ปฐมบท
ท้องฟ้าสีเื มีเศษซากลุกไหม้ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า …
มนุษย์หนีตายกันอลหม่าน บ้านเมืองลุกไหม้ ผู้คนกรีดร้อง มีคนเสียชีวิตหลายสิบล้านคน
หลังจากนั้นทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
นั่นคือเื่เล่าสั้นๆ ที่เหลืออยู่ ของวันโลกาวินาศ จากาแดนเซียนเมื่อสองพันปีก่อน
าครั้งนั้นเปลี่ยนวิถีของเหล่ามนุษยชาติอย่างสิ้นเชิง ปรกติมนุษย์จะฆ่าฟันกันเอง แต่เมื่อต้องเผชิญกับาล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ร่วมมือกันอย่างดีเพื่อความอยู่รอด
จากการเป็เผ่าพันธุ์ที่เคยแบ่งแยกกันเอง กลายเป็ต้องรวมพลังกันอย่างไม่เคยเป็มาก่อน มิติแดนเซียนถูกปิด ผู้บำเพ็ญเพียรไม่สามารถบบรรลุขั้นปฐมเซียน และทะยานขึ้นไปโลกเบื้องบนได้อีกต่อไป
าครั้งนั้นทำให้น้ำบนโลกเพิ่มขึ้นถึงเก้าส่วน แผ่นดินเหลือแค่ส่วนเดียว
มิติที่กั้นระหว่างมนุษย์กับปีศาจถูกทำลาย เผ่าอสูรที่ถูกขับมาจากแดนเซียนยึดครองแดนปีศาจ ผลักดันให้เผ่าปีศาจมาไล่ยึดครองแผ่นดินมนุษย์
มนุษย์จึงเริ่มทำากับปีศาจเรื่อยมา ด้วยสภาพแวดล้อมบนโลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บางที่สมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรณ์และพลังิญญา บางที่ก็เสื่อมถอยและไร้ซึ่งทรัพยากร
เผ่าปีศาจและมนุษย์ต่างปกป้องดินแดนและหาโอกาสแย่งชิงดินแดนกันั้แ่นั้นมา กลียุคทำให้จิติญญาของมนุษย์ถูกหล่อหลอมด้วยความหวาดกลัว และความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมสูญพันธุ์
มนุษย์ทำทุกวิถีทางเพื่อรีดศักยภาพของมนุษย์ออกมาให้ได้มากที่สุด ทรัพยากรมนุษย์จึงสำคัญมาก
แต่มนุษย์ก็คืุ์ …
ผ่านไปไม่กี่ร้อยปี ก็เริ่มฆ่าฟันกันเองแย่งชิงอำนาจ ทำให้พวกปีศาจยึดดินแดนมนุษย์ได้อีกมาก
มนุษย์ถอยร่นมาจนเหลือแค่สี่ทวีป กระทั่งผ่านไปพันปีั้แ่มีากับปีศาจ จึงมีกลุ่มอัจฉริยะหกคนได้จัดรูปแบบการปกครอง การฝึกฝน และการทำากับพวกปีศาจ
จากการทดลองผิดถูกมากมาย เกือบร้อยปีจึงมีวิธีที่มั่นคงแน่นอนสำหรับการฝึกฝนของมนุษย์ และการคัดเลือกเด็กอัจฉริยะมาฝึก
เหล่าสำนักต่างๆ หลายพันสำนัก ถูกยุบรวมเหลือแค่สี่สำนักใหญ่
วิชาต่างๆ ถูกเก็บและรวบรวมทำสำเนาแบ่งเท่ากันทุกสำนัก หลักสูตรการฝึกฝน การเตรียมตัวของมนุษย์จะเริ่มตอนอายุสิบสามปี ในวันที่สามารถปลุกพลังปราณได้
ก่อนหน้านั้นแค่เตรียมร่างกายกับการอ่านเขียน การปลุกพลังคือการชี้ชะตาของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นการถือกำเนิดของ "อัจฉริยะรุ่นใหม่" จึงสำคัญต่อมนุษยชาติอย่างมาก เพราะพวกเขาจะต้องเผชิญชะตากรรมเหล่านี้ โดยไม่รู้เลยว่ามันจะพาไปในทิศทางใด เพราะายังคงดำเนินต่อไป…
ตอนที่1.แม่ครับผมอยากเป็จอมยุทธ์.
ณ หมู่บ้านในชนบทอันห่างไกลที่หนึ่ง หมู่บ้านไถ้กั๋ว เป็หมู่บ้านเล็กๆ ติดทะเล มีประชากรราวสามสิบกว่าครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็พวกาเ็มาจากา และเกษียณก่อนกำหนด
มีทหารคอยดูแลไม่ถึงยี่สิบคน เสบียงหลวงมาส่งทุกสามเดือน เป็ดินแดนที่มีพลังิญญาน้อยมาก จึงมีแค่สัตว์อสูรระดับต่ำจำนวนไม่มาก
เหนือบ้านหลังหนึ่ง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี สีท้องฟ้าสวยงามเหมือนอาทิตย์อัสดง ทว่าไม่มีใครจำได้แล้วว่าเป็สีท้องฟ้าเดียวกับเมื่อสองพันปีก่อน ในวันโลกาวินาศ
ที่บ้านหลังนั้น ชายวัยกลางคนกำลังยืนกังวลกับภรรยาที่เตรียมคลอดของเขาอยู่ที่หน้าบ้าน
“เอ้า…เบ่ง…เบ่งอีก!”
เสียงหมอตำแยะโให้กำลังใจผู้เป็แม่อยู่ในเรือน ท้องฟ้าที่สวยงามเริ่มมีฟ้าแลบฟ้าร้อง
ณ. สวนสมุนไพรที่สำนักเย่วจี ชายสูงอายุคนหนึ่งที่กำลังดูแลสวนอยู่รู้สึกถึงท้องฟ้าแปลกประหลาด
“ทะเลใต้งั้นรึ…”
เขาพึมพำในลำคอ สายตามองไปที่ท้องฟ้าทางทิศใต้อันห่างไกล
“ผู้ชาย เ้าได้ลูกชาย เมิ่งเหยา”
หมอตำแยวัยชราอุ้มทารกแรกเกิด พร้อมส่งให้เมิ่งเหยาผู้เป็แม่
นอกบ้าน เจิ้งเทียนกำลังขอพรจากท้องฟ้า ที่ตอนนี้กลับมาเป็สีปกติ
“ขอให้เมียและลูกของข้าปลอดภัยด้วยเถิด” เขากระวนกระวายใจอย่างมาก
หมอตำแยเดินออกมาบอกข่าวดีให้เขาเข้าไปดูลูก ภาพทั้งสองกอดกันด้วยความดีใจพร้อมกับดูหนูน้อยในอ้อมแขนภรรยาของเขา
เวลาผ่านไป ฤทธาในวัยหนึ่งขวบได้รับของขวัญจากพ่อแม่ ทั้งหนังสือและกระทะของเล่น ฤทธาคลานไปหยิบกระทะขึ้นมาก่อน แต่สุดท้ายเขาก็โยนทิ้งและหยิบหนังสือแทน
ทีแรกเจิ้งเทียนหัวเราะและปรบมือด้วยความดีใจ แต่เมื่อเห็นลูกเลือกหนังสือแทนกระทะ สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเสียดาย
ในขณะที่เมิ่งเหยาอุ้มลูกขึ้นมาหอมแก้มด้วยความรัก
…เด็กน้อยค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในตัวเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากลองเต็มไปหมด
เขาสนใจการอ่านการเขียน และเรียนรู้เื่สมุนไพรต่างๆ จากแม่ผู้เป็แพทย์โอสถระดับสามได้ถ่ายทอดให้
พอเดินได้ เขาก็จะตามมารดาเขาไปทุกที่ ไม่ว่าจะไปหาสมุนไพร ไปรักษาคนตามบ้านต่างๆ และมีหน้าที่รดน้ำสวนสมุนไพรเล็กๆ ที่บ้าน
ตอนฤทธาสามขวบ ที่หมู่บ้านมีเสียงระฆังดังเตือน มีสัตว์อสูรประเภทหมาป่า หลงฝูงมาสามตัว
ฤทธากับแม่อยู่ตรงหน้าหมู่บ้านพอดี ก่อนทหารมาถึง หมาป่าได้ฆ่าไปแล้วสี่คน เป็ครั้งแรกที่ฤทธาได้เห็นสัตว์อสูรและการต่อสู้ ฉากที่สัตว์อสูรกำลังโจมตีหญิงที่ได้รับาเ็ จากการปกป้องลูกน้อยในอ้อมแขน แต่ทหารเข้ามาช่วยได้ทัน ทหารคนนั้นใช้หมัดที่มีไฟ ต่อยหมาป่าตายในหมัดเดียว ภาพนั้นติดตาฤทธามาตลอด หลังจากนั้นฤทธาก็สนใจหนังสือเกี่ยวกับสัตว์อสูร
ปัจจุบัน…
ฤทธาอายุเจ็ดขวบ ท่าทางกระสับกระส่าย เดินวนอยู่หน้าบ้าน
“จะทำยังไงดี จะบอกพ่อแม่ยังไงดี เฮ้อ…”
ฤทธากังวลใจ พึมพำอยู่ในลำคอ
“ท่านพ่อได้เสียท่านลุงไปในสนามรบ ท่านแม่เขาก็เสียน้องชายแถมตัวเองยังาเ็จนรากปราณเสียหาย จึงย้ายมาอยู่ที่นี่ ถ้าข้าบอกว่าข้าอยากฝึกยุทธ จะทำร้ายจิตใจพวกท่านมั้ยนะ”
ฤทธากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“ั้แ่ที่ข้าเห็นการต่อสู้ตอนนั้น ข้าก็รู้ตัวมาตลอดว่าอยากฝึกยุทธ”
ฤทธาคิดถึงสิ่งที่ติดอยู่ในใจเขามาตลอด
มื้ออาหารค่ำในวันเกิดของฤทธา พ่อได้ให้ของขวัญเป็หนังสือหนึ่งเล่ม
“อ่ะ หนังสือที่เ้าอยากได้” ผู้เป็พ่อบอกลูกชาย
ฤทธาตัดสินใจบอกความตั้งใจให้พ่อแม่ฟัง
“พ่อครับ แม่ครับ ผมอยากเป็จอมยุทธ์ครับ”
หลิงเจิ้งเทียนหัวเราะออกมา
“เด็กทุกคนก็ฝันอยากเป็จอมยุทธ์หรือแม่ทัพกันทั้งนั้นแหละ”
“แม่ว่าลูกรอปลุกพลังก่อนค่อยคิดเื่นี้ดีกว่าไหม?”
เมิ่งเหยาเสนอ
“ผมรู้ครับว่ามีโอกาสแค่สองในสิบส่วนจากทางตระกูลแม่ แต่ผมก็ยังอยากเตรียมตัวให้พร้อมก่อนปลุกพลังปราณ” ฤทธาพูดด้วยความมุ่งมั่น
“ตามใจลูก งั้นพรุ่งนี้ค่อยเอาของขวัญจากแม่นะ”
ผู้เป็แม่บอกลูกชายด้วยรอยยิ้ม
เช้าวันรุ่งขึ้น….
“ฤทธา ฤทธา ตื่นลูก ตื่นได้แล้ว”
เมิ่งเหยาปลุกลูกชายที่นอนอยู่บนเตียง มีหนังสือวางอยู่บนที่นอนและหัวเตียง
“คร้าบบบ แม่… ผมคิดว่าวันนี้แม่จะพัก เลยนอนดึกไปหน่อย” ฤทธาลุกจากเตียงท่าทางงัวเงีย
“วันนี้แม่จะพาเ้าไปหาลุงหม่า ให้เค้าช่วยฝึกเ้า เพื่อเตรียมร่างกายให้แข็งแรง” เมิ่งเหยาบอกลูกชาย
“หา!…ลุงหม่า ที่แขนเค้าขาดน่ะเหรอครับแม่”
ฤทธาถามด้วยความสงสัย
“ใช่…เมื่อก่อนเขาเคยเป็ทหารอยู่แนวหน้า สู้กับปีศาจจนาเ็สาหัส ปราณยุทธเสียหาย เลยเกษียณแล้วมาอยู่ที่นี่” เมิ่งเหยาพูดขณะจัดเรียงข้าวของบนเตียงให้ลูกชาย
“โห…ผมดูไม่ออกเลย ว่าแกเป็คนมีพลังยุทธ”
ฤทธาเริ่มรู้สึกตื่นเต้น
ที่หน้าบ้านหม่าจิ้งหลง บ้านใกล้เคียงจะเห็นบ้านดินรูปทรงคล้ายกันทั้งหมู่บ้าน แต่บ้านนี้จะมีลานหน้าบ้านและต้นไม้ใหญ่ หม่าจิ้งหลง นั่งจิบน้ำชาอยู่ที่โต๊ะใต้ต้นไม้
“อ้าว…มากันแล้วรึ มาๆ มากินน้ำชากันก่อน”
หม่าจิ้งหลง ชายกลางคนร่างกำยำที่แขนซ้ายขาด หน้าตามีหนวดเคราแต่ดูใจดี เรียกสองแม่ลูกเข้ามา
“สวัสดีพี่หม่า อย่างที่บอกไว้ ลูกชายอยากเป็นักยุทธ์ เลยพามาฝากตัวกับพี่ให้ช่วยฝึกร่างกายให้เขาหน่อย”
“ฮ่า ฮ่า ไม่มีปัญหา”
หม่าจิ้งหลงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เมิ่งเหยากล่าวต่อ
“่บ่ายหลังจากพี่กลับมาล่าสัตว์ ก็ช่วยสอนหลานทีนะ”
เมิ่งเหยาหันมาทางลูกชาย
“เอ้าสวัสดีลุงหม่าสิ นี่แหละของขวัญวันเกิด”
เธอรู้มาตลอดถึงสิ่งที่ลูกอยากจะเป็
เธอดันหลังลูกชายให้เดินขึ้นมาข้างหน้า
“สวัสดีครับลุงหม่า หรือให้เรียกอาจารย์ดีครับ”
ฤทธาถามดวงตาเป็ประกาย
“ฮ่าๆ ไม่ต้องๆ รอเ้าปลุกพลังก่อน เื่อื่นค่อยว่ากัน ไม่ต้องห่วงนะเมิ่งเหยา”
เขากล่าวกับสองแม่ลูก…
หลังจากวันนั้น ทุกวันในตอนเช้าฤทธาจะไปวิ่งออกกำลังกายบนเขาท้ายหมู่บ้าน พร้อมกับหาสมุนไพร ตอนบ่ายก็จะไปฝึกกับลุงหม่าจนเกือบค่ำ
เขาเริ่มตั้ง หัดวิดพื้น เตรียมท่าม้าย่อง ฝึกตั้งการ์ด หัดชกลม…
“มนุษย์ทุกคนมีพลังสองอย่างอยู่ในตัว คือพลังยุทธและพลังเวทย์ ส่วนจะมากน้อยขึ้นอยู่กับพร์ของแต่ละคน”
หม่าจิ้งหลง เริ่มสอนพื้นฐานคู่ไปกับความรู้
ผ่านไปหนึ่งปี หม่าจิ้งหลงก็เริ่มพาฤทธาไปล่าสัตว์ หัดแกะรอย ซุ่มสังเกตสัตว์อสูร และทุกเดือนแม่จะเตรียมน้ำสมุนไพรให้ฤทธาแช่
จนสามปีผ่านไป
ฤทธาวัยสิบขวบจากเด็กตัวไม่ถึงเอวของหม่าจิ้งหลง ตอนนี้เกือบถึงอกของเขาแล้ว เริ่มเห็นกล้ามเนื้อเล็กน้อยในหุ่นผอมเพรียว
“เอาล่ะพักได้”
หม่าจิ้งหลงบอกฤทธาที่อยู่ในท่าวิดพื้น บนหลังมีหินก้อนใหญ่อยู่ เขาตะแคงตัวเพื่อให้หินพ้นไปจากหลังของเขา แล้วลุกขึ้นมีเสียงหอบเล็กน้อยรอดออกมาทางจมูก
“ลุงครับ ที่ผมเคยบอกไว้…”
ฤทธาถามลุงหม่ายังไม่จบประโยค
“อ๋อ…ได้สิ พรุ่งนี้เ้าไม่ต้องมาฝึก ไปเตรียมของขวัญให้แม่เ้าเถอะ”
หม่าจิ้งหลงกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ขอบคุณครับลุง” ฤทธาวิ่งจากไปอย่างอารมณ์ดี
…วันต่อมา ที่หน้าผาบนยอดเขาหลังหมู่บ้าน เห็นฤทธากำลังมัดเถาวัลย์หลายเส้นต่อกันให้ยาว
“น่าจะได้ละ”
เขาก่ะระยะเถาวัลย์ในมือ
ฤทธาเอาปลายด้านหนึ่งไปผูกกับต้นไม้ แล้วมายืนมองแง่หินตรงหน้าผาลงไปราวสองเมตร ตรงนั้นมีกอหญ้าและมีไม้พุ่มทั่วไป มีพื้นที่ประมาณตารางเมตรกว่าๆ พอที่จะลงไปนั่งได้
ตรงนั้นถ้าสังเกตดีๆ จะมีหญ้าสีแดงต้นหนึ่ง หญ้าต้นนั้นอยู่ชิดมาทางผาด้านใน ถ้าอยู่้าไม่ชะโงกมองลงมาหรือสังเกตดีๆ คงไม่เห็น
ที่ตรงนี้ เป็ที่ที่ฤทธาชอบมานั่งพักชมวิวบ่อย จนเมื่อเดือนก่อนเขาเพิ่งสังเกตเห็นหญ้าต้นนี้ แต่ฤทธายังไม่แน่ใจว่าจะใช่สิ่งที่เขาคิดหรือไม่ จึงกลับไปที่บ้านแล้วหาหนังสือสมุนไพรมาดู
ฤทธาจำได้ว่าเขาเคยเห็นมาจากหนังสือ เมื่อตรวจสอบแน่ใจแล้วเขาก็ดีใจมาก ว่าหญ้าต้นนั้น คือหญ้าเืเซียน!!
ฤทธามีความคิดที่จะไปเก็บมัน แต่นึกขึ้นได้ว่าเดือนหน้าจะเป็วันเกิดแม่ เขาเลยคิดว่าวันนั้นเขาจะมาเก็บมันไปให้แม่ของเขา
ขณะที่ฤทธาค่อยๆ ไต่ลงมาจนเกือบจะถึงที่หมายนั้น จู่ๆ เถาวัลย์ก็ขาด ทำให้เขาตกมากระแทกพื้น …
พลัก!!! เสียงตกกระแทกพื้นอย่างแรง
“โอ้ย..!” ฤทธารู้สึกเจ็บ ขณะพยายามดึงเท้าที่ตัวเองนั่งทับอยู่ออกมา เขารู้ตัวแล้วว่าตอนนี้ข้อเท้ามีอาการาเ็ ฤทธามองไป้าแล้วกำลังคิดว่าจะกลับขึ้นไป้าได้ยังไง
เถาวัลย์ส่วนที่ขาดก็อยู่สูงเกินกว่าเขาจะะโไปจับได้ถึง ฤทธามองไปรอบๆ หาตัวช่วยที่จะทำให้เขากลับขึ้นไปได้ โดยไม่ได้คิดถึงสมุนไพรที่อยู่ใกล้เขาเลยในตอนนี้…
“เ้าเป็ใคร?” ...
น้ำเสียงเย็นเยือกดังขึ้นมาเบาๆ ด้านหลังของเขา ทำให้ชั่วขณะหนึ่งเขาขนลุกซู่ขึ้นมา ก่อนจะหันหลังไปมองตามเสียง
ฤทธาเห็นเหมือนมีโพรงขนาดเล็กพอที่เขาจะคลานเข้าไปได้ แต่มีต้นไม้และกอหญ้าบังอยู่
“เสียงคน” ฤทธาคิด
“สวัสดีครับ ท่านอยู่ในนั้นรึ ข้าชื่อฤทธาครับ”
หนูน้อยตอบ ขณะกำลังคลานไปที่หน้าโพรงนั้น
“เ้ามาลงมาทำอะไรที่นี่”
น้ำเสียงเย็นเหมือนน้ำเสียงชายสูงวัยดังขึ้นอีกครั้ง
“ข้าจะมาเก็บหญ้าเืเซียนน่ะครับ แม่ข้าเป็แพทย์โอสถ วันนี้วันเกิดท่านข้าอยากทำให้ท่านแปลกใจ”
ฤทธาคลานมาถึงปากโพรง แต่เมื่อเขามองเข้าไปก็ต้องใ แสงสีแดงกระทบดวงตา ทำให้รูม่านตาของเขาหดลง.