ฮั่วเจี้ยนจงเห็นซูเจียวเจียวหอบหิ้วสัมภาระมากมายเบียดเสียดขึ้นรถก็อดรู้สึกประหลาดใจมิได้
เมื่อมองใบหน้าของซูเจียวเจียวที่แดงก่ำเพราะรีบร้อนเดินทางเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากและจมูก ฮั่วเจี้ยนจงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นอย่างใจดีช่วยซูเจียวเจียวหิ้วของหนักๆ มาให้ ของนั้นหนักอึ้งไม่รู้ว่าบรรจุอะไรไว้บ้าง ดูเหมือนจะเป็พวกขวดโหลต่างๆ และน่าจะมีข้าวสารกับแป้งสาลีด้วย
ของหนักขนาดนี้ซูเจียวเจียวที่แขนขาเล็กบอบบางขนาดนั้น กลับหิ้วมันได้
ซูเจียวเจียวเอ่ยขอบคุณแล้วนั่งลงที่นั่งอย่างเรียบร้อย เธอไม่ได้พูดคุยกับฮั่วเจี้ยนจงอีก
เพราะว่ายังไม่สนิทกันมากนัก
ฮั่วเจี้ยนจงเองก็ไม่ได้พูดคุยกับเธอเขาหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเงียบๆ
ซูเจียวเจียวก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยพิงเก้าอี้หลับตาลงเช่นกัน
รถโดยสารเคลื่อนตัวไปโยกเยกเนื่องด้วยถนนบนูเาไม่ราบเรียบ จึงทำให้การเดินทางค่อนข้างไม่ราบรื่น
ซูเจียวเจียวเหนื่อยล้ามาทั้งวันพอขึ้นรถก็ง่วงนอนทันที ไม่นานก็หลับไป รถโดยสารโคลงเคลง หัวของเธอก็โคลงเคลงตามราวกับลูกไก่จิกข้าว...
ฮั่วเจี้ยนจงเดิมทีตั้งใจจะชมวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างแต่พอหันกลับมา ก็เห็นใบหน้าอันบริสุทธิ์ผุดผ่องแดงระเรื่อของซูเจียวเจียวเนื่องจากอากาศร้อน รอยแดงก่ำบนใบหน้ายังไม่จางหาย ขนตายาวและงอนงามเป็แพปิดสนิท
เมื่อเห็นเธอในสภาพเช่นนี้หัวใจของฮั่วเจี้ยนจงก็พลันฉายภาพใบหน้าอันสง่างามของใครคนหนึ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้เขาคิดว่าซูเจียวเจียวมีส่วนคล้ายคุณอาของเขาถึงเจ็ดส่วนแต่ตอนนี้เมื่อมองจากมุมนี้ กลับพบว่าคล้ายกันถึงเก้าส่วน
ช่างเป็วาสนาอันน่าอัศจรรย์ใจเสียจริง
แต่แล้วในชั่วพริบตาต่อมาเขาก็เห็นน้ำลายใสๆ ไหลออกมาจากปากของซูเจียวเจียว เขาชะงักไปชั่วขณะก่อนมุมปากจะกระตุก
ช่างมันเถอะอย่างเธอจะเหมือนคุณอาของเขาได้อย่างไร!
คุณอาของเขาสง่างามและสูงส่งเวลานอนไม่เคยมีน้ำลายไหลออกมาหรอก
ฮั่วเจี้ยนจงรู้สึกว่าตนเองจ้องมองเธออย่างไม่เหมาะสมนักจึงหันหน้าหนีเลิกจ้องมอง และหลับตาลงทำทีเป็นอนหลับ
...
ทางด้านเซียวหยวนิเขาตื่นนอน่เที่ยงแล้วแต่ไม่เห็นเงาของซูเจียวเจียวเมื่อมองเงาของดวงอาทิตย์นอกบ้าน เขาก็รู้ว่าเธอต้องเข้าเมืองไปแล้วเป็แน่
เขามีสีหน้าหงอยเหงาเดิมทีอยากจะไปส่งเธอขึ้นรถ แต่ไม่คิดว่าเธอจะจากไปอย่างเงียบๆ
เซียวหยวนิไปทำงานก่อนหลังจากทำงานเสร็จ เห็นว่าท้องฟ้ายังสว่างอยู่ จึงหยิบตะกร้าไม้ไผ่ สะพายเคียวแล้วเดินลึกเข้าไปในูเาหลังหมู่บ้าน
ในฤดูร้อนูเานอกจากพืชพรรณจะอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีสัตว์ป่าออกหากินไม่ขาดสายดังนั้นพื้นที่ส่วนลึกของูเาหลังหมู่บ้านจึงแทบไม่มีใครเข้ามาที่นี่มีสมุนไพรค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่สามารถทนทานการขุดของเขาที่ทำมาตลอดหลายปีได้สมุนไพรในบริเวณนี้จึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ปกติแล้วเวลาเข้าป่าจะพบสัตว์เล็กๆน้อยๆ ได้ยาก แต่วันนี้ไม่รู้เป็อะไร เพิ่งมาถึงกลางูเาเซียวหยวนิก็จับกระต่ายป่าตัวอ้วนใหญ่ได้สองตัว แถมยังเห็นสมุนไพรอีกมากมาย
ไม่ถึงสองชั่วโมงตะกร้าไม้ไผ่ก็เต็ม
เซียวหยวนิประหลาดใจในความโชคดีของตัวเองเขาลงจากเขาด้วยความยินดี พลางหิ้วกระต่ายป่าไปด้วยในใจคิดว่าคืนนี้จะได้บำรุงร่างกายให้เจียวเจียวอย่างเต็มที่แล้ว
เชิงเขาดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ
กลุ่มยุวปัญญาชนที่เพิ่งทำงานเสร็จกำลังล้างหน้าอยู่ที่ลำธารเพื่อคลายร้อน และล้างมือล้างเท้าบรรเทาความเหนื่อยล้า
เมื่อเห็นเซียวหยวนิลงจากเขาพวกเขาก็เงียบเสียงลงทันที
“เงียบก่อน ดูสิว่าใครมา” จ้าวอวี้เฟินกระตุกแขนโจวเม่ยอย่างแรง
โจวเม่ยกำลังโกรธจัดเมื่อครู่เธอเพิ่งจะนินทาซูเจียวเจียวต่อหน้าเหล่าสหายยุวชนคนอื่นๆ
เมื่อเห็นเซียวหยวนิสีหน้าของเธอก็พลันเจื่อนลง และหุบปากทันที เมื่อเห็นกระต่ายป่าที่เขาหิ้วมาด้วยความอิจฉาริษยาก็พลันผุดขึ้นมาในใจ
ให้ตายเถอะกระต่ายป่าตัวอ้วนขนาดนี้!
ด้วยความที่เซียวหยวนิเอ็นดูซูเจียวเจียวถึงเพียงนี้ท้ายที่สุดกระต่ายป่าเหล่านี้จะต้องเข้าไปอยู่ในปากของซูเจียวเจียวเป็แน่!
โจวเม่ยอิจฉาจนทนไม่ไหวเธอมิได้กินเนื้อสัตว์มานานเพียงใดแล้วแต่ซูเจียวเจียวกลับได้กินสัตว์ป่าที่อ้วนท้วนเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉาเสียจริง!
แม้เซียวหยวนิจะเป็เพียงชาวบ้านที่หยาบกระด้างแต่เขาก็เป็ชายหนุ่มที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านและเป็นายพรานที่มีชื่อเสียงที่สุด ไม่น่าแปลกใจที่ซูเจียวเจียวยอมแต่งงานกับเขา
โจวเม่ยยกมุมปากขึ้นยิ้มอย่างเย้ยหยันซูเจียวเจียวก็มีดีแค่นี้แหละ เพื่อความอิ่มหนำสำราญก็ยอมแต่งงานเสียแล้ว ฮึ!เื่นี้คนอย่างโจวเม่ยจะไม่มีทางทำตามเด็ดขาด
เธอจะต้องกลับเข้าเมืองไปแต่งงานให้ได้ถึงตอนนั้นซูเจียวเจียวก็จะถูกขังอยู่ในชนบท ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเต้าแล้วจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบกับเธอได้?!
เมื่อคิดถึงเื่นี้โจวเม่ยก็แอบสะใจในใจ
เซียวหยวนิขมวดคิ้วผู้หญิงคนนี้ยิ้มอย่างประหลาด ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
เขาไม่อยากใส่ใจกำลังจะเดินผ่านลำธารไป ทันใดนั้นก็มีเสียงเย้ยหยันดังขึ้น“ฮ่าๆๆ นี่นายยังมีเวลาขึ้นเขาไปจับกระต่ายป่าอีกหรือไม่รู้เลยหรือไงว่าซูเจียวเจียวกำลังจะหนีตามผู้ชายไปแล้ว”
เซียวหยวนิหยุดฝีเท้าสายตาเฉียบคมราวมีดกริชตวัดมอง “เธอพูดเื่อะไร!”
หากคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขาเป็ชายไม่ใช่โจวเม่ย ป่านนี้คงถูกเขาบีบคอไปแล้ว
โจวเม่ยถูกสายตาของเขาข่มขวัญจนสะดุ้งใแต่ในเมื่อคำพูดได้หลุดออกจากปากไปแล้ว เธอจึงไม่สามารถยอมแพ้ได้“ฉันไม่ได้โกหกนะ!ฉันเห็นซูเจียวเจียวกับฮั่วเจี้ยนจงขึ้นรถคันเดียวกันแถมยังนั่งข้างกันพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเสียด้วย!”
เธอไม่ได้โกหกทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันจริง ส่วนเื่ที่ว่าพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั้นแม้เธอจะมิได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ด้วยความเข้าใจที่เธอมีต่อซูเจียวเจียวเมื่อมีชายหนุ่มที่ยอดเยี่ยมอย่างฮั่วเจี้ยนจงอยู่ข้างๆเธอจะต้องไม่พลาดโอกาสที่จะเกาะเกี่ยวแน่นอน
ไหนๆฮั่วเจี้ยนจงก็ไม่ได้ให้โอกาสแก่เธอเลยโจวเม่ยจึงตัดสินใจทำลายชื่อเสียงของทั้งสองไปพร้อมกัน
สิ่งที่เธอไม่สามารถได้มาซูเจียวเจียวก็อย่าหวังว่าจะได้เช่นกัน!
เธอยังไม่ลืมหรอกว่าเมื่อสองวันก่อนซูเจียวเจียวทำให้เธอต้องอับอายอย่างไร!
ั์ตาสีดำเข้มของเซียวหยวนิสั่นไหวเล็กน้อยแม้เขาไม่อยากจะเชื่อเื่ไร้สาระของสตรีผู้นี้ แต่เมื่อนึกถึงเื่ราวต่างๆที่ซูเจียวเจียวเคยทำมาแต่ก่อน สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ เ็าลง
เขาได้ยินมาว่าฮั่วเจี้ยนจงเป็บุรุษที่โดดเด่นที่สุดในบรรดายุวปัญญาชนไม่ว่าจะเป็พื้นเพครอบครัว รูปร่างหน้าตา หรือความสามารถล้วนเหนือกว่าเซียวหยวนิอย่างเทียบไม่ติด
เจียวเจียวชอบบุรุษที่มีความรู้เช่นนี้
“ใช่เลย ฉันก็เห็นเหมือนกัน”
“เซียวหยวนิ นายช่วยใส่ใจเื่นี้สักนิดเถอะฉันบอกนายตั้งนานแล้วว่าซูเจียวเจียวไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีอะไรหรอก”
เยว่เผิงไห่และคนอื่นๆ พากันโห่ร้องด้วยความสะใจ
เมื่อเห็นผู้คนมากมายเห็นด้วยกับตัวเองรอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเม่ยก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก
คำพูดที่บาดหูรุนแรงแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทกำปั้นของเซียวหยวนิกำแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาคำรามเสียงดัง“หุบปาก! ฉันเชื่อใจเจียวเจียว! เธอ... เธอเป็ผู้หญิงที่ดี!”
เซียวหยวนิชนโจวเม่ยแล้วเดินจากไปทันที
เซียวหยวนิกลับถึงบ้านอย่างเหม่อลอยเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้อย่างไร เขานั่งอยู่ในลานบ้านในหัวเต็มไปด้วยภาพของซูเจียวเจียว
ทุกรอยยิ้มทุกท่วงท่าของเธอนั้นช่างอ่อนโยน...
ภาพความอ่อนโยนของสองคืนที่ผ่านมายังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของเซียวหยวนิเขาไม่อยากเชื่อคำพูดของโจวเม่ย
แต่ภาพลักษณ์อันสง่างามและมีภูมิฐานของฮั่วเจี้ยนจงก็ยังคงลอยวนอยู่ในใจเจียวเจียวเคยบอกว่าเธอชอบคนเมืองที่มีการศึกษา
เซียวหยวนิเดินไปที่ประตูบ้านแต่แล้วเท้าก็หดกลับมาอย่างหวาดกลัว
เขาอยากจะไปรับเจียวเจียวที่สถานีรถโดยสารแต่ก็กลัวที่จะเห็นภาพเจียวเจียวหัวเราะพูดคุยกับชายอื่น
แต่สุดท้ายเขาก็อดทนไม่ไหวย่างเท้าออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
แต่ไกลลิบๆก็เห็นรถโดยสารประจำทางคันหนึ่งกำลังแล่นโยกเยกมา
หัวใจของเซียวหยวนิพลันเต้นระรัวด้วยความกังวลเขากลัวว่าซูเจียวเจียวจะไม่อยู่บนรถหรือไม่ก็เห็นซูเจียวเจียวอยู่กับฮั่วเจี้ยนจงจริงๆ ...
รถโดยสารจอดที่ปากทางเข้าหมู่บ้านโดยไม่ได้ขับเข้าไปในหมู่บ้าน
รถโดยสารคันนี้แล่นมาจากหมู่บ้านที่อยู่ลึกที่สุดเส้นทางจะผ่านหมู่บ้านต่างๆ เหล่านี้ ก่อนจะไปถึงตัวอำเภอ
เซียวหยวนิเห็นซูเจียวเจียวกำลังงีบหลับอยู่บนที่นั่งริมหน้าต่างที่ท้ายรถ
และบนที่นั่งข้างๆเธอก็มีชายหนุ่มยุวปัญญาชนคนหนึ่งนั่งอยู่ นั่นก็คือฮั่วเจี้ยนจงนั่นเอง!