รุ่งเช้า อรุโณทัยและหยางเดินเข้ามาในบ้านพัก พวกเขาเขย่าไหล่ลัคนาเบาๆ
“...?” เด็กสาวยังสะลึมสะลือ
“ลัคนา มากับฉัน มีเื่สำคัญต้องบอก” อรุโณทัยกล่าวแล้วดึงแขนลัคนาให้ลุกขึ้นอริสตื่นและลุกตามมา ทว่าเธอหยุดยืนตรงหัวบันได
เด็กสาวเดินตามทั้งสองออกไปข้างนอก ที่ศาลาพังๆ สมาชิกหน่วยลาดตระเวนนั่งกันเป็วงมีบางคนที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
“ฮิบิคิเป็ไง?” อึนริว ชายผิวขาวตัวผอมเอ่ยถามตาของเขาเป็ตาชั้นเดียว เส้นผมและดวงตาสีน้ำตาล
“ก็...ไม่อันตรายถึงตายค่ะ” ลัคนาตอบแบบขอไปที อึนริวดูตัวสูงน่ากลัวอีกทั้งยังจ้องเธอไม่วางตาทำให้รู้สึกประหม่าแต่อยู่ดีๆ เขาก็กางแขนยาวๆ แล้วโบกไปมาเหมือนเด็ก ริมฝีปากหยักขึ้น
“ไม่ต้องกลัวน่า เรามาเป็เพื่อนแล้วสนิทๆ กันไว้ดีกว่า!”
“เฮ้ย แขนจะฟาดหน้าอยู่แล้ว!” ชายคนที่เธอจำได้ว่าชื่อยูริร้องเตือนแล้วยกแขนขึ้นกันใบหน้าของตัวเองเขามีดวงตาสีเขียวอ่อนและผมทองแกมน้ำตาล ข้างตัวมีมีดสั้นวางอยู่
“สงบๆ กันหน่อย เมื่อวานนี้ลอร์น่ากับนิชพร—”
“ปี~” อึนริวลุกขึ้นแล้ววิ่งเหมือนผีดิบจีนผสมเยติไปหาเพื่อนรักเด็กชายที่สูงแค่ศอกของเขายืนตัวแข็งเมื่อถูกโอบเหมือนเด็กเล็ก อรุโณทัยเอามือก่ายหน้าผากพึมพำว่าถ้าไม่เก่งนี่คงไล่ออกยกชุดแล้ว สมาชิกที่เหลือบางคนกลั้นหัวเราะ บางคนมองด้วยสายตาหน่ายๆ
“อึนริว...มานั่งได้แล้ว เื่สำคัญนะ” อุลริกกวักมือเรียก
“น่านน่ะสิ!!” เด็กชายตัวบางพูดเสียงดังลั่น อึนริวจึงยอมกลับมานั่งที่แต่โดยดี(แต่ไม่วายเอาเด็กชายมานั่งตัก)หัวหน้าสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เอาล่ะ ต่อจากเมื่อครู่ ลอร์น่า นิชพร เอาของที่เจอออกมาสิ”
“นี่ค่ะ” นิชพรหยิบบางสิ่งออกมาวางบนโต๊ะเก่าๆ ด้วยความทะนุถนอม สิ่งนั้นมีลักษณะบางแต่กว้างดูเหมือนว่าถูกม้วนมาก่อน มันมีสีขาวเรียบแต่บนนั้นมีบางอย่างอยู่ เมื่อมองดูก็เห็นว่ามันคือออโรร่าบาเรียและเส้นทางไปจนถึงจุดที่ทั้งสองสาวไปสำรวจมาเมื่อวานนี้มุมหนึ่งมีเมืองที่ล้อมรอบด้วยป่าสีม่วง
“ผู้เล่นคนหนึ่งถูกพิษมอนสเตอร์จนตายแล้วทิ้งมันเอาไว้” ลอร์น่ากล่าวอย่างรวดเร็วสีหน้าภาคภูมิใจ ปกติเธอพูดเร็วอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งพูดเร็วขึ้นไปอีก
“นี่มัน....?” คนที่เธอไม่รู้จักอุทานด้วยความใ
“แผน...ที่?” ลัคนาเอ่ยเบาๆ เอื้อมมือไปแตะแผ่นกระดาษบางๆทันใดนั้นมีสี่เหลี่ยมผืนผ้าโปร่งแสงสีน้ำเงินลอยขึ้นกลางอากาศเหมือนกับตอนที่เธอเพิ่งจะเข้ามาเสียงประกาศดังขึ้น
“กุญแจพบไอเทม ‘แผนที่’ แล้ว เริ่มการค้นหารหัสเพื่อฟื้นฟูออโรร่าบาเรียณ บัดนี้ค่ะ” เสียงผู้หญิงคนเดิมกล่าว
ทุกคนในที่นั้นอึ้งกันอีกครั้ง สายตาทุกคนจับจ้องแผนที่ซึ่งกางอยู่ มีแผนที่คร่าวๆของป่าต้นหลิวโผล่ขึ้นมา ตามมาด้วยหน้าผาและทุ่งร้างอีกส่วนหนึ่ง พื้นที่สีเทาเริ่มปกคลุมแผนที่อึนริวดึงมันไปมองใกล้ๆ แล้วปล่อยมันกลับลงบนโต๊ะ นอกจากพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นมา ไม่มีอะไรอีก
“นี่คือ ปาฏิหาริย์อีกแล้วเหรอ?” อรุโณทัยฉีกยิ้มตามมาด้วยเสียงฮือฮา
“สุดยอด...” ใครสักคนพูดขึ้น
“แล้วเราต้องทำอะไรกับพื้นที่สีเทา?”
“ตามหา” ลัคนาพูดออกมาด้วยเสียงก้องประหลาด เธอเอามือปิดปากตัวเองทุกคนเบิกตากว้างจ้องมองเธอ “เอ่อ...เท่านี้ก็...เข้าใกล้สตาร์ดัสต์ เรล์ม...ดินแดนที่ไม่มีผู้เล่น...ไปอีกนิดนะคะ?”
“สตาร์ดัสต์ เรล์ม มีอยู่จริงเหรอ...? ไม่อยากจะเชื่อเลย”อุลริกยิ้มทั้งยังใไม่หาย เขาสางผมสีทองแดงจนยุ่ง นิโคไลที่นั่งถัดไปพยักหน้า
“แล้วรหัสฟื้นฟูบาเรียหมายความว่ายังไง?” ยูริถาม อรุโณทัยยืนขึ้นแล้วอธิบาย
“พวกเธอคนอยู่มานานคงจะจำได้นะ ว่าตอนแรกๆ การเดินทะลุบาเรียรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านน้ำเชื่อมหนืดๆเลย แล้วตอนนี้เหมือนกับอะไร?”
“ฟองสบู่ค่ะ” ลัคนาตอบ หัวหน้าสาวกอดอกแล้วพยักหน้า
“ใช่ไหมล่ะ? อย่างที่ฉันเคยบอกไปว่าบาเรียบางลงทุกวัน”เธอพูดน้ำเสียงหนักแน่น “รหัสฟื้นฟูบาเรียคือรหัสที่จะทำให้บาเรียกลับมาแข็งแกร่ง ถ้าหาไม่เจอบาเรียอาจจะหายไปแล้วพวกเราก็จะตายกันหมด เราจะยอมให้เื่นั้นเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!”
“เกี่ยวอะไรกับบัตรใบนี้ไหมคะ?” ลัคนาดึง ‘บัตรเชิญสู่สตาร์ดัสต์ เรล์ม’ ออกมา บัตรที่เธอพกติดตัวแต่ไม่เคยรู้สักทีว่ามันเอาไว้ทำอะไรทุกคนมองมันอย่างครุ่นคิด ยูริฉีกยิ้ม
“...ถ้าอย่างนั้น ทุกอย่างที่ยัยหัวเขียวเฟนน่าบอกมันก็แค่ขยะสินะ”เขาพูด เรียกรอยยิ้มจากสมาชิกคนอื่นได้
หัวใจของทุกคนเปี่ยมไปด้วยความหวัง ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่ารหัสหาได้อย่างไรแต่พวกเขาก็ขยับเข้ามาใกล้อิสระมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว
...
“ชื่อ...ฟาทีมา” เด็กหญิงกล่าวอายๆ ยืนข้างอึนริวที่ยืนยิ้มแฉ่ง
“ดีมาก ยินดีต้อนรับสู่ออโรร่าบาเรีย”
เพราะเมื่อคืนกลับดึกกว่าใครเพื่อน อรุโณทัยจึงเพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาทักทายสมาชิกของออโรร่าบาเรียคนใหม่เอาตอนนี้
ฟาทีมาเป็เด็กตัวเตี้ยป้อม เธอกุมมือบิดไปบิดมา เสียงของเธอสูงจนเสียดแก้วหูลอร์น่ากับนิชพรรับหน้าที่พาเด็กหญิงดูรอบๆ ทั้งสามเดินหายไป
“นาน่า? มีอะไรหนักใจหรือเปล่าจ๊ะ? ฮิจังไม่เป็ไรหรอกนะ”
“อริส...” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองร่างที่งดงามเหมือนตุ๊กตา “ก็...หนักใจเื่ฮิบิคิน่ะเขาดูทรมานมากเลย”
ครู่หนึ่งสีหน้าของอริสหม่นลง
“แต่สุดยอดเลยนะคนเป็กุญแจเนี่ย รายละเอียดของมอนสเตอร์ยังเอามาได้เลย”
อรุโณทัยมองรายละเอียดที่ลัคนาเป็คนเติมลงในแผนที่
“แพนด้าวอรีเออร์...สไตรค์เกอร์ ซอร์ดแพนด้า...ถ้าออกมาแพนด้าตัวอื่นๆจะหายไป....ข้อมูลนี้มีค่ามากเลยนะรู้ไหม? คราวหน้าเห็นจะต้องให้เธอไปร่วมทีมกับยูริและนิโคไลแล้วเดินไปให้ถึงทะเลเลย”
ลัคนานึกย้อนไปถึงตอนที่ฮิบิคิเล่าเื่ทะเลให้เธอฟัง แต่พอนึกถึงสภาพคนเล่าเธอก็ซึมอีก
“...อีกนานแค่ไหนกว่าฮิบิคิจะดีขึ้น....คะ?”
ไม่มีใครตอบคำถาม แต่จู่ๆ ก็มีเสียงะโแหลมสูงดังขึ้นมา
“ก็รีบๆ ไปหยิบมาให้ฉันซี่!”
เสียงของฟาทีมาดังแหวกอากาศ ตามมาด้วยเสียงพึมพำของลอร์น่ากับนิชพร อรุโณทัยและลัคนาจึงตัดสินใจเดินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“อะไรกัน เพิ่งมาก็มีเื่แล้วเหรอ?” หัวหน้าสาวเท้าสะเอวมองฟาทีมาที่ยืนฟึดฟัดสองสาวที่รับหน้าที่ดูแลเธอต่อจากอึนริวก็มองอย่างลำบากใจ
“พอฉันได้ยินเื่ขวานานะ ก็คิดว่าตัวเองคงไม่ดีขนาดนั้นหรอก แต่ฉันก็อยากลองใช้ดูอย่างฉันนะใช้ได้อยู่แล้ว โอ๊ย อะไรหนักหนา” เด็กหญิงตัวป้อมหลับตาแล้วสะบัดแขน อรุโณทัยเห็นอย่างนั้นก็มองเธอด้วยแววตาขบขัน
“มีของที่เธอใช้ฝึกตอนแรกๆ ใช่ไหมลอร์น่า?”
“เฮ้! ไม่เอาของฝึกนะ!” ร่างป้อมประท้วง
“อ๋อ อันนั้นรู้สึกจะยังเก็บไว้นะ อริส พอจะรู้ไหมว่าอยู่ไหน?” ลอร์น่าที่ตามทันความคิดของหญิงสาวเรียกอริสมาถาม อริสพยักหน้าแล้วเดินหายไปพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับขวานที่ขนาดเล็กกว่าแต่น้ำหนักยังพอๆ กันกับขวานของลอร์น่า
ลอร์น่าหยิบมันขึ้นมาแล้วหมุนสองสามที จากนั้นก็ยื่นให้ฟาทีมา
ฟาทีมาเอียงศีรษะไปมา มองหน้าลอร์น่าแวบหนึ่งแล้วรับขวานมาด้วยมือข้างเดียวพอลอร์น่าปล่อยด้ามเด็กหญิงก็หน้าทิ่มทันที
“ก็หนักอยู่หรอก...” เธอเท้าเอว ถือด้ามขวานด้วยมือข้างเดียวส่วนใบมีดจมอยู่กับพื้นศีรษะก้มลงมองมันอย่างไม่พอใจ
ลัคนาใจลอยไปถึงฮิบิคิที่บ้านพัก ถ้าจะให้พูดตามตรงคือเธอไม่อยากฟังน้ำเสียงสูงปรี๊ดของผู้มาใหม่เท่าไรนักเธอกับอริสจึงทิ้งกลุ่มคนให้หัวเราะเด็กหญิงคนนั้นต่อไป
“นาน่า? ไม่เป็ไรหรอกนะฮิจังหนังเหนียวจะตายไป” เด็กสาวผมขาวพูดปลอบ
“อริส...ขอบใจนะ ถ้าไม่ได้เธอเป็เพื่อนล่ะก็...”
อริสยิ้ม แต่หลังจากที่ทั้งสองเดินโดยไม่พูดอะไรสักพัก อริสก็เอ่ยถาม น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม
“นาน่า...จะรู้สึกยังไงถ้าคนที่ผูกพันด้วยตายไปอย่างนั้นเหรอ...?”
“ยังไม่มีใครตายเลยนะ” ลัคนาแปลกใจกับคำถามตรงไปตรงมาของอริสเลยตอบไปแค่นั้นก่อน
“ฮิจังาเ็แต่นาน่าก็ทุกข์ขนาดนี้แล้ว นาน่าจำคุณรินคำได้สินะ?”
เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า อริสก็เล่าต่อ
“ฉันกับคุณรินคำเคยสนิทกันมากเลย คุณรินคำเป็คนฉลาดแล้วก็ใจดี แต่พอคุณรินคำตายไป...ฉันก็เหงามากรู้สึกเ็ป เศร้าโศกตลอดเวลาจนไม่เป็อันทำอะไรเลย ฉันไม่อยากให้ความรู้สึกแบบนั้นเกิดขึ้นกับฮิจังแล้วก็นาน่า...ไม่สิไม่อยากให้ใครในบาเรียต้องรู้สึกแบบนั้นเลย”
ลัคนาประมวลเื่ราวของอริส ค่อยๆ ร้อยเรียงคำตอบออกมา
“แต่ว่า...มิตรภาพและความเชื่อใจ...ก็เป็สิ่งสำคัญนะ? ถ้าใครสักคนยังคิดถึงฉันแล้วยอมสละน้ำตาสักหยดเพื่อฉัน...แค่นั้นก็พอใจแล้วการจากไปของคนที่รักทำให้เ็ปก็จริง แต่เพียงเก็บ่เวลาที่ใช้ร่วมกันไว้ในใจ...”เธอเงียบไป ไม่รู้ว่าจะสื่อความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็คำพูดอย่างไรไม่ให้ฟังดูสับสนแต่อริสก็พยักหน้า
“เวลารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นาน่าต้องเข้มแข็งไว้นะ”
“อริส...นี่จะพูดเป็นัยอะไรหรือเปล่า...?” ลัคนาถามอย่างแคลงใจ
อริสส่ายหน้าแล้วเดินนำ ไกลๆ ได้ยินเสียงร้องของเด็กหญิงผู้มาใหม่
“โอ๊ย อย่าไปนะ!” ฟาทีมาไล่ตามบางสิ่งที่กลิ้งห่างออกไป อรุโณทัยหัวเราะเอ็นดูขณะที่อีกสองคนทำสีหน้าไม่ถูก
...
ลัคนาเดินกลับบ้านพัก มีคนสองสามคนอู้งานอยู่แต่พอเห็นเธอก็แสร้งเดินออกไปเด็กสาวคุกเข่าข้างฮิบิคิ อาการของเขาดี
“ชิ...ดันให้เห็นสภาพแบบนี้จนได้” เขากล่าวเสียงแห้ง
“ขอโทษนะ” ลัคนาตอบสั้นๆ
“เธอไม่เป็ไรหรอก...แต่ไอ้ลูกพี่กับเ้าอึนริวมากวนถึงที่เลยสิ...” เขาทำหน้าบูด
“จะอยู่กันให้แล้วกัน”
“ไปทำอย่างอื่นซะ การฝึกสำคัญกว่า ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยู่เฝ้าแล้วฉันจะตายสักหน่อย...ขอร้องละ...อย่าเป็ห่วงฉันจนทำหน้าแบบนั้น...เอ่อ...” เด็กหนุ่มมีสีหน้ากระดากอาย“น้ำเน่าไป โทษที”
เด็กสาวก้มมองตักตัวเองด้วยใบหน้าร้อนผ่าว ฮิบิคิซ่อนศีรษะตัวเองไว้ใต้ผ้าห่มแล้วร้องครางด้วยความอับอายเด็กหนุ่มถูกปีสั่งไว้ไม่ให้ขยับตัวเขาจึงได้แต่นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น
“เอ่อ...ขอตัว...” ลัคนาลุกออกไป พอดีกับเสียงของฟาทีมาไล่หลังมา
“ฮ้าย...กรี๊ด! ไอ้ยะ!”
เด็กหญิงปัดผ้าม่านที่ใช้แทนประตูอย่างแรงจนมันร่วงลงมาทั้งผืน
...
“ไหนอ่า?” อึนริวกวาดสายตามองเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งขึ้นๆลงๆ
“ไหนวะ?” เรืองฤทธิ์ร่วมวงด้วย
“ก็แหกตาดูสิ นี่ไง!” ปีชี้
ลัคนาและหยางได้แต่มองสามหนุ่มที่เหมือนจะรุมแกล้งฮิบิคิกลายๆ โดยไม่พูดอะไรฮิบิคิมีสีหน้าบูดบึ้งจนถึงขีดจำกัดเมื่อทั้งสามคนมองแผลรูปต้นไม้บนหลังเขา
“นี่ ถ้าพวกนายสามคนจะแค่มากวนก็ออกไปได้แล้ว!” เขาตะคอก แต่อึนริวก็สวนขึ้น
“อยากอยู่กับลัคนาสองต่อสองสิ โหย~” เขาลากเสียงยาวฮิบิคิอารมณ์เสียจนฆ่าคนได้เลยทีเดียว
“อึนริว พอได้แล้ว” ก่อนที่เื่จะเลยเถิดไปมากกว่านี้ หยางก็ห้ามเด็กหนุ่มไว้เขายอมสงบปากสงบคำแต่โดยดี ทั้งสามยืนนิ่ง กุมมือก้มมองพื้นอย่างเรียบร้อยจนน่าขัน
“ฉัน...สังหรณ์ไม่ดีเลยค่ะ” ลัคนาบอก “เหมือนจะมีเื่อะไรสักอย่างเกิดขึ้นเร็วๆนี้”
“ฮิบิคิจะตาย...อุบ” ปีโดนเรืองฤทธิ์ตะปบปากเอาไว้ได้ทันควัน
“...ก็จริงอยู่ ตอนนี้เราได้เบาะแสสำคัญ บางทีอาจจะมีเื่เลวร้ายตามมาก็ได้”หยางครุ่นคิด คนอื่นก็พลอยเงียบไปด้วย
บรรยากาศชั้นหนึ่งของบ้านพักหนักอึ้ง ลัคนารู้สึกหายใจลำบาก ได้แต่พยายามคลายความรู้สึกไม่ดีออกไป
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราก็จะช่วยกัน ไม่ทิ้งกันเด็ดขาด” เรืองฤทธิ์กล่าวขึ้น“นั่นเป็สิ่งที่ฉันได้รู้จากการเข้าหน่วยลาดตระเวน ฉะนั้นก็ทำใจร่มๆ ไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราจะไม่ทิ้งเธอไว้คนเดียว!”
“โห หล่ออะ” ปีพูดเสียงดัง “แต่เราก็เห็นด้วย”
อึนริวเองก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วยิ้ม
...
เฟนน่ามองโลกภายนอกจากในบาเรีย
ตอนนั้นเป็เวลาเช้า มีเสียงเอะอะโวยวายของสมาชิกใหม่ดังหนวกหูแต่หัววันเธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตแบบนี้เป็ที่สุด มือทั้งสองข้างม้วนผมตัวเองเล่น
โลกนี้มีอะไรพิเศษสวยงามตรงไหน? มีแต่ความกลัว ความสิ้นหวังความท้อแท้ แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่เพราะอะไร? ถึงตายไปก็มีแต่คนหัวเราะดีใจที่ตัวเกะกะหายไปอีกคน
พระอาทิตย์ตก? พระอาทิตย์ขึ้น? ถึงใครจะบอกสวยงามหนักหนา เธอก็เห็นมันเป็เพียงแค่เื่น่าเบื่อในชีวิตวันๆของเธอเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น เฟนน่าก็ไม่อยากตาย เธอยังอยากได้เจอสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่สามารถหาได้ในออโรร่าบาเรียแห่งนี้
ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้าของเธอเหลืออยู่เพียงเสี้ยวเดียว และจากเศษเสี้ยวความทรงจำนั้นเธอก็โหยหาชีวิตแบบเก่ามาตลอด
สตาร์ดัสต์ เรล์มอยู่ที่ไหน? แม้แต่หน่วยสำรวจที่ไปตายเปล่าก็ยังไม่รู้
อา... อยากหลุดพ้นจากที่แบบนี้จังเลย...
เฟนน่าล้มตัวลงนอน สายตาจับจ้องยังกลุ่มเมฆและแผ่นพลังงานสีชมพูเหนือศีรษะความง่วงและความเบื่อหน่ายเริ่มก่อตัวขึ้นเหมือนทุกวัน
อยากออกไปจากที่นี่
ไม่อยากอยู่แล้ว
กลุ่มผู้ชายเล่นต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน คนหนึ่งถูกผลักลงไปบนพื้นแล้วอีกหลายๆคนก็กลิ้งทับ ทิ้งให้คนที่อยู่ข้างใต้ร้องโอดโอยทั้งยังหัวเราะร่า ช่างไร้สาระเหลือเกิน
ถ้ามีอะไรที่ทำให้เธอออกไปจากสถานที่บ้าๆ นี่ได้ เธอจะยอมทำทุกอย่าง
เพื่ออิสรภาพ ไม่ว่าอะไรก็ยอมเดิมพัน