บทที่ 32 พี่จะเลี้ยงเธอเอง
หลิวเยว่ได้ยินเสียงด่าของจางซู่ฉิน ทัพพีในมือก็กระแทกลงบนเตา อย่าว่าแต่หลิวเยว่เลย แม้แต่เสิ่นทิงหงกับเสิ่นต้าเฉียงก็ถูกทำให้ตกใจไปด้วย
โดยเฉพาะเสิ่นต้าเฉียง เขารู้จักนิสัยของภรรยาตัวเองดีที่สุด แม้เขาจะรักทุกอย่างในตัวภรรยา แต่เขาก็กลัวว่าเธอจะโกรธจนฆ่าคนขึ้นมาจริง ๆ
จางซู่ฉินเดิมทีก็เป็นพวกเก่งแต่ปาก พอเห็นหลิวเยว่โกรธ เธอยังไม่ทันได้เริ่มด่ากลับก็พาตัวเองเข้าไปหลบในห้องครัว ไม่กล้าส่งเสียงออกมาสักแอะ
แต่คนอย่างหลิวเยว่จะปล่อยให้คนมาด่าตัวเองเฉย ๆ ได้เรอะ?
ฝันไปเถอะ!
“จางซู่ฉิน ประชดประชันเก่งเสียเหลือเกิน เก่งนักก็โผล่หัวออกมา ดูสิ ว่าฉันจะจัดการกับแกยังไง!”
จางซู่ฉินไหนเลยจะกล้าส่งเสียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองอย่าได้ไปถือสาพวกดุร้ายราวกับแม่เสือเลย รั้งแต่จะทำให้ตนเองลำบากเปล่า ๆ
เสิ่นปี้เหลียนจุดไฟอยู่ข้าง ๆ พอเห็นเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกว่าแม่ตัวเองทำตัวขายขี้หน้าชะมัด
เหมือนคราวที่ลุง ๆ ของเสิ่นทิงหงบุกมาตอนนั้น ถ้าแม่ของเธอรู้จักทำตัวดุดันขึ้นสักหน่อย เธอก็จะไม่ถูกพวกหญิงร้ายกาจจากบ้านหลิวทุบตีจนเละตุ้มเป๊ะ และพวกนั้นคงทำได้แต่สร้างความวุ่นวายเท่านั้น
พอคิดว่าลูกสาวเพิ่งได้กลับบ้านมาวันนี้ หลิวเยว่ก็ไม่คิดอยากไปมีเรื่องทุบตีกับคนอื่น
“หึ วันนี้ฉันอารมณ์ดี จะไม่เอาเรื่องกับคนอย่างพวกแกแล้วกัน แต่ถ้าคราวหน้ายังมารังควานฉันอีก ฉันจะกล้อนผมที่มีเหลืออยู่ไม่มากของแกออกให้หมด ไม่เชื่อก็ลองดู!”
พูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อ
เสิ่นต้าเฉียงและเสิ่นทิงหงมองหน้ากัน พวกเขาลอบยิ้มให้กันโดยไม่พูดอะไร
หลิวเยว่ย่อมเห็นการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ของลูกสาวและสามี มันทำให้เธอทั้งฉุนและขำ
“ฉันไม่ได้ว่าพวกเธอสักหน่อย ทำไม?! กลัวว่าฉันจะกินพวกเธอลงไปด้วยหรือไง”
เสิ่นทิงหงแลบลิ้นปลิ้นตา ส่วนเสิ่นต้าเฉียงได้แต่ลูบจมูกตัวเองไปมาอย่างคนสำนึกผิด
ไม่นานเสิ่นทิงอู่ที่ออกไปทำงาน และแม่เฒ่าเสิ่นกับพ่อเฒ่าเสิ่นก็กลับบ้านมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
เพียงมองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าผิวคล้ำขึ้นกว่าตอนเสิ่นทิงหงไปโรงเรียนไม่น้อย อย่างไรแดดในฤดูร้อนช่วงนี้ก็แรงมาก
เสิ่นทิงอู่รีบวิ่งเข้ามาทันทีที่เห็นเสิ่นทิงหง ไม่ทันสังเกตแม้แต่เนื้อที่อยู่ในกระทะ
“น้องเล็ก น้องเล็ก มาให้พี่รองกอดหน่อยมา~”
เสียงที่เหมือนกำลังพูดปลอบเด็กเล็กแบบนี้ เสิ่นทิงหงไม่ว่าอะไร แต่ก็อดที่จะยกมุมปากขึ้นไม่ได้ แล้วพูดทักกลับไปว่า “พี่รอง”
ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังอยู่ ส่วนมากหล่อนจะเรียกเสิ่นทิงอู่ด้วยชื่อเต็ม ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่เสิ่นทิงอู่ไม่ได้ยินคนเรียกตนเองเสียงหวานว่า ‘พี่รอง’ มันทำให้เขาตื่นเต้นจนต้องถูมือไปมา
หลิวเยว่ใช้ทัพพีตีลงบนกระทะ การกระทำนี้แอบทำให้เสิ่นต้าเฉียงตกใจอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะว่ากระทะนั้นแพงมากต่างหาก!
“ระวังหน่อยสิ ถ้าทำกระทะคว่ำขึ้นมา คืนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวเย็นกันแล้ว”
ก่อนหน้านี้ครอบครัวเสิ่นมีหม้อแค่ใบเดียว แต่หลังจากแยกบ้าน บ้านสามไม่คิดจะเก็บไว้จึงยกให้บ้านใหญ่และบ้านรองใช้ไป สองบ้านนั้นหาตั๋วอุตสาหกรรมไม่ได้ ทั้งยังไม่อยากเสียเงิน ทุกวันนี้ยังผลัดกันใช้หม้อใบนั้นอยู่ วันนี้นายทำก่อน พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนเป็นฉันทำก่อนบ้าง
หลิวเยว่ไม่อยากจะไปเสวนากับพวกนั้นอีก จึงคิดหาทางจนได้ตั๋วอุตสาหกรรมมาสองใบ ถึงสามารถซื้อกระทะมาได้หนึ่งใบ
แน่นอนว่าย่อมเสียเงินไปไม่น้อยเช่นกัน เป็นธรรมดาที่คนชนบทมักขาดแคลนเงินและตั๋วแลกซื้อ ส่วนคนเมืองก็ขาดแคลนวัตถุดิบอาหาร เพราะทรัพยากรมีจำกัด ต่อให้มีทั้งเงินและตั๋วก็ไม่แน่ว่าจะหาวัตถุดิบอาหารได้ ดังนั้นจึงมีคนยินดีที่จะแลก
ยิ่งกว่านั้นของที่ต้องใช้ตั๋วอุตกรรมแลกซื้อมาล้วนมีราคาแพง ของที่ถูกที่สุดคือกระติกน้ำร้อน ถึงแม้ได้ตั๋วอุตสาหกรรมมาก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมนำออกมาใช้ซื้อของ แต่ถ้าวางทิ้งไว้เฉย ๆ ก็จะหมดอายุเสียก่อน
หลิวเยว่เป็นคนใจเด็ด ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ตั๋วอุตสาหกรรมมา แล้วยังต้องใช้เงินออกไปก้อนหนึ่ง เสิ่นต้าเฉียงจึงกลัวว่าภรรยาตัวเองจะทำให้กระทะล้ำค่าใบนี้พังไปโดยไม่ตั้งใจ
“เจ้าสาม วันนี้ฉันกับพ่อของแกจะทำกับข้าวกินกันเองแล้วกัน” แม่เฒ่าเสิ่นพูด
พ่อเฒ่าเสิ่นไม่ได้พูดอะไร สื่อให้เห็นว่าเขาไม่คัดค้าน
หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงมองหน้าพวกเขา แล้วพูดขึ้นว่า
“พ่อแม่คะ พวกคุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ปล่อยให้พวกคุณไปทำกันเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้กิน มากินกับพวกเราเถอะค่ะ อย่าคิดมากเลยนะ”
น้ำเสียงของหลิวเยว่หนักแน่น พ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำยังไงดี
“ปู่ย่าคะ มากินข้าวกันที่นี่เถอะค่ะ” เสิ่นทิงหงพูดขึ้นบ้าง
ในที่สุดสองผู้เฒ่าก็อยู่กินข้าวด้วยกันกับบ้านสาม ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจก็รู็สึกมีความสุขมาก ความสุขเหล่านี้ล้วนแสดงออกชัดบนใบหน้า
หลังจากนั้นเสิ่นทิงเหวินก็กลับมาถึง เพราะเขาเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาล หลาย ๆ ครั้งจึงต้องรอจนเด็กทุกคนกลับบ้านกันไปหมดแล้วถึงกลับบ้านได้ เขาจึงได้กลับบ้านเย็นกว่าคนทำงานคนอื่น ๆ
“น้องเล็ก พ่อแม่ ปู่ย่า!” พอเห็นเสิ่นทิงหงเขาก็ดีใจจนตัวแทบลอย
จากลำดับการทักทายก็สามารถบอกได้ถึงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวในใจเสิ่นทิงเหวิน เสิ่นทิงอู่ถูกละเอาไว้อย่างนั้น
เสิ่นทิงอู่ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะหลายปีมานี้รู้สึกชินเสียแล้ว
แต่ว่าเขายังคงทักทายกลับไป
“พี่ใหญ่ น้องชายนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ทำไมพี่ถึงมองไม่เห็นล่ะ”
เสิ่นทิงเหวินไม่แม้แต่จะแยแสน้องชาย เอาแต่สำรวจเสิ่นทิงหง เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ผอมลงค่อยรู้สึกวางใจ
ตอนแรกเสิ่นทิงหงยังไม่ค่อยชิน แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ เริ่มคุ้นชินไปเอง กลับบ้านครั้งนี้ทุกคนต้องจับเธอหมุนไปมาดูสักรอบสองรอบ
ทุกคนเพิ่งได้รู้ตอนกินข้าวว่าเสิ่นทิงหงยอมอดออมเพื่อซื้อเนื้อและข้าวกลับมาในวันนี้ พี่ชายเธอทั้งสองคน ทั้งเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ย่อมเดินไปทางพ่อแม่เพื่อแสดงความเสียใจที่ตัวเองมีต่อเสิ่นทิงหง
เสิ่นทิงเหวินพูดขึ้น
“น้องเล็ก ต้องนี้เรียนจบแล้ว เธอก็อยู่บ้านเฉย ๆ ให้พี่เลี้ยงเถอะ พี่จะซื้อเนื้อให้กิน”
เสิ่นทิงอู่พูดขึ้นบ้าง
“ใช่ ๆๆ งานของน้องมอบให้พี่สองคนทำเถอะ แม้ว่าพี่รองคนนี้จะไม่ได้เก่ง แต่ก็มีพละกำลังเหลือเฟือ ต่อไปนี้พี่รองจะทำงานให้มากขึ้น ให้เธอมีข้าวขาวกินทุกวัน”
เสิ่นทิงหงหัวเราะลั่น ถึงแม้เธอจะมาจากโลกอนาคตและยังมีของมากมายในห้วงมิติ เสิ่นทิงหงจึงไม่คิดว่าข้าวขาวและเนื้อมีความพิเศษอะไร ถ้าเธอต้องการ ก็มีให้กินทุกวัน แต่เธอรู้ดีว่า สำหรับเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะหาให้เธอได้
หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงพอใจท่าทีที่แสดงออกของลูกชายทั้งสองคนมาก ลูกสาวเรียนจบมาครั้งนี้ พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอต้องออกไปแบ่งพื้นที่เกษตรทำงาน