เดือน10 วันที่ 1 ไท่โจวปีที่ 50
หลายวันที่ผ่านมาหมู่บ้านหนิวเจียเริ่มมีฝนฤดูใบไม้ร่วงโปรยปรายเป็นระยะนับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง เพราะชาวบ้านล้วนเก็บเกี่ยวข้าว ตากข้าวและเก็บเข้ายุ้งฉางเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ไม่อย่างนั้นเกรงว่าความพยายามทั้งปีของพวกเขาคงสูญเสียไปกับฝนแล้ว
แม้ว่าฝนจะไม่ได้ตกหนักมากนักแต่เพราะเมืองฉางเป็นเขตภูเขามีป่าไม้หนาทึบอากาศในป่าเขาย่อมหนาวเย็นกว่าปกติ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแดนเหนือที่มีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วทำให้ยิ่งหนาวเย็นมากยิ่งขึ้น
ร่างกายของจ้าวห่าวหลินเดิมทีก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้วหลังจากผ่านการเคี่ยวกรำตีเหล็กไม่เว้นว่างติดต่อกันหลายวันและโดนอากาศหนาวเย็นทำให้ในที่สุดร่างกายก็ไม่อาจทานทนได้
เมื่อคืนชายหนุ่มมีอาการพิษกำเริบหลี่เจี่ยหลิงจึงต้องจุดเตียงเตาเพื่อให้ความอบอุ่นและคอยเช็ดตัว ฝังเข็มและรมควันไม่ห่างเพื่อระบายไอร้อนจากพิษให้กับเขา
ดวงตากลมโตของหญิงสาวทอดมองชายหนุ่มที่นอนครางแผ่วเบาบนเตียงเตาเพียงมองก็รู้ว่าเขาต้องทนทรมานเพียงใด
อี้โยวเดินเข้ามาจากด้านนอกทอดสายตามองน้องชายบนเตียงเตานิ่งขรึม มือของเขากำแน่นแทบอยากเป็นคนที่เจ็บปวดแทนเสียเอง
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้หันไปมองเขาเพียงเอ่ยขึ้นลอยๆ “เรื่องสมุนไพรไปถึงไหนแล้ว?”
“ขาดเพียงหญ้าเหล่ากู่”อี้โยวเอ่ยอย่างหนักใจ เขาใช้ทุกเส้นทางแล้วเพื่อตามหาหญ้าชนิดนี้ทางหลี่เจี่ยหลิงเองก็ไม่ได้ยอมแพ้ใช้ทุกช่องทางตามหาเช่นกันแต่พวกเขาตามหาขนาดนี้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวแม้แต่น้อย
มันช่างน่าเจ็บใจนัก...
ราวกับชัยชนะอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือแต่กลับมีกำแพงมาขวางกั้น
หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้แปลกใจนักกับข่าวนี้นางตามหามานานขนาดนี้ แม้แต่สำนักไห่ตงชิงที่เชี่ยวชาญด้านการตามหาข่าวและหุบเขาสมุนไพรที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรยังไม่อาจตามหาสมุนไพรชนิดนี้ได้นางย่อมไม่ได้คาดหวังกับอี้โยวมากนัก
ไม่ใช่เพียงหญ้าเหล่ากู่ที่น่ากังวลแม้แต่ข่าวดอกเกล็ดหิมะที่นางส่งหอไห่ตงชิงไปเปิดทางค้นหาก่อน ก็ยังไม่มีข่าวคราวตอบกลับมาเช่นกัน
ราวกับชายหนุ่มบนเตียงเตาจะรับรู้สึกถึงความกังวลของทั้งสอง
เขาลืมตาสะลึมสะลือมองทั้งสองคนใบหน้าซีดเซียวทอดมองหญิงสาวข้างเตียงอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม “ไม่ต้องห่วง สวรรค์ทดสอบผู้คนย่อมมีคำตอบซ่อนอยู่แน่นอนหากพยายามมากพอย่อมเห็นหนทาง”
เสียงอ่อนล้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแหบพร่าของชายหนุ่มไม่ได้ช่วยให้ทั้งสองสบายใจได้แม้แต่น้อยตรงกันข้าม พวกเขายิ่งรู้สึกปวดร้าวและสงสารเขามากขึ้น
“หรือว่าพวกเรากลับไปหาท่านเจ้าสำนักดี” อี้โยวไม่อาจทนมองจ้าวห่าวหลินตรง ๆ ได้
อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มคนนี้เขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเลี้ยงดูและเฝ้าปกป้องมานานกว่าสิบปีย่อมมีความผูกพันธ์ที่ฝังลึกดังพี่น้องร่วมสายเลือด การทนมองน้องชายเจ็บปวดโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้นี่คือความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน
บางทีการกลับไปที่สำนักเต๋าอาจจะช่วยยื้อเวลาของจ้าวห่าวหลินได้อย่างน้อยก็อีกหกเดือนก็เป็นได้
“ไม่ได้! เส้นลมปราณของเขาถูกสะกัดจุดเส้นลมปราณมานานเส้นลมปราณได้รับการทนฝืนต่อสู้กับพิษมานานพอแล้ว ไม่อาจทนต่อสู้ได้นานไปมากกว่านี้สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือต้องกำจัดพิษให้เร็วที่สุดก่อนที่เส้นลมปราณของเขาจะเสียหายไม่อย่างงั้นหากเส้นลมปราณสะบั้นต่อให้มีอาจารย์ของข้าอยู่ที่นี่ ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของเขาได้เด็ดขาด”
“เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยทำอะไรสักอย่างเพื่อคลายความเจ็บปวดให้ห่าวหลินไม่ได้หรือไง?”ด้วยความร้อนใจอี้โยวลืมตัวตะคอกใส่หลี่เจี่ยหลิง
หลี่เจี่ยหลิงหันขวับไปมองเขาอย่างเย็นชา“ข้าเองก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แทนที่เจ้าจะมายืนบ่นอยู่ที่นี่ สู้ไปหาทางตามหาสมุนไพรอีกสองตัวไม่ดีกว่า”
“พี่!”
เสียงแหบพร่าเตือนสติของอี้โยวตั้งแต่เด็กจนโต ห่าวหลินเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอย่างมากน้อยครั้งนักที่เขาจะเรียกตนว่าพี่ อี้โยวจึงรู้สึกตัวแล้วว่าตนทำเกินกว่าเหตุไป
“น้องสะใภ้ข้าร้อนใจเกินไป ขอโทษเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรข้าเข้าใจ” ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่นางต้องรับมือกับญาติคนไข้เช่นนี้นางสงบลงเช่นกัน “เป็นธรรมดาที่เจ้าจะร้อนใจ แต่จำไว้ว่าความใจร้อนวู่วามไม่อาจช่วยอะไรได้”
“ลำบากเจ้าแล้วข้าจะออกไปตามหาสมุนไพร” เขามองไปยังจ้าวห่าวหลินที่นอนอ่อนแรงบนเตียงเตา “ฝากเจ้าด้วย”
อี้โยวออกไปไม่นานชุนเชียงก็เดินเข้ามาเพื่อเตรียมน้ำสมุนไพรสำหรับอาบระบายพิษของชายหนุ่มเมื่ออ่างน้ำถูกเตรียมเรียบร้อยแล้ว หลี่เจี่ยหลิงก็ช่วยเขาเปลื้องผ้าแล้วพยุงไปแช่ในน้ำสมุนไพรและช่วยอาบน้ำให้เขา
“น้ำร้อนเกินไปหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าการมีคนคอยเอาใจใส่เช่นนี้ช่างดีนักเขาแย้มยิ้มแผ่วเบา “ดีพอแล้ว”
นางลูบใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่ม“เจ้าแช่อยู่ในอ่างหนึ่งชั่วยามก่อน ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้หลินดูแลพี่ใหญ่เจ้าก่อน”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเข้าใจตอนนี้พี่ใหญ่ของเขากำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูกล้ามเนื้อเส้นเอ็นหากไม่ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสที่เส้นเอ็นจะไม่อาจขยับได้อีกดังนั้นช่วงนี้หลี่เจี่ยหลิงจึงต้องคอยช่วยหลินซื่อทำกายภาพบำบัดให้เฉินเหลียงทุกเช้า
หลี่เจี่ยหลิงจูบหน้าผากของชายหนุ่มแผ่วเบาก่อนจะเดินออกจากห้อง
ทันทีที่มาถึงเรือนของเฉินเหลียงก็เห็นหลินซื่อพยุงเฉินเหลียงออกมาที่ลานหน้าบ้านแล้ว
“เจ้าไม่เห็นต้องลำบากมาทุกวันเลย”หลินซื่อเอ่ยอย่างหนักใจ นางรู้ว่าช่วงนี้อากาศหนาวเย็นจ้าวห่าวหลินสามีของท่านหมอป่วยไข้ ทำให้ท่านหมอต้องคอยดูแลไม่ห่างแต่ถึงอย่างนั้นทุกเช้านางก็ยังเฉียดเวลาน้อยนิดมาช่วยทำกายภาพบำบัดให้สามีนางทำให้นางรู้สึกทั้งซาบซึ้งและหนักใจ
“อาการเสี่ยวหลินเป็นเช่นไรบ้าง”เฉินเหลียงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะนึกอะไรได้ “เอากระต่ายไปบำรุงสักตัวดีหรือไม่?”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มขอบคุณทั้งสอง“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เขาร่างกายอ่อนแอ พอโดนลมหนาวก็ลมป่วย พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก”
หลินซื่อกับเฉินเหลียงมองหน้ากันแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกคนเขาไม่อยากพูดจะรบเร้าไปก็คงไม่ใคร่ดีนัก
หลี่เจี่ยหลิงช่วยหลินซื่อทำกายภาพบำบัดและสอนวิธีการนวดเส้นและข้อควรระวัง อาหารที่ช่วยกินบำรุงในช่วงนี้
เดิมทีเฉินเหลียงเป็นนายพรานหนุ่มที่มีความสามารถสูงอยู่แล้วร่างกายของเขาย่อมแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ยามป่วยไข้จึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วตามที่นางคาดการณ์อีกสักเดือน เฉินเหลียงก็สามารถเดินเหินได้สะดวก อีกเดือนต่อมาก็คงพอจะวิ่งกระโดดได้พอถึงสิ้นปีก็คงจะหายเป็นปกติ สามารถออกล่าสัตว์บนภูเขาได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว
นางทิ้งยานวดคลายเส้นและเทียบยารักษาและบำรุงร่างกายให้หลินซื่ออีกหลายชุด
“ข้าไม่รู้จะขอบคุณพวกเจ้าสองสามีภรรยาอย่างไรดี”หลินซื่อพูดไม่เก่ง เฉินเหลียงก็ยิ่งแล้วใหญ่พวกนางจึงได้แต่มองหลี่เจี่ยหลิงอย่างขอบคุณ
“พวกท่านทำเหมือนคนอื่นคนไกลอีกแล้วยามมีอะไรท่านก็นึกถึงข้ากับห่าวหลินเสมอ ยามต้องการความช่วยเหลือ ท่านก็ยื่นมือเข้าช่วยยามนี้พวกท่านไม่คิดจะให้พวกข้าตอบแทนเลยอย่างนั้นหรือ?”
หลินซื่อมองหลี่เจี่ยหลิงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี“หากพวกเจ้ามีสิ่งใดที่พวกข้าพอช่วยได้ก็บอกเล่า ข้ายินดี”
“เจ้าค่ะหากมีอะไร ข้าก็ไม่คิดเกรงใจเช่นกัน”
ทั้งสามคนหัวเราะก่อนหลี่เจี่ยหลิงจะขอตัวกลับเรือน
หลังจากแช่น้ำสมุนไพรและฝังเข็มแล้วหลี่เจี่ยหลิงก็ให้เขาดื่มยาลดไข้อีกถ้วยก่อนจะปล่อยให้ชายหนุ่มนอนพักผ่อน
“พี่สะใภ้”
เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากทางหน้าบ้านตอนนี้ชุนเชียงอยู่ที่ลานด้านหลังกำลังจัดการสวนหลังบ้าน นางจึงออกไปดูด้วยตนเองมองเห็นเจ้าลูกสมุนสี่ตัวกำลังยืนหน้าสลอนกันอยู่ที่รั้วบ้าน
“เข้ามาสิพวกเจ้าจะยืนขวางหน้าบ้านข้าทำสิ่งใด”
“แฮะๆ” เฉินเช่อเกาหลังคอ เขาจะกล้าพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากลัวหญิงสาวตรงหน้าจนไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้ามาในบ้านน่ะ
พวกเฉินเจิ้งอู๋ช่วยกันเข็นรถเข็นเข้ามาจอดที่ลานหน้าบ้านหลี่เจี่ยหลิงเดินเข้าไปดูก็เห็นเป็นเครื่องมือแปลก ๆ วางอยู่บนนั้นเต็มไปหมด
พวกเฉินเช่อเห็นท่าทางของหลี่เจี่ยหลิงก็วางมาดยืดตัวอย่างภูมิใจในตัวเอง“พี่สะใภ้ นี่คือเครื่องเรียงพิมพ์ที่พี่ใหญ่คิดค้นและให้พวกข้ากับตาเฒ่าหวางทำขึ้นมาขอรับ”
เฉินเวยมองไปรอบด้าน“พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ละขอรับ”
หลี่เจี่ยหลิงกวาดตามองเครื่องมือตรงหน้าอย่างสนใจเล็กน้อยนางเคยเห็นแล้วตอนที่เจ้าพวกนี้ช่วยกันพิมพ์ตำราส่งร้านตำราคราวก่อนจึงไม่ได้สนใจมากนัก
“พี่ใหญ่เจ้าไม่สบายนอนอยู่ในห้องพวกเจ้าอย่าได้เสียงดังนักเล่า”
ทั้งสี่คนมองหน้ากันอย่างร้อนใจ“พี่ใหญ่ไม่สบายหรือขอรับ เหตุใดท่านไม่ตามพวกเรามาเล่า”
หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาใส่“ตกลงพวกเจ้าเป็นหมอหรือข้าเป็นหมอกัน เหตุใดข้าจะต้องไปตามเจ้ามาช่วยดูสามีข้าด้วย”
“เออ...ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” เฉินเช่อเกาหัวตัวเอง เขามองไปมาเลิกลั่กครุ่นคิด “ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่สบายเช่นนั้นพวกเราช่วยกันขนเครื่องเรียงพิมพ์เข้าไปในเรือนกันก่อนเถอะขืนวางไว้ตรงนี้แล้วฝนตกจะแย่ได้”
พวกเฉินเช่อช่วยกันขนเครื่องเรียงพิมพ์เสร็จแล้วก็ไม่วายแอบเข้าไปชะเง้อคอมองพี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างกังวลเล็กน้อยก่อนจะออกจากบ้านไปและยังฝากบอกอีกว่าเมื่อไรที่ต้องการขนเครื่องมือไปส่งร้านตำราก็ให้ส่งคนไปเรียกพวกมันได้เลย
หลี่เจี่ยหลิงออกมาส่งพวกเขาด้วยตัวเอง
“ความจริงเจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเลย”ชุนเชียงเอ่ยตามหลังพวกเขา
“ล้วนเป็นความดีความชอบของท่านเขยเจ้าข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะมีความสามารถเพียงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าพวกนี้กลับตัวกลับใจได้ แต่ยังทำให้พวกเขาเคารพและห่วงใยเขาได้อย่างใจจริงได้อีกด้วยไม่เลวเลยใช่ไหม?”
“เจ้าเป็นโรคเห่อสามีอีกแล้ว”ชุนเชียงเอ่ยหยอกเย้า
หลี่เจี่ยหลิงเชิดหน้ามองเหยียดชุนเชียง“อย่างน้อยข้าก็มีสามีให้เห่อ”
ชุนเชียงกลอกตามองบนไม่คิดจะตอบโต้กลับ“ข้าจัดการสมุนไพรในห้องสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว และเก็บของบางอย่างแล้ว เจ้าเก็บเข้าแหวนมิติได้ทุกเมื่อ”
ตอนนี้เหลือเพียงหญ้าเหล่ากู่เป็นสมุนไพรสุดท้ายก่อนจะเดินทางไปเทือกเขาลั่วซานการไปครั้งนี้พวกนางคงไม่ได้กลับมายังหมู่บ้านหนิวเจียอีกครั้งหลี่เจี่ยหลิงจึงได้สั่งการให้ชุนเชียงเตรียมความพร้อมเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ
ในเรือนหลังนี้เป็นเรือนพักชั่วคราวย่อมไม่มีข้าวของมากมายให้ต้องจัดเก็บ แต่สมุนไพรในห้องสมุนไพรก็มีมากมายหลายตัวเช่นกันล้วนเป็นสมุนไพรที่พวกนางเอาออกจากแหวนมิติมาตากผึ่งลม และปรุงเพื่อเพิ่มสรรพคุณตัวยาทั้งสิ้นนอกเหนือจากนั้นล้วนไม่ได้สำคัญนัก
ส่วนข้าวของของจ้าวห่าวหลินยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยนอกจากเสื้อผ้าเพียงสี่ชุดกับสมบัติทั้งสี่ของห้องหนังสือแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีอะไรติดตัวมาที่นี่เลยแม้แต่อย่างเดียว
แม้แต่ตอนที่คนของเขามาถึงก็ไม่ได้มีของติดตัวมาให้เขาเช่นกัน
หลี่เจี่ยหลิงมองท้องฟ้า“ก่อนเดินทาง ข้าจะต้องเข้าเมืองสักหน่อย ห่าวหลินไม่มีแม้แต่ผ้าคลุมอุ่นหนาสวมใส่หากเดินทางไปเทือกเขาลั่วซาน เกรงว่าจะใกล้หน้าหนาว หน้าหนาวในเขตเหนือหนาวเย็นจับใจจนแทบแข็งตาย”
ชุนเชียงส่ายหน้า“อี้โยวอะไรนั่นเป็นองครักษ์ที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในใต้หล้า”
หลี่เจี่ยหลิงหันไปมองนางอย่างสนใจเป็นเชิงถามว่า ‘อย่างไรหรือ?’
ชุนเชียงเบ้ปากเชิดหน้า“เจ้าลองคิดดูสิ ร่างกายของเจ้านายอ่อนแอขนาดนี้แท้ ๆ เขาเป็นองครักษ์มาช้าก็ช้าเถอะแต่คนไม่คิดจะเอาของติดไม้ติดมือมาด้วย ไม่มีทั้งผ้านวม เตาอุ่นมือนี่....นี่หมายความว่าอย่างไรรู้ไหม?”
“หมายความว่าอย่างไรหรือแม่นางชุนเชียง”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของชายหัวโล้นสวมหน้ากากครึ่งใบปิดบังใบหน้า
พวกนางก็ไม่เข้าใจยามอยู่ในเรือนกับพวกนางชายผู้นี้เองก็ยังไม่ถอดหน้ากากออกหรือบางทีภายใต้หน้ากากนั่นคงอัปลักษณ์จนไม่อาจให้พวกนางเห็นได้ก็เป็นได้
“ว่าอย่างไรเล่าไม่พูด!” อี้โยวเดินเข้าไปหาชุนเชียงอย่างเกียจคร้าน
“ก็หมายความว่าเจ้าเป็นองครักษ์ที่ทั้งสะเพร่าและไม่มีความละเอียดอ่อนเอาเสียเลยนะสิ”ชุนเชียงเชิดหน้าไม่ยอม
“เหอะ...ข้าไม่ใช่องครักษ์แต่เป็นพี่ชายที่คอยตามก้นเพื่อปกป้องน้องชาย”
“หึ! ก็ยังเป็นพี่ชายห่วยแตกอยู่ดี”
“แม่นางปากคอเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้ากังวลแทนสามีในอนาคตของเจ้าเสียจริง”
“สามีข้าจำต้องให้เจ้ากังวลด้วยหรือ?”
“มีเมียเช่นเจ้ายังไม่ต้องกังวลอีกหรือ?”
“กังวลทำไม”ชุนเชียงเชิดหน้า “ข้าทั้งสวย ทั้งเฉลียวฉลาด จิตใจดีมีเมตตา รูปร่างดีเหมาะแก่การกำเนิดบุตรมีสิ่งใดไม่ดีบ้าง?”
พรืด....
อี้โยวกับหลี่เจี่ยหลิงพากันเบือนหน้าหนี
“พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?”ชุนเชียงกระโดดโลดเต้นไม่พอใจ
“เบาเสียงหน่อยท่านเขยของเจ้ากำลังพักผ่อนอยู่” หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยปราม ก่อนจะหันมองอี้โยวแทนปล่อยให้ชุนเชียงอึดอัดต่อไป “เป็นอย่างไรบ้าง?”
อี้โยวแกว่งกระดาษตรงหน้านาง“อยู่ที่เทือกเขาลั่วซาน”
หลี่เจี่ยหลิงดวงตาเบิกกว้างนี่จะบังเอิญเกินไปไหม? ...นางคลี่กระดาษแผ่นเล็กออกอ่าน ปรากฏตัวอักษรไม่กี่ตัวแต่ลายมือช่างงดงามและดุดัน
‘เทือกเขาลั่วซานเหล่ากู่’
หลี่เจี่ยหลิงมองไปทางทิศทางห้องของนาง“เตรียมตัวออกเดินทาง พวกเราจะไปเทือกเขาลั่วซานให้เร็วที่สุด”