” หยวนเฉิงถามด้วยความสงสัย
สำหรับคำตอบของหยวนิเย่ที่เตรียมเอาไว้ก็คือ “ พอดีเมื่อกี้ข้าได้ช่วยเหลือน้องสาวท่านหนึ่งไปส่งครอบครัวของนาง ครอบครัวของนางจึงได้มอบเงินให้กับข้าจำนวนมาก อย่างที่ปู่รู้ พวกคนรวยน่ะแค่เตาปรุงยาระดับต่ำแบบนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาหมดตัวหรอก นอกจากนี้ข้ายังมีเงินเหลืออีกเล็กน้อยด้วย ”
หยวนเฉิงที่ได้ยินก็พยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
“ เย่เอ๋อร์เป็เด็กดี เงินที่เหลือเ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ ” หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับลูบหัวของหยวนิเย่ด้วยความรักและเอ็นดู
ไม่นานหยวนิเย่ก็กลับไปที่ห้องนอนก่อนที่จะหยิบสมุนไพรมาดู
สาเหตุที่หยวนิเย่ไม่ได้ใช้สมุนไพรของร้านตัวเองก็เพราะสมุนไพรเหล่านี้คือสมุนไพริญญาที่มีพลังิญญาสะสมอยู่ นอกจากนี้แม้ว่าพวกมันจะหาได้ไม่ยากแต่มันก็ไม่มีขายในร้านสมุนไพรฟ้าคราม เนื่องจากร้านสมุนไพรฟ้าครามเป็ร้านสมุนไพรสำหรับบุคคลธรรมดาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์
สำหรับสมุนไพรที่หยวนิเย่ซื้อมาก็คือส่วนผสมในการปรุงโอสถแก่นแท้
โอสถแก่นแท้เป็โอสถระดับมนุษย์ ซึ่งเหมาะแก่การบ่มเพาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สามขั้นแรก ไม่ว่าจะเป็ระดับยอดยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ บรรพจารย์ยุทธ์ย่อมใช้โอสถนี้ในการบ่มเพาะ ทำให้โอสถแก่นแท้นั้นมีราคาสูงเล็กน้อย
โอสถถูกแบ่งระดับตามนักปรุงโอสถ ซึ่งนักปรุงโอสถก็มีทั้งหมดเก้าระดับด้วยกันได้แก่ระดับมนุษย์ ระดับปฐี ระดับ์ ระดับตำนาน ระดับลี้ลับ ระดับศักดิ์สิทธิ์ ระดับเทวะ ระดับะ ระดับเหนือสรรพสิ่ง
ส่วนสามขั้นแรกของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือระดับยอดยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ บรรพจารย์ยุทธ์
สามขั้นกลางของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือระดับปราชญ์ยุทธ์ ราชันยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์
สามขั้นบนของผู้ฝึกยุทธ์ก็คือระดับเหนือยุทธ์ เซียนยุทธ์ เทพยุทธ์
สมุนไพรที่หยวนิเย่ซื้อมาสามารถปรุงโอสถแก่นแท้ได้ถึงห้าสิบชุด ซึ่งเขาหมดเงินไปกับศาลาเฉียนเฟิงมากถึงหกร้อยตำลึงทอง
หยวนิเย่ยังไม่ได้ลงมือปรุงโอสถทันทีแต่เขาทบทวนความทรงจำภายในหัวก่อน
ภาพในหัวของหยวนิเย่ค่อยๆแล่นเป็ฉากๆและหมุนวนซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปประมาณสองเค่อกว่าๆ หยวนิเย่ก็ถอนหายใจและเป่าปากออกมา
“ ให้ตายเถอะนึกไม่ถึงเลยว่าการปรุงโอสถจะยากขนาดนี้ ถ้าหากข้าไม่มีสิ่งนี้ช่วยเกรงว่าคงไม่ได้ปรุงโอสถกันพอดีแน่ ” หยวนิเย่ถอนหายพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ เริ่มเลยแล้วกัน ” หยวนหมิวเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อีกอย่างโอสถแก่นแท้ก็ปรุงยากกว่าโอสถชนิดอื่นๆเล็กน้อย ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงจะสี่เต็มห้าคะแนนนั้นแหละ
การปรุงโอสครั้งแรก…ล้มเหลว
การปรุงโอสถครั้งที่สอง…ล้มเหลว
การปรุงโอสถครั้งที่สาม…ล้มเหลว
…
..
.
การปรุงโอสถครั้งที่สามสิบ…สำเร็จ
เนื่องจากหยวนิเย่อ่านตำรามาเท่านั้น แต่เขาไม่เคยปรุงโอสถจริงๆ เนื่องจากการปรุงโอสถถ้าหากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะผิดพลาดได้ ทำให้เขาต้องใช้โอกาสถึงสามสิบครั้งจึงจะสามารถปรุงโอสถได้สำเร็จ
หยวนิเย่ไม่เหมือนกับตัวเอกในนิยายหลายเื่ที่มีระบบสนับสนุนจนทำให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว หรือสัตว์ประหลาดเฒ่าที่เกิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งพวกเขาไม่เคยปรุงโอสถผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังปรุงโอสถได้คุณภาพสูงอีกด้วย
หยวนิเย่มองดูโอสถในเตาปรุงยาด้วยความตื่นเต้น
โอสถสีเขียวอ่อนสามเม็ดอยู่ในเตาปรุงยาพร้อมกับส่งกลิ่นหอมออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ โอสถคุณภาพต่ำงั้นหรอ ก็ไม่เป็ไรถึงอย่างไรข้าก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นก็ได้ อีกอย่างราคาของโอสถแก่นแท้ระดับต่ำก็อยู่ที่เม็ดละเจ็ดสิบตำลึงทอง ตอนนี้มีอยู่สามเม็ดก็เท่ากับสองร้อยสิบตำลึงทอง ” หยวนิเย่พึมพำออกมาด้วยความตื่นเต้น
เพียงแต่การปรุงโอสถครั้งที่สามสิบเอ็ด…ล้มเหลว
เพราะหยวนิเย่ตื่นเต้นมากไปหน่อยทำให้เขาเผลอใช้ไฟแรงเกินไปทำให้ล้มเหลว
หลังจากนั้นหยวนิเย่ก็ปรุงโอสถแก่นแท้ระดับต่ำได้ถึงสามสิบเก้าเม็ด
การปรุงโอสถทั้งหมดใช้เวลาไปสองชั่วยามเศษ
“ ให้ตายเถอะ แม้ว่าจะคิดเอาไว้แล้วว่านักปรุงโอสถจะหาเงินได้ง่ายแต่ไม่คิดเลยว่าจะหาได้ง่ายแบบนี้ ” หยวนิเย่ยิ้มบางๆ โอสถแก่นแท้ระดับต่ำสามสิบเก้าเม็ดเท่ากับเงินที่มากถึงสองพันเจ็ดร้อยสามสิบตำลึงทอง
“ เพียงวันเดียวก็หาเงินได้มากขนาดนี้ ไม่แปลกที่จะบอกว่านักปรุงโอสถร่ำรวยเงินทองอย่างยิ่ง ” หยวนิเย่ยิ้มออกมา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบวัน
ในสิบวันนี้ หยวนิเย่เข้าออกศาลาเฉียนเฟิงเป็ว่าเล่น เขาเข้าไปขายโอสถและซื้อสมุนไพรอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลานี้หยวนิเย่มีเงินมากกว่าสองหมื่นสามพันตำลึงทอง
แน่นอนว่าหยวนิเย่ไม่ได้แลกเปลื่ยนที่ศาลาเฉียนเฟิงอย่างเดียว เขาแลกเปลื่ยนกับหอการค้าหลายสิบหอเพื่อที่จะได้ไม่มีคนสนใจตัวเขา
หยวนิเย่ต้องกลับไปที่หมู่บ้านฟ้าครามแล้ว แต่เขาไม่อยากที่จะกลับไปเลย เพราะถึงกลับไปเขาก็หาเงินได้น้อยแถมยังไม่มีโอสถบ่มเพาะอีกด้วย
“ แต่ช่างเถอะไว้ค่อยแอบมาก็ได้ ” หยวนิเย่ส่ายหน้า