หลังจากผ่านความวุ่นวายของสัปดาห์แรกหลังแต่งงานมาได้ความสงบสุขก็เริ่มเกิดขึ้นในชีวิตเธอ
ถงกูกูยังคงวนเวียนมาที่จวนเกือบทุกวันในสัปดาห์ที่สองแต่พอเห็นว่าไท่ฟูเหรินไม่ได้มีท่าทีรังแกเธอ นางก็ลดความถี่ลง
ด้านตัวเธอเองก็เริ่มปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้มากขึ้นจนไม่รู้สึกแปลกแยกมากนักอีกทั้งชีวิตประจำวันของเธอก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ไปเยี่ยมเยียนไท่ฟูเหรินทุก ๆสองวันเพียงเท่านั้น กับเข้าวังหลวงไปเยี่ยมครอบครัวของเธอตามวาระและโอกาส
ส่วนเื่งานในจวนนั้นเธอข้ามไปได้เลยไม่รู้ว่าเป็เพราะสถานะสูงส่งองค์หญิงหรงซีทำให้ไท่ฟูเหรินไม่กล้าใช้งานเธอหรือเป็เพราะนางไม่ไว้ใจเธอกันแน่...
แต่ก็นับว่าเป็เื่ดีที่เธอไม่ต้องหัวหมุนกับการดูแลจวนและปรนนิบัติแม่สามีเหมือนสะใภ้บ้านอื่นๆ จนเหมือนนางแจ๋วก้นครัว
ในที่สุดหมอลู่ก็ตัดสินใจยอมรับเธอเป็ศิษย์หลังจากที่ทั้งทดสอบและดึงเวลาไปเกือบสองอาทิตย์
ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเธอจึงหมดไปกับการอ่านหนังสือแพทย์ไปเรียนกับหมอลู่ที่เรือนยา และทำของใช้ที่จำเป็อย่างเช่นพวกครีมบำรุงผิว ยาสระผมสบู่ที่มีกลิ่นหอมดอกพุดจีนที่เธอชอบ
และวันนี้ก็เป็เหมือนทุกๆ วัน เธอก้าวเข้าไปในเรือนชิงซินของไท่ฟูเหรินเพื่อจิบน้ำชากับนางตามปกติแต่กลับมีเื่ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น
“ไท่ฟูเหริน!”
เธอรีบพุ่งตัวไปประคองไท่ฟูเหรินที่จู่ๆก็หน้ามืดและทำท่าจะล้มลงในระหว่างที่เดินเข้ามาในห้องรับแขกของเรือนชิงซินแล้วรีบพานางไปนั่งที่ตั่งตัวยาวในห้องรับแขกทันที
“ท่านป้า!ท่านเป็อะไรเ้าค่ะ ใครก็ได้ไปเอายาหอมมาที”
เธอเหลือบมองชิงหย่าที่หันไปตวาดใส่บ่าวอยู่ข้างๆ เธอแล้วส่ายหัวเบา ๆก่อนที่จะยื่นมือไปรับตลับพิมเสนจากจื้อหลานไปจ่อได้จมูกไท่ฟูเหรินที่นอนอยู่บนเตียง
แต่ทว่าอาการหอบหายใจและใบหน้าที่แดงก่ำของนางทำให้เธอชะงักไปชั่วแวบ
พอกวาดตามองดี ๆก็พบว่านางมีอาการหอบหายใจแรงคล้ายหายใจลำบากแถมที่ขมับของยังมีเส้นเืปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอเห็นว่าที่จมูกของนางเริ่มมีเืซึมออกมาเท่านั้นแหละเธอก็ดึงผ้าคาดเอวของนางออกและขยับคอเสื้อให้กว้างมากขึ้น
“นี่ท่านจะทำอะไรท่านป้าองค์หญิง!” ชิงหย่าที่หันมาเห็นเข้าพอดีก็ตวาดใส่เธอด้วยความไม่พอใจ
ถ้าเป็เวลาปกติเธอคงไม่ยอมปล่อยผ่านแน่แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลามาเถียงกับยัยนี้ไม่อย่างนั้นไท่ฟูเหรินอาจจะช็อกจากภาวะวิกฤตจากโรคความดันโลหิตสูงได้!
“จื้อหลานเ้าสั่งคนให้ไปตามท่านหมอลู่มาแล้วไปเปิดประตูกับหน้าต่างให้ลมเย็นเข้ามาให้มากที่สุด”
“เ้าค่ะ”
“แม่นมโจว เ้าสั่งคนให้ไปต้มน้ำเก๊กฮวยใส่พุทราจีนกับเก๋ากี้แล้วก็รีบเอาน้ำอุ่นกับผ้ามาให้ข้าเร็วที่สุด”
“เ้าค่ะ”
“ส่วนเ้า ชิงหย่า!เลิกโวยวายแล้วเอาเครื่องประดับผมของไท่ฟูเหรินออกให้หมด ถ้าไม่ทำก็ออกไปไกล ๆอย่ามาเกะกะแถวนี้!” เสียงตวาดดังลั่นของเธอทำให้ชิงหย่าสะดุ้งก่อนที่จะรีบทำตามที่เธอบอกทั้งที่ไม่เต็มใจนัก
เธอเลิกสนใจชิงหย่าแล้วหัดไปถอดรองเท้าของไท่ฟูเหรินออกแล้วกดจุดระหว่างหัวนิ้วโป้งเท้าและนิ้วชี้ตามที่พ่อเคยสอนเพื่อช่วยลดความดันในร่างกาย
ถึงวิธีนี่จะไม่ได้ผลเท่ากับยาในยุคปัจจุบันแต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ผ่านไปชั่วครู่แม่นมโจวก็กลับมาพร้อมกับน้ำเย็นและผ้าตามที่เธอสั่งเธอคว้าผ้าอีกผืนไปชุ่มน้ำอุ่นแล้วเอามาประคบเท้านางเอาไว้แล้วกดจุดต่อ
“แม่นมโจวเ้าเช็ดตัวให้ไท่ฟูเหรินเดียวนี้ เน้นที่หน้า ซอกคอกับข้อพับนะความร้อนในตัวจะได้ลดลงโดยเร็ว”
“เ้าค่ะ องค์หญิง”แม่นมโจวรับคำแล้วรีบทำตามที่เธอสั่งทันที
เพียงไม่นานใบหน้าของไท่ฟูเหรินก็ค่อยๆ ลดความแดงลงจนเธอพอจะคลายใจได้บ้างเธอจึงละมือจากการกดจุดตรงเท้าไปถ่างตาออกเพื่อตรวจการตอบสนองต่อแสงของรูม่านตาและกดที่ปลายนิ้วของไท่ฟูเหรินแรงๆ
“องค์หญิงท่านทำร้ายไท่ฟูเหรินได้อย่างไร?!”
เธอตวัดตามองชิงหย่าที่ะโเสียงดังอย่างหงุดหงิดแต่จังหวะนั้นเฟิงหลงที่มาจากไหนก็ไม่รู้พุ่งเข้ามาจับมือเธอเอาไว้
“ท่านแม่! องค์หญิง!ท่าน...”
เธอไม่รอให้เขาพูดจบเธอสะบัดมือออกแล้วผลักเฟิงหลงออกไปให้พ้นทาง
“แม่นมโจว เช็ดตัวต่อไปอย่าหยุด”เธอสั่งแม่นมโจวเสียงเข้มจนนางรีบทำตามแล้วหันไปตรวจไท่ฟูเหรินต่อโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น
“ไท่ฟูเหรินได้ยินข้าหรือไม่ ถ้าท่านยังมีสติ กะพริบครั้งหนึ่งนะ”คราวนี้น้ำเสียงของเธออ่อนลงเพราะไม่อยากให้นางใ
ไท่ฟูเหรินนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนที่จะยอมกะพริบตาตามที่เธอบอก
“ดีมากคราวนี้ท่านหายใจเข้าลึก ๆ นะ ช้า ๆ ไม่ต้องรีบแล้วช่วยบอกข้าหน่อยว่าท่านชื่ออะไร?”
ไท่ฟูเหรินทำตามที่เธอบอกอยู่ชั่วครู่แล้วตอบออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น
“ิฮุ่ย”
แค่นั้นเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอย่างน้อยก็อาการไม่วิกฤตแล้วที่เหลือรอหมอลู่มารักษาต่อ
และในตอนนั้นเองเธอถึงได้รู้ว่าสายตาทุกคู่ในห้องนั้นจับจ้องมาที่เธอโดยเฉพาะเฟิงหลงที่มองเธอด้วยสายตาที่นิ่งลึกจนอ่านไม่ออก
เรือหายแล้วไง!
แต่ก่อนที่จะมีใครได้ทำอะไรหมอลู่ก็พุ่งเข้ามาในห้อง ช่วยชีวิตเธอให้รอดตายอย่างหวุดหวิด
“เอ่อ...ท่านแม่ทัพใหญ่ข้าขออนุญาตตรวจไท่ฟูเหรินสักครู่” หมอลู่หันไปขออนุญาตเฟิงหลง
เมื่อเฟิงหลงอนุญาตหมอลู่ก็เดินเข้ามาใกล้และกวาดตามองไปทั่วก่อนที่จะหลุบตาลงเมื่อเห็นสภาพที่ไม่ค่อยเรียบร้อยนักของไท่ฟูเหริน
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเห็นว่าคิ้วทั้งสองข้างของหมอลู่นั้นขมวดกันเป็โบ
“ข้าแค่ลดความร้อนในร่างกายไท่ฟูเหรินนะ”เธอกระซิบหมอลู่ ก่อนที่จะเพิ่มเสียงขึ้นเล็กน้อย
“พอก่อน แม่นมโจว”เธอพูดพลางหันไปจัดเสื้อผ้าของไท่ฟูเหรินให้ดูเรียบร้อยขึ้นจนหมอลู่สามารถเข้ามาตรวจชีพจรได้
“ท่านหมอลู่ท่านแม่เป็อะไร?” เสียงดุดันของเฟิงหลงทำให้เธอแอบสะดุ้งแทนหมอลู่ที่กำลังจับชีพจรไม่ได้
ดีนะที่เธอไม่ได้เป็คนรักษาไท่ฟูเหริน
“ไท่ฟูเหรินเป็โรคไตพร่องขั้นรุนแรงโชคดีที่ลดความร้อนในร่างกายได้ทัน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็อันตรายแก่ชีวิตได้”
เฟิงหลงพ่นลมหายใจออกมาทันทีก่อนที่จะเหลือบมองเธอชั่วแวบแล้วหันไปถามหมอลู่ต่อ
“ท่านพอจะรักษาท่านแม่ได้หรือไม่”
“โรคนี้เป็โรคที่รักษาไม่หายแต่จะไม่ร้ายแรงหากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ข้าจะเขียนเทียบยาให้กินยาสักหนึ่งสัปดาห์ก็จะดีขึ้น”หมอลู่พูดพลางส่งเทียบยาให้เฟิงหลงแล้วเขาก็ส่งต่อให้คนสนิทของเขาไปจัดการทันที
“น้ำเก๊กฮวยมาแล้วเ้าค่ะ”
จู่ ๆเสียงของแม่นมโจวดังแทรกขึ้นมากลางวงแต่ทว่าก็มีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นค้นมาเหมือนกัน
“เดี๋ยวก่อน!ท่านป้าจางยังอาการไม่ค่อยดี อย่าเพิ่งให้ดื่มอะไรเลยจะดีกว่า”ชิงหย่ารีบเข้ามาแย่งกาน้ำไปจากมือของแม่นมโจวทันที
“เอ่อ...แต่องค์หญิงสั่งให้ข้าต้มมาให้...”แม่นมโจวเหลือบมองเธออย่างไม่แน่ใจแล้วก้มหน้าลง
ดวงตาคมกริบเหลือบมองมาทางเธอชั่วแวบแล้วจึงส่งสายตาให้แม่นมโจวเอาน้ำเก๊กฮวยออกไปแต่ทว่าหมอลู่กลับดึงกาน้ำนั้นไปดมแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
“ทำไมองค์หญิงถึงให้นางไปต้มน้ำเก๊กฮวยใส่พุทราจีนกับเก๋ากี้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเห็นว่าหน้าของไท่ฟูเหรินแดงมากเลยคิดว่าน้ำเก๊กฮวยคงช่วยขับความร้อนไปบ้างส่วนพุทราจีนก็ช่วยบำรุงชี่และเก๋ากี้ก็ช่วยบำรุงตับไต”
หมอลู่พยักหน้าเบา ๆแล้วยิ้มออกมา ก่อนที่เขาจะยื่นกาน้ำใบนั้นให้เฟิงหลง
“ท่านให้ไท่ฟูเหรินดื่มระหว่างรอต้มยาเถอะนางจะได้รู้สึกดีขึ้น”
สายตาดุดันปนสงสัยของเฟิงหลงที่มองมาทำให้เธอชักหายใจไม่ออกและชักอยากออกจากที่นี่เต็มที่
“เอ่อ...งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วไปก่อนนะ”เธอพูดจบก็ลากจื้อหลานออกจากเรือนชิงซินทันทีโดยที่ไม่รอให้ใครอนุญาต
เธอเดินดุ่ม ๆไปจนถึงเรือนกลางโดยที่ไม่ยอมหยุดพักหายใจเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ...”เธอถอนหายใจออกมาทันทีที่หย่อนตัวนั่งลงบนตั่งยาวในห้องรับแขก
ผู้ชายบ้านี่ ตาดุชะมัด
“องค์หญิงเป็อะไรเ้าค่ะ”เสียงของจื้อหลานที่ดังข้าง ๆ ทำให้เธอสะดุ้งเบา ๆ จนเธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆติด ๆ กันหลายครั้งเพื่อเรียกสติกลับ
แทนที่จะเสียเวลาคิดเื่หมอนั่นเธอเอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่าจะมีประโยชน์ซะกว่า...
“ไม่มีอะไรหรอก ไป!จื้อหลาน เราไปทำน้ำหอมให้เสร็จดีกว่า ข้าว่ากลิ่นนี้เข้าทีแหละเดี๋ยวเ้าต้องมาช่วยข้ากวนขี้ผึ้งทาผิวด้วยนะ”
“โถ่เราเพิ่งทำไปเมื่อวันก่อนเองมิใช่หรือเ้าค่ะ”
“ก็อันนั้นมันเหนียวไปวันนี้ข้าตั้งใจจะทำให้เนื้อเบาลงกว่าเดิม ไปเถอะเดี๋ยวถ้ามันเข้าที่แล้วข้าจะได้เอาไปให้เสด็จแม่กับพี่เหวินจิ้งลอง ถ้ามันดีเราจะได้ทำขายไง”
“นี่ท่านจะเปิดร้านค้าจริงหรือเ้าค่ะ”จื้อหลานมองเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
“จริงซิข้าหมดเงินไปกับของพวกนี้ตั้งเยอะ ข้าก็ต้องถอนทุนคืนบ้างซิ ไปเถอะถ้าเ้ามัวแต่ชักช้า...งั้นข้าเรียกโม่เฉินมาทำแทนก็ได้”
“เฮ้อ...ข้าน้อยทำเองเ้าค่ะ ขืนให้พี่โม่เฉินมาทำแทน เขาคงบ่นจนข้าน้อยจนหูชาแน่”
“ฮ่าฮ่าฮ่างั้นก็อย่าบ่น ไปกวนขี้ผึ้งให้ข้าได้แล้ว”
ใครจะคิดว่าความสงบสุขที่เธอพยายามรักษาเอาไว้จะจบลงเร็วขนาดนี้
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเหลือบมองเฟิงหลงที่ยืนอยู่หน้าเรือนกลางด้วยความรู้สึกที่อยากจะเอาหัวพุ่งชนกำแพงเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เธอก็อุตส่าห์ดีใจว่าเขาลืมเธอไปแล้วแล้วทำไมถึงได้มาปรากฏตัวตอนดึกดื่นค่ำมืดขนาดนี้
เขาคงไม่ได้ตั้งใจจะมาค้างที่นี่ใช่ไหม
แกไม่น่าเสนอหน้าไปให้เขาเห็นเล้ยไอ้อัญ แล้วที่นี่แกจะรับมือกับหมอนี่ยังไง?!
*****************************
ไรต์ Talk:
เอาแล้วไง ยัยอัญญ่า เธอจะทำยังไงล่ะที่นี่