สกุลลิ่งก็เป็นตระกูลพ่อค้าใหญ่ในเมืองสืออันเช่นกันแต่ไม่สนิทสนมกับสกุลเผยนัก แม้แต่การทักทายผิวเผินก็แทบจะไม่มีเลยนั่นก็เพราะทั้งสองตระกูลเคยคิดจะเกี่ยวดองกันเพื่อเสริมสร้างอำนาจแต่สุดท้ายด้วยเหตุผลหลายประการ การแต่งงานจึงไม่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นความบาดหมางแทน
ความบาดหมางของคนรุ่นเก่าค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา ได้ข่าวว่าคุณชายใหญ่แห่งสกุลลิ่งชอบการฝึกดาบมาตั้งแต่เล็กพอโตขึ้นก็เขียนจดหมายลาจากบ้านไปท่องเที่ยวในยุทธภพ
เมื่อพิจารณาจากชีวิตของลิ่งเฉิงจวินการมีคนในยุทธภพช่วยเหลือย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเพียงแต่ไม่รู้ว่าช่วงนี้เขาได้กลับมายังเมืองสืออันหรือไม่
เมื่อฟังจนจบนางซูก็รู้สึกหวาดกลัว “คนพวกนั้นมีวิชาหากเข้ามาในบ้านข้า ก็คงเหมือนเข้ามาในที่ที่ไม่มีใครเลยใช่หรือไม่?” ช่างเป็นเรื่องที่ไร้ความปลอดภัย พวกนางเป็นแม่ม่ายลูกติดหากคนร้ายคิดร้ายแล้วลักพาตัวเด็กไปจะทำอย่างไร!
เย่ชิงชิงที่เดินตามออกมามีสีหน้าสิ้นหวัง“คนในยุทธภพไม่ใช่ผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงธรรมหรอกหรือจะใช้วิธีการชั่วร้ายเช่นนี้มาข้องเกี่ยวกับการค้าขายเล็กๆ น้อยๆของเราเพื่อสิ่งใด?” แล้ววิถีแห่งจอมยุทธ์ที่กล้าหาญและยึดมั่นในคุณธรรมเล่าอยู่ที่ไหนกัน...
“คนที่ทำการค้าขายคือท่านอาของเขา ไม่ใช่ลิ่งเฉิงจวิน” เผยรุ่นจือส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ จิตใจของคนนั้นซับซ้อนและในยุทธภพก็มีคนชั่วมากมาย
เมื่อพูดถึงท่านอาของลิ่งเฉิงจวินเผยรุ่นจือก็ขมวดคิ้ว “ลิ่งชางหยวนผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์แม้ไม่ใช่ผู้นำตระกูลลิ่งในปัจจุบัน แต่ก็มีอำนาจในการตัดสินใจที่ส่งผลต่อตระกูล”
นางซูและเย่ชิงชิงมองหน้ากัน“ท่านหมายความว่า...เรื่องนี้อาจจะเป็นฝีมือของลิ่งชางหยวนผู้นั้นหรือ?”
เผยรุ่นจือพยักหน้า“อาจเป็นไปได้”
ว่ากันว่าจับโจรต้องมีของกลางหากต้องการจับให้ได้คาหนังคาเขา ก็ต้องเฝ้ารอกระต่ายอยู่กับตอไม้ [1]ทว่าที่น่าแปลกใจคือ เผยรุ่นจือบอกว่าจะเฝ้าเอง
เย่ชิงชิงตกใจมาก“ท่านก็มีวิชาด้วยหรือเจ้าคะ?”
ภายใต้สายตาประหลาดใจของแม่ลูกคู่นี้เผยรุ่นจือพยักหน้าเล็กน้อย “พอจะรู้บ้างเล็กน้อย”
เวรเอ๊ย!ผู้มีวิชาฝีมืออยู่ใกล้ตัวนางขนาดนี้เชียวหรือ? เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวเมื่อสองปีก่อนตอนที่หมู่บ้านขุดบ่อ นางบังเอิญไปเห็นเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าหุ่นผอมบางแต่แข็งแรงเช่นนั้นย่อมต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างแน่นอนโชคดีที่นางไม่ได้โมโหจนหาเรื่องทะเลาะกับเขามิฉะนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องใส่ตัว...
“ไม่ได้เด็ดขาด!” นางซูโบกมือปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า“แค่ขอให้ท่านช่วยก็รู้สึกผิดมากแล้ว หากยังให้ท่านอยู่เฝ้าอีกพวกเราจะยอมรับได้อย่างไร!”
เขาเป็นถึงคุณชายเจ้าของห้างร้านไท่หรานไม่ว่าจะเข้าถึงง่ายเพียงใด พวกนางก็ไม่ควรกระทำเกินเลยเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?
เผยรุ่นจือถอนหายใจเบาๆ“ท่านป้าซู อย่าได้ถือเป็นเรื่องภายนอกเลยความจริงแล้วข้าก็มีเรื่องที่อยากจะขอความช่วยเหลือจากพวกท่านเช่นกัน”
คำพูดนี้ช่างแปลกประหลาดนักนางซูรู้สึกสงสัย จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ในที่สุดคุณชายเจ้าของห้างก็มีเรื่องที่ต้องพึ่งพาพวกเราจนได้บอกมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“ถึงเวลานั้นคงต้องรบกวนพวกท่านไม่น้อย แต่ตอนนี้เรื่องของพวกท่านสำคัญกว่าท่านป้าซูไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้แล้วนางซูจะกล่าวอะไรได้อีกเล่า ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่รีบจับคนร้ายพวกเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างไม่สงบสุข เวลานี้ลูกค้าก็เกือบจะถูกแย่งไปครึ่งหนึ่งแล้ว!
เผยรุ่นจือจึงเข้ามาพักอาศัยในเรือนน้อยกำแพงสีขาวได้อย่างสง่าผ่าเผยด้วยเหตุนี้ หยางหลิ่วจึงย้ายไปอยู่กับเติ้งอาหลัวที่หมู่บ้านตงอั้นส่วนเย่จื้อเฟิงก็สละห้องของตนให้แก่เขา
“ห้องพักเรียบง่ายเพียงนี้...” นางซูยังรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งเขาเป็นถึงคุณชาย จะเคยลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร
เย่ชิงชิงตบไหล่นางเบาๆพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านแม่อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ถือเสียว่าคุณชายมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในชนบทแล้วกัน”
นางซูกวาดสายตามองไปรอบๆห้องพักที่เก่าแก่ของตน แล้วกล่าวว่า “อยู่มาสองสามปีแล้วถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงเสียที...สร้างเรือนใหม่ดีหรือไม่?”
สองปีมานี้ครอบครัวพวกนางนอกจากการทำไร่ทำนาแล้วก็ไม่ได้ทำเรื่องใหญ่โตอะไร ถือว่ามีเงินเก็บพอสมควรการสร้างเรือนจึงเป็นไปได้อย่างที่พูด
เพียงแต่เย่ชิงชิงไม่เห็นด้วย“เรือนของพวกเราแม้จะเก่าแต่ก็ไม่พัง ยังอยู่ได้อีกหลายปีไม่มีปัญหาที่สำคัญกว่าคือการซื้อที่นาต่างหาก”
เรือนใหม่จะให้ความปลอดภัยได้เท่าที่นาได้อย่างไรเล่าการเป็นเจ้าของที่ดินต่างหากคือเรื่องสำคัญ
การมาถึงของเผยรุ่นจือทำให้ลานบ้านเล็กๆคึกคักเป็นพิเศษ เว่ยชิ่งขนของใช้ส่วนตัวของเขามาหนึ่งกล่อง ทำให้เย่ชิงชิงตาโตนี่แค่พักอยู่หนึ่งหรือสองวันเท่านั้น ทำไมถึงได้มีของมากมายขนาดนี้!ช่างดูยิ่งใหญ่เสียจริง...
คนงานในลานบ้านต่างก็สงสัยว่าเขาเป็นใครจินหยวนถึงกับพูดเล่นกับเย่ชิงชิงว่า “คุณหนูข้าควรจะเรียกเขาว่าท่านลูกเขยหรือไม่?”
“หุบปาก!” เย่ชิงชิงขมวดคิ้วแล้วตำหนิ “บางเรื่องไม่ควรล้อเล่นนะ ท่านลุงทุกคนไม่จำเป็นต้องให้ข้าสอนใช่หรือไม่!แล้วต่อไปก็อย่าเรียกข้าว่าคุณหนู”
จินหยวนเห็นนางทำหน้าบึ้งตึงดุคนเป็นครั้งแรกก็รู้ว่าตนพูดผิดไปแล้ว จึงได้แต่ยิ้มแล้วไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
เชิงอรรถ
[1]เฝ้ารอกระต่ายอยู่กับตอไม้ หมายถึง หวังพึ่งโชคลาภ