ตอนที่ 4 บทกวีที่ดี !
ในกระเป๋ามีตั๋วเงิน 100 ตำลึงเงินนี้แล้ว หลี่เฉินอันจึงนั่งเล่นอยู่ที่สวนหลังร้านอีกราวครึ่งชั่วยาม
เขาไม่คิดจะไปขายบทกวีเ่าั้อีก เพราะในความคิดของหลี่เฉินอัน ที่เขาสามารถขายได้ 100 ตำลึงเงินคงเป็เพราะคุณชายรูปงามผู้นั้นจำเป็ต้องใช้ การค้าแบบนี้สามารถพบเจอได้ แต่ไม่สามารถเรียกร้องได้ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะไปขายอีก
เขากำลังร่างแบบภาพอุปกรณ์จำเป็ที่ใช้ในการกลั่นสุรา
เพราะของเหล่านี้ต้องสั่งทำ และยังมีงานหลายงานที่ต้องใช้ช่างตีเหล็ก ช่างไม้ ช่างก่ออิฐ และช่างปั้นหม้อ
งานบางงานต้องจ้างช่างมาทำที่ร้าน อุปกรณ์บางอย่างสามารถไปซื้อที่ตลาดตะวันตกได้ และมีบางส่วนที่ต้องให้ช่างฝีมือทำมาจากร้านของพวกเขาเอง
ฉะนั้นเขาจึงไม่สามารถทำอย่างขอไปทีได้ เขายังได้เขียนระบุความ้าและข้อกำหนดเพื่อให้ช่างฝีมือทำได้อย่างถูกต้องในคราวเดียว
เขาไม่ชอบปัญหา ฉะนั้นจะดีที่สุดหากสามารถทำทุกอย่างได้เสร็จสมบูรณ์ได้คราวเดียว
หลังจากหลี่เฉินอันตรวจสอบอย่างละเอียดและมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องแล้ว เขาจึงเก็บแบบร่างเหล่านี้เข้าไปในแขนเสื้อ
ตอนนี้ เขาเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว ควรออกไปกินข้าวข้างนอกและหาซื้อของให้ครบ
เขาเดินออกไปโดยไม่ล็อคประตู เพราะในบ้านที่ทรุดโทรมหลังนี้ไม่มีสิ่งใดน่าขโมย
ขณะที่เดินไปตามถนนในตรอก เขาก็เดินคิดอะไรไปเรื่อย และก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพบรรยากาศงานชุมนุมวรรณกรรมที่ริมทะเลสาบฮั่วผิง
ไม่รู้ว่าคุณชายรูปหล่อผู้นั้นจะได้รับชัยชนะด้วยบทกวีราคา 100 ตำลึงเงินหรือไม่
เขาหัวเราะเสียงแห้ง นึกถึงภาพที่ผู้คนมากมายมาออกันอยู่ที่ทะเลสาบฮั่วผิง ดูเหมือนว่าในยามนี้คงยังแข่งขันกันไม่เสร็จ กว่าผลการแข่งขันจะออกคงเป็่เย็นไม่ก็ใกล้ค่ำ
ซึ่งเขาคาดเดาถูก เพราะยามนี้ที่ทะเลสาบฮั่วผิงยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ดังนั้น จงหลีรั่วสุ่ยจึงไม่ได้ขึ้นไปบนเรือ นางยังคงนั่งพักผ่อนอยู่กับหนิงฉู่ฉู่ภายในศาลาเยียนหยูที่ถูกล้อมด้วยม่าน
เพียงแต่ยามนี้นางไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบขนมในกล่องอาหารมากิน ดูเหมือนว่าร่างบางจะลืมสิ้นซึ่งรสอร่อยของขนมจากร้านหยุนจิ่นจี้แห่งเมืองหลวงไปเสียแล้ว เพราะยามนี้นางกำลังอ่านบทกวีตรงหน้าอย่างระมัดระวังด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ถึงขนาดลืมหายใจไปชั่วขณะ
ในแง่ความรู้ด้านวรรณกรรม จงหลีรั่วสุ่ยย่อมมีความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งกว่าหนิงฉู่ฉู่
เพราะงานของหนิงฉู่ฉู่คืองานด้านวรยุทธ์ นางย่อมหลงใหลในการฝึกฝนวรยุทธ์มากกว่า
เมื่อจื่อหยวนเล่าบทสนทนาที่นางคุยกับหลี่เฉินอันให้สตรีทั้งสองได้ฟัง นางก็นำกระดาษแผ่นนั้นที่นางใช้เงิน 100 ตำลึงเงินซื้อมาจากหลี่เฉินอันมอบให้หนิงฉู่ฉู่
แน่นอนว่าทั้งหนิงฉู่ฉู่และจงหลีรั่วสุ่ยต่างแปลกใจไม่น้อย
เพราะประการแรก บุรุษผู้นั้นไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมวรรณกรรม ซึ่งหมายความว่าเขาไม่มีใจคิดอยากเป็เขยของจวนจงหลี
ตอนแรก จงหลีรั่วสุ่ยนึกว่าบุรุษผู้นั้นคงรู้ตัวดีว่าตนเองคงยากที่จะโดดเด่นท่ามกลางบัณฑิตผู้เพียบพร้อมทั้งหลาย เขาจึงยอมแพ้ดีกว่าต้องมาทุ่มเททั้งหมด
เพราะต่อให้โคลงที่เขาต่อจะได้รับคำชื่นชมว่าเป็โคลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากท่านอาจารย์ทั้งสาม แต่นางก็แค่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวตนของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แน่นอนว่าหากเขามาได้ย่อมเป็การดีที่สุด แต่ถ้าเขาไม่มา……คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลจงหลีเช่นนางใยจะต้องกังวลว่าจะหาสามีดี ๆ ไม่ได้ ?
แน่นอนว่าเมื่อเทียบโคลงคู่ตุ้ยเหลียนและบทกวีแล้ว บทกวีย่อมยากกว่าเป็ไหน ๆ จงหลีรั่วสุ่ยจึงไม่ได้คาดหวังว่าบุรุษผู้ที่ต่อโคลงตุ้ยเหลียนได้ผู้นั้นจะเป็ผู้ที่มีความสามารถอันน่าทึ่ง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่นางคิดเลย
ยามที่นางอ่านบทกวี ราวกับนางได้เห็นบุรุษผู้นั้นผ่านถ้อยคำเหล่านี้ และในใจของนางรู้สึกเศร้าไปตามถ้อยคำในบทกวี
นางไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว
เขามีความสามารถจริง ๆ และยังเป็ผู้ที่มีความรอบรู้มากอีกด้วย !
แต่เขากลับไม่สนใจงานชุมนุมวรรณกรรมเพื่อหาสามีของนางเลย……
สิ่งนี้เป็เหมือนเข็มแทงใจดำคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีผู้ที่ถือตัวมาโดยตลอด
ประการที่สอง บทกวีนี้มีราคาแค่ 100 ตำลึงเงิน…… บทกวีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ถูกประเมินค่าด้วยเงินเพียงน้อยนิด ทำให้คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีรู้สึกเหมือนเป็การดูแคลนศิลปะของบทกวี——
ถ้อยคำวิเศษขนาดนี้ !
บทกวีดี ๆ บทนี้ยังน่าหลงใหลและกระตุ้นให้ผู้ที่ได้อ่านเกิดความคิดอีกด้วย !
จะนำมาเชื่อมโยงกับเื่เงินทองได้เยี่ยงไร ?
นี่เป็การดูิ่บทกวีอย่างมาก!
“เ้าบุรุษผู้นี้……เขาขายถูกเกินไปแล้ว ! ”
คุณหนูสามจวนจงหลีรู้สึกหดหู่ใจมาก นางโพล่งออกมาด้วยความโมโหว่า: “ด้วยระดับของถ้อยคำในบทกวีนี้ ต่อให้อยากขายก็ควรขายเป็หมื่นตำลึงทองถึงจะคู่ควร ! ”
“มันยอดเยี่ยมขนาดนั้นเชียวหรือ ? ” หนิงฉู่ฉู่ถามด้วยความแปลกใจ
จงหลีรั่วสุ่ยสูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับโทสะของตน แล้วพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น: “ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ! ”
แต่พอมาคิดดูแล้ว นางรู้สึกว่าคำนี้ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายบทกวีนี้ เลยเสริมไปอีกประโยคว่า: “แค่ท่อนสุดท้ายในบทกวีนี้ก็สามารถถูกบันทึกให้อยู่ใน 50 อันดับแรกของบทกวีชั้นยอดในตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงได้อย่างสบาย ๆ ! ”
หนิงฉู่ฉู่ตกตะลึงอย่างแท้จริง เพราะนับแต่มีการสถาปนาแคว้นหนิงมา 300 ปี ฮ่องเต้ในทุกยุคทุกสมัยต่างส่งเสริมการปกครองที่มีอารยธรรม ส่งผลให้มีผู้รู้หนังสือมากมายนับไม่ถ้วน
โดยธรรมชาติแล้วในแคว้นหนิงจึงมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากมาย บทกวีที่เขียนโดยพวกเขาได้รับการยกย่องจากบัณฑิตทั่วหล้า สำนักศึกษาไท่เสวี่ยจึงได้รวบรวมและจัดทำตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงขึ้นมา
ภายในตำราเล่มนี้ได้รวบรวมและบันทึกบทกวีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแคว้นหนิง 100 ลำดับแรกตลอด่เวลา 300 ปีนี้ ไม่ว่าจะนำบทกวีไหนออกมา ล้วนไม่มีใครเทียบได้ !
แต่ตอนนี้จงหลีรั่วสุ่ยกลับบอกว่ากวีบทนี้สามารถอยู่ใน 50 อันดับแรกของกวีชิ้นเอกแห่งแคว้นหนิงได้ นั่นหมายความว่าบุรุษผู้นั้น……มีความสามารถเหนือบัณฑิตวัยเดียวกันน่ะสิ ?
ดูเหมือนว่าบทกวีที่มีชื่อว่า ‘คณึงหาดอกเหมยอันเป็ที่รัก’ ของนักปราชญ์ฮัวหม่านถิงจะอยู่ในอันดับที่ 36 ของตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิง เช่นนี้หมายความว่าความรู้ความสามารถด้านบทกวีของบุรุษผู้นั้นเทียบเคียงกับนักปราชญ์ฮัวใช่หรือไม่ ?
ก็จริง เพราะท่อนสุดท้ายนั้นให้ความรู้สึกที่เศร้าโศก ทำให้ผู้ที่ได้อ่านรู้สึกเจ็บเจียนตายได้จริง ๆ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงบอกว่าบทกวีนี้มีมูลค่านับหมื่นตำลึงทอง !
“ทว่านี่เป็เพียงมุมมองของหม่อมฉันเพียงผู้เดียว หม่อมฉันควรฟังมุมมองของผู้อื่นเพื่อให้การตัดสินยุติธรรมมากขึ้น……หม่อมฉันจะขอให้นักปราชญ์ฮัวเรียกรวมสำนักศึกษาทั้งเจ็ดมาร่วมชื่นชมบทกวีนี้ด้วยกัน”
“แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็เยี่ยงไร ในความคิดของหม่อมฉัน กวีบทนี้นับได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในงานชุมนุมวรรณกรรมครั้งนี้แล้ว ! ”
หนิงฉู่ฉู่พยักหน้าเล็กน้อย ทว่าใบหน้าหยกของนางยังคงมีความสงสัยอยู่ “เ้าว่า……เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความเ็ปทางอารมณ์มากแค่ไหนถึงสามารถเขียนถ้อยคำที่น่าจดจำเช่นนี้ได้ ? ”
“เฮ้อ……หม่อมฉันจะไปรู้ได้เยี่ยงไร ? แต่เขาจะต้องเป็ผู้ที่มีเื่ราวความหลังมาก่อนเป็แน่ ไม่เหมือนกับเ้าเด็กอ่อนหัดเฉิงเจ๋อผู้นั้น ! ”
“คนเช่นนี้คงเคยได้ลิ้มลองความเ็ปของความรักมาแล้ว หากเอาชนะใจเขาได้จริง ๆ เขาจะต้องหวงแหนมันอย่างแน่นอน ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เื่เลวร้ายอันใด”
จงหลีรั่วสุ่ยพูดแล้วจึงหันไปถามจื่อหยวน “เขาชื่ออะไร ? ”
จื่อหยวนสะดุ้งและพูดเสียงแ่ “นี่เป็ความผิดของข้าเอง ข้าไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถเช่นนี้ จึงไม่ได้ถาม”
“แล้วเขาพักอยู่ที่ใด ? ”
“สุดทางตะวันออกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกว ที่นั่นมีต้นไทรใหญ่ สังเกตได้ง่าย”
“ไป พวกเราไปพบเขากัน ! ”
หนิงฉู่ฉู่ชะงักไปเล็กน้อย “จะรีบร้อนไปใย ? รู้ที่พักของเขาแล้ว ย่อมหาตัวเขาได้ง่ายดายไม่ใช่หรือ ? ข้าคิดว่าเ้าควรจัดการเื่ตรงนี้ก่อน……สรุปแล้วยัง้าสามีจากที่นี่อยู่หรือไม่ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยทำหูทวนลม นางหยิบขนมอีกชิ้นแล้วยัดเข้าปาก ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่าขนมของร้านหยุนจิ่งจี้ไม่มีรสชาติใดอีกแล้ว เพราะตอนนี้จิตใจของนางยังคงวนเวียนอยู่กับบทกวีนี้ แล้วค่อย ๆ ล่องลอยไปยังบุรุษผู้นั้น
“เลือกน่ะยังต้องเลือกอยู่ เพราะถึงอย่างไรหม่อมฉันจะไม่ยอมตบแต่งกับเฉิงเจ๋อผู้นั้นแน่นอน เพียงแต่ว่า……”
จงหลีรั่วสุ่ยโน้มตัวเข้าไปหาองค์หญิงสี่ แล้วถามด้วยดวงตาที่เป็ประกาย “องค์หญิงบอกหม่อมฉันได้หรือไม่ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาเยี่ยงไร ! ”
หนิงฉู่ฉู่เหลือบมองนาง ในใจคิดว่าสาวน้อยผู้นี้คงถูกล่อลวงโดยบุรุษผู้นั้นไปเสียแล้ว เพียงแค่อ่านบทกวีที่เขาแต่งก็หลงลืมบุรุษหนุ่มอีกมากมายที่อยู่ภายนอกนั้นไปเสียหมด
“หน้าตาของเขาน่ะหรือ……ไม่ถือว่ารูปงามเหมือนเทพบุตร มองแวบแรกดูไม่เหมือนผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านวรรณกรรม รูปร่างกำยำใช้ได้ นิสัยดูสุขุมมั่นคง หากเขาเป็วรยุทธ์ คงเหมาะที่จะเป็สายลับให้แก่หอลี่จิ้ง”
“พระองค์อย่าได้คิดดึงตัวเขาเข้าหอลี่จิ้งเชียว” จงหลีรั่วสุ่ยหลือบมองหนิงฉู่ฉู่ “หอลี่จิ้งของพระองค์มีแต่สตรี เขาเป็บุรุษไม่เหมาะสมที่จะเข้าร่วมกับพวกท่าน อีกอย่าง ใครบอกว่าผู้มีความรอบรู้ต้องมีรูปร่างหน้าตาสุภาพนุ่มนวล ? พระองค์ไม่เห็นนักปราชญ์โจวหรือ ? ”
“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์น่าจะให้คนของหอลี่จิ้งไปตรวจสอบดู หรือไม่ก็ให้คนในจวนของหม่อมฉันไปตรวจสอบดูเสียหน่อย ตราบใดที่พื้นเพของครอบครัวเขาใสสะอาด ย่อมไม่มีสิ่งใดน่ากังวล”
ใบหน้ารูปไข่ของจงหลีรั่วสุ่ยเปลี่ยนเป็สีแดงเืขึ้นเล็กน้อย นางหยิบขนมขึ้นมาอีกชิ้นแล้วยิ้มหวานออกมา “ต่อให้เขาจนก็ไม่เป็ไร เพราะหม่อมฉันมีเงินทองมากมาย ! ”
“ต่อให้บ้านของเขาเรียบง่าย ไม่สะดวกสบาย แต่หม่อมฉันก็จะเป็คนควักเงินซื้อจวนหลังใหญ่เอง ! ”
“ไม่เป็ไรถ้าเขาจะถือกำเนิดในชาติตระกูลที่ต่ำต้อย เพราะถึงอย่างไรหม่อมฉันก็มาจากตระกูลผู้สูงศักดิ์ ! ”
นางกลอกตาครุ่นคิด แล้วกล่าวต่ออีกว่า “คาดว่าเขาคงไม่มีชื่อเสียงอะไรเช่นกัน แต่ก็ช่างปะไร เพราะหม่อมฉันไม่ได้มองที่ชื่อเสียงพวกนั้น”
หนิงฉู่ฉู่ตกตะลึงอย่างแท้จริง
“แล้วเ้าชอบสิ่งใดในตัวเขากันเล่า ? ”
“ด้วยหากมิสมถะก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบก็จะมิอาจตรองการณ์ไกล……พระองค์ยังจำเสนาบดีชางผู้นั้นที่อยู่ในรัชศกต้าเต๋อได้หรือไม่ ? ”
หนิงฉู่ฉู่ได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
ต้าเต๋อเป็พระนามของฮ่องเต้รัชสมัยที่ 6 ของแคว้นหนิง ซึ่งผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว
เสนาบดีชาง ผู้ถูกจารึกชื่ออันน่าจดจำในประวัติศาสตร์ เขาเกิดในตระกูลสามัญธรรมดา แต่เดิมเคยเป็ชาวนาอยู่ที่ชางผิง
ในยามนั้น องค์หญิงอวี้ฮัวกำลังเดินทางท่องเที่ยวไปในใต้หล้า ระหว่างทางผ่านชางผิง องค์หญิงได้หยุดพักและบังเอิญพบกับชางปู้ชี่ที่เดินอยู่ท่ามกลางทุ่งนาพอดี
ว่ากันว่าบุรุษหนุ่มชางปู้ชี่ ถือจอบและท่องบทกวีถึงพระอาทิตย์ตกดินในวันนั้น และกวีบทนั้นมีชื่อว่า ‘ความสงบสุขยามตะวันลับขอบฟ้า’ บทกวีของเขาติดอันดับที่ 22 ในตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิง
องค์หญิงอวี้ฮัวตกตะลึงกับความไพเราะของบทกวี นางจึงตัดสินใจอยู่ต่อประดุจหงส์วอนหารัก
ชางปู้ชี่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็ที่รู้จัก และยากจนมาก แต่องค์หญิงอวี้ฮัวกลับใช้สายตาที่ชาญฉลาดเลือกชางปู้ชี่ สาเหตุแรกที่องค์หญิงเลือกเขาเป็เพราะบทกวี สาเหตุที่สองนั้นเป็เพราะคำพูดอันโด่งดังของเขา
‘ด้วยหากมิสมถะก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบก็จะมิอาจตรองการณ์ไกล ! ’
ยามนี้ จงหลีรั่วสุ่ยได้เปรียบบุรุษผู้นั้นกับชางปู้ชี่แล้ว……
“จวบจนบัดนี้ แคว้นหนิงมีเสนาบดีที่มาจากสามัญชนเพียงแค่ผู้เดียวเท่านั้น ! นอกจากนี้……”
หนิงฉู่ฉู่โน้มตัวเข้ามาเช่นกัน นางยกยิ้มเ้าเล่ห์แล้วกระซิบว่า “เ้าดูสิ ข้าก็เป็องค์หญิงเหมือนกันนะ ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง
นางมองค้อนหนิงฉู่ฉู่ “แต่องค์หญิงอวี้ฮัวรอบรู้ด้านบทกวี ทั้งสองจึงเปรียบเสมือนฉินเส้อสอดประสาน รักใคร่กลมเกลียวกันราวกับเครื่องดนตรีที่บรรเลงเข้ากัน แต่พระองค์……”
นางเลิกคิ้วขึ้น แล้วพูดกับหนิงฉู่ฉู่โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายมีสถานะเป็ถึงองค์หญิง “พระองค์ถนัดถือดาบมากกว่า และเขาผู้นั้นคงไม่สามารถไปท่องยุทธภพกับพระองค์ได้ ดังนั้นหม่อมฉันจึงเหมาะสมกับเขามากกว่า”
หนิงฉู่ฉู่หัวเราะออกมาในทันที
“ข้าแค่หยอกเ้าเล่นเท่านั้น นี่เ้าคิดว่าตนเองหาคนแบบชางปู้ชี่เจอเข้าแล้วจริง ๆ น่ะหรือ ? ”
“คิก ๆ มันก็ไม่แน่เสมอไปนะเพคะ”
“แต่ชางปู้ชี่ไม่เพียงแต่เป็เลิศทางวรรณกรรมเท่านั้น เขายังรอบรู้หลายสิ่งหลายอย่าง ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้น……”
จู่ ๆ จื่อหยวนก็นึกคำพูดสุดท้ายที่หลี่เฉินอันบอกนางได้ทันที นางจึงรีบกระซิบบอกว่า:
“องค์หญิง ก่อนที่หม่อมฉันจะกลับมา เขาได้เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วย เขาบอกว่า……จะเชิญองค์หญิงไปเรือนเล็กของเขา เขาจะเชิญองค์หญิงดื่มสุราที่เขาทำเอง ฟังจากคำพูดของเขา คล้ายกับว่าเขาบ่มสุราเป็”
“สุรา ? ”
“เพคะ เขาพูดมาเช่นนี้ ยังมีอีกเพคะองค์หญิง ในมือของเขายังมีบทกวีแบบนี้อีกมากมายเลยเพคะ”
หนิงฉู่ฉู่และจงหลีรั่วสุ่ยตกตะลึง พวกนางถามเป็เสียงเดียวกันว่า “จริงหรือ ? ”
จื่อหยวนกลืนน้ำลาย นางไม่เคยคิดเลยว่าบทกวีสุ่ม ๆ ของบุรุษนิรนามผู้นั้นจะมีมูลค่านับหมื่นตำลึงทอง
ถ้ารู้เช่นนี้แต่แรก นางคงขอซื้อมาทั้งหมดนั้นแล้ว !
“เพราะตอนนั้นในมือของเขายังมีม้วนกระดาษอีกเป็ปึก หม่อมฉันคิดว่าน่าจะเป็เื่จริง”
“จริงสิ อวี้เหิงต้องรู้เป็แน่”
“ไปเรียกอวี้เหิงกลับมา……นอกจากนี้ไปบอกไคหยางให้สืบภูมิหลังของเขามาด้วย ข้าขอแบบเร่งด่วนเลยนะ ! ”