สามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB)

    51. เจ้าเป็นโรคเห่อสามี

                    เดือน10 วันที่ 1 ไท่โจวปีที่ 50

                    หลายวันที่ผ่านมาหมู่บ้านหนิวเจียเริ่มมีฝนฤดูใบไม้ร่วงโปรยปรายเป็นระยะนับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง เพราะชาวบ้านล้วนเก็บเกี่ยวข้าว ตากข้าวและเก็บเข้ายุ้งฉางเสร็จเรียบร้อยแล้ว

                    ไม่อย่างนั้นเกรงว่าความพยายามทั้งปีของพวกเขาคงสูญเสียไปกับฝนแล้ว

                    แม้ว่าฝนจะไม่ได้ตกหนักมากนักแต่เพราะเมืองฉางเป็นเขตภูเขามีป่าไม้หนาทึบอากาศในป่าเขาย่อมหนาวเย็นกว่าปกติ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแดนเหนือที่มีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วทำให้ยิ่งหนาวเย็นมากยิ่งขึ้น

                    ร่างกายของจ้าวห่าวหลินเดิมทีก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้วหลังจากผ่านการเคี่ยวกรำตีเหล็กไม่เว้นว่างติดต่อกันหลายวันและโดนอากาศหนาวเย็นทำให้ในที่สุดร่างกายก็ไม่อาจทานทนได้

                    เมื่อคืนชายหนุ่มมีอาการพิษกำเริบหลี่เจี่ยหลิงจึงต้องจุดเตียงเตาเพื่อให้ความอบอุ่นและคอยเช็ดตัว ฝังเข็มและรมควันไม่ห่างเพื่อระบายไอร้อนจากพิษให้กับเขา

                    ดวงตากลมโตของหญิงสาวทอดมองชายหนุ่มที่นอนครางแผ่วเบาบนเตียงเตาเพียงมองก็รู้ว่าเขาต้องทนทรมานเพียงใด

                    อี้โยวเดินเข้ามาจากด้านนอกทอดสายตามองน้องชายบนเตียงเตานิ่งขรึม มือของเขากำแน่นแทบอยากเป็นคนที่เจ็บปวดแทนเสียเอง

                    หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้หันไปมองเขาเพียงเอ่ยขึ้นลอยๆ “เรื่องสมุนไพรไปถึงไหนแล้ว?”

                    “ขาดเพียงหญ้าเหล่ากู่”อี้โยวเอ่ยอย่างหนักใจ เขาใช้ทุกเส้นทางแล้วเพื่อตามหาหญ้าชนิดนี้ทางหลี่เจี่ยหลิงเองก็ไม่ได้ยอมแพ้ใช้ทุกช่องทางตามหาเช่นกันแต่พวกเขาตามหาขนาดนี้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวแม้แต่น้อย

                    มันช่างน่าเจ็บใจนัก...

                    ราวกับชัยชนะอยู่ห่างเพียงเอื้อมมือแต่กลับมีกำแพงมาขวางกั้น

                    หลี่เจี่ยหลิงไม่ได้แปลกใจนักกับข่าวนี้นางตามหามานานขนาดนี้ แม้แต่สำนักไห่ตงชิงที่เชี่ยวชาญด้านการตามหาข่าวและหุบเขาสมุนไพรที่เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรยังไม่อาจตามหาสมุนไพรชนิดนี้ได้นางย่อมไม่ได้คาดหวังกับอี้โยวมากนัก

                    ไม่ใช่เพียงหญ้าเหล่ากู่ที่น่ากังวลแม้แต่ข่าวดอกเกล็ดหิมะที่นางส่งหอไห่ตงชิงไปเปิดทางค้นหาก่อน ก็ยังไม่มีข่าวคราวตอบกลับมาเช่นกัน

                    ราวกับชายหนุ่มบนเตียงเตาจะรับรู้สึกถึงความกังวลของทั้งสอง

                    เขาลืมตาสะลึมสะลือมองทั้งสองคนใบหน้าซีดเซียวทอดมองหญิงสาวข้างเตียงอย่างอ่อนโยนเช่นเดิม “ไม่ต้องห่วง สวรรค์ทดสอบผู้คนย่อมมีคำตอบซ่อนอยู่แน่นอนหากพยายามมากพอย่อมเห็นหนทาง”

                    เสียงอ่อนล้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแหบพร่าของชายหนุ่มไม่ได้ช่วยให้ทั้งสองสบายใจได้แม้แต่น้อยตรงกันข้าม พวกเขายิ่งรู้สึกปวดร้าวและสงสารเขามากขึ้น

                    “หรือว่าพวกเรากลับไปหาท่านเจ้าสำนักดี” อี้โยวไม่อาจทนมองจ้าวห่าวหลินตรง ๆ ได้

                    อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มคนนี้เขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเลี้ยงดูและเฝ้าปกป้องมานานกว่าสิบปีย่อมมีความผูกพันธ์ที่ฝังลึกดังพี่น้องร่วมสายเลือด การทนมองน้องชายเจ็บปวดโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้นี่คือความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน

                    บางทีการกลับไปที่สำนักเต๋าอาจจะช่วยยื้อเวลาของจ้าวห่าวหลินได้อย่างน้อยก็อีกหกเดือนก็เป็นได้

                    “ไม่ได้! เส้นลมปราณของเขาถูกสะกัดจุดเส้นลมปราณมานานเส้นลมปราณได้รับการทนฝืนต่อสู้กับพิษมานานพอแล้ว ไม่อาจทนต่อสู้ได้นานไปมากกว่านี้สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือต้องกำจัดพิษให้เร็วที่สุดก่อนที่เส้นลมปราณของเขาจะเสียหายไม่อย่างงั้นหากเส้นลมปราณสะบั้นต่อให้มีอาจารย์ของข้าอยู่ที่นี่ ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของเขาได้เด็ดขาด”

                    “เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยทำอะไรสักอย่างเพื่อคลายความเจ็บปวดให้ห่าวหลินไม่ได้หรือไง?”ด้วยความร้อนใจอี้โยวลืมตัวตะคอกใส่หลี่เจี่ยหลิง

                    หลี่เจี่ยหลิงหันขวับไปมองเขาอย่างเย็นชา“ข้าเองก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แทนที่เจ้าจะมายืนบ่นอยู่ที่นี่ สู้ไปหาทางตามหาสมุนไพรอีกสองตัวไม่ดีกว่า”

                    “พี่!”

                    เสียงแหบพร่าเตือนสติของอี้โยวตั้งแต่เด็กจนโต ห่าวหลินเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอย่างมากน้อยครั้งนักที่เขาจะเรียกตนว่าพี่ อี้โยวจึงรู้สึกตัวแล้วว่าตนทำเกินกว่าเหตุไป

                    “น้องสะใภ้ข้าร้อนใจเกินไป ขอโทษเจ้าแล้ว”

                    “ไม่เป็นไรข้าเข้าใจ” ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่นางต้องรับมือกับญาติคนไข้เช่นนี้นางสงบลงเช่นกัน “เป็นธรรมดาที่เจ้าจะร้อนใจ แต่จำไว้ว่าความใจร้อนวู่วามไม่อาจช่วยอะไรได้”

                    “ลำบากเจ้าแล้วข้าจะออกไปตามหาสมุนไพร” เขามองไปยังจ้าวห่าวหลินที่นอนอ่อนแรงบนเตียงเตา “ฝากเจ้าด้วย”

                    อี้โยวออกไปไม่นานชุนเชียงก็เดินเข้ามาเพื่อเตรียมน้ำสมุนไพรสำหรับอาบระบายพิษของชายหนุ่มเมื่ออ่างน้ำถูกเตรียมเรียบร้อยแล้ว หลี่เจี่ยหลิงก็ช่วยเขาเปลื้องผ้าแล้วพยุงไปแช่ในน้ำสมุนไพรและช่วยอาบน้ำให้เขา

                    “น้ำร้อนเกินไปหรือไม่?”

                    จ้าวห่าวหลินรู้สึกว่าการมีคนคอยเอาใจใส่เช่นนี้ช่างดีนักเขาแย้มยิ้มแผ่วเบา “ดีพอแล้ว”

                    นางลูบใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่ม“เจ้าแช่อยู่ในอ่างหนึ่งชั่วยามก่อน ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้หลินดูแลพี่ใหญ่เจ้าก่อน”

                    จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเข้าใจตอนนี้พี่ใหญ่ของเขากำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูกล้ามเนื้อเส้นเอ็นหากไม่ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสที่เส้นเอ็นจะไม่อาจขยับได้อีกดังนั้นช่วงนี้หลี่เจี่ยหลิงจึงต้องคอยช่วยหลินซื่อทำกายภาพบำบัดให้เฉินเหลียงทุกเช้า

                    หลี่เจี่ยหลิงจูบหน้าผากของชายหนุ่มแผ่วเบาก่อนจะเดินออกจากห้อง

                    ทันทีที่มาถึงเรือนของเฉินเหลียงก็เห็นหลินซื่อพยุงเฉินเหลียงออกมาที่ลานหน้าบ้านแล้ว

                    “เจ้าไม่เห็นต้องลำบากมาทุกวันเลย”หลินซื่อเอ่ยอย่างหนักใจ นางรู้ว่าช่วงนี้อากาศหนาวเย็นจ้าวห่าวหลินสามีของท่านหมอป่วยไข้ ทำให้ท่านหมอต้องคอยดูแลไม่ห่างแต่ถึงอย่างนั้นทุกเช้านางก็ยังเฉียดเวลาน้อยนิดมาช่วยทำกายภาพบำบัดให้สามีนางทำให้นางรู้สึกทั้งซาบซึ้งและหนักใจ

                    “อาการเสี่ยวหลินเป็นเช่นไรบ้าง”เฉินเหลียงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะนึกอะไรได้ “เอากระต่ายไปบำรุงสักตัวดีหรือไม่?”

                    หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มขอบคุณทั้งสอง“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เขาร่างกายอ่อนแอ พอโดนลมหนาวก็ลมป่วย พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก”

                    หลินซื่อกับเฉินเหลียงมองหน้ากันแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกคนเขาไม่อยากพูดจะรบเร้าไปก็คงไม่ใคร่ดีนัก

                    หลี่เจี่ยหลิงช่วยหลินซื่อทำกายภาพบำบัดและสอนวิธีการนวดเส้นและข้อควรระวัง อาหารที่ช่วยกินบำรุงในช่วงนี้

                    เดิมทีเฉินเหลียงเป็นนายพรานหนุ่มที่มีความสามารถสูงอยู่แล้วร่างกายของเขาย่อมแข็งแรงกว่าคนทั่วไป ยามป่วยไข้จึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วตามที่นางคาดการณ์อีกสักเดือน เฉินเหลียงก็สามารถเดินเหินได้สะดวก อีกเดือนต่อมาก็คงพอจะวิ่งกระโดดได้พอถึงสิ้นปีก็คงจะหายเป็นปกติ สามารถออกล่าสัตว์บนภูเขาได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ว

                    นางทิ้งยานวดคลายเส้นและเทียบยารักษาและบำรุงร่างกายให้หลินซื่ออีกหลายชุด

                    “ข้าไม่รู้จะขอบคุณพวกเจ้าสองสามีภรรยาอย่างไรดี”หลินซื่อพูดไม่เก่ง เฉินเหลียงก็ยิ่งแล้วใหญ่พวกนางจึงได้แต่มองหลี่เจี่ยหลิงอย่างขอบคุณ

                    “พวกท่านทำเหมือนคนอื่นคนไกลอีกแล้วยามมีอะไรท่านก็นึกถึงข้ากับห่าวหลินเสมอ ยามต้องการความช่วยเหลือ ท่านก็ยื่นมือเข้าช่วยยามนี้พวกท่านไม่คิดจะให้พวกข้าตอบแทนเลยอย่างนั้นหรือ?”

                    หลินซื่อมองหลี่เจี่ยหลิงอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี“หากพวกเจ้ามีสิ่งใดที่พวกข้าพอช่วยได้ก็บอกเล่า ข้ายินดี”

                    “เจ้าค่ะหากมีอะไร ข้าก็ไม่คิดเกรงใจเช่นกัน”

                    ทั้งสามคนหัวเราะก่อนหลี่เจี่ยหลิงจะขอตัวกลับเรือน

                    หลังจากแช่น้ำสมุนไพรและฝังเข็มแล้วหลี่เจี่ยหลิงก็ให้เขาดื่มยาลดไข้อีกถ้วยก่อนจะปล่อยให้ชายหนุ่มนอนพักผ่อน

                    “พี่สะใภ้”

                    เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากทางหน้าบ้านตอนนี้ชุนเชียงอยู่ที่ลานด้านหลังกำลังจัดการสวนหลังบ้าน นางจึงออกไปดูด้วยตนเองมองเห็นเจ้าลูกสมุนสี่ตัวกำลังยืนหน้าสลอนกันอยู่ที่รั้วบ้าน

                    “เข้ามาสิพวกเจ้าจะยืนขวางหน้าบ้านข้าทำสิ่งใด”

                    “แฮะๆ” เฉินเช่อเกาหลังคอ เขาจะกล้าพูดได้อย่างไรว่าพวกเขากลัวหญิงสาวตรงหน้าจนไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้ามาในบ้านน่ะ

                    พวกเฉินเจิ้งอู๋ช่วยกันเข็นรถเข็นเข้ามาจอดที่ลานหน้าบ้านหลี่เจี่ยหลิงเดินเข้าไปดูก็เห็นเป็นเครื่องมือแปลก ๆ วางอยู่บนนั้นเต็มไปหมด

                    พวกเฉินเช่อเห็นท่าทางของหลี่เจี่ยหลิงก็วางมาดยืดตัวอย่างภูมิใจในตัวเอง“พี่สะใภ้ นี่คือเครื่องเรียงพิมพ์ที่พี่ใหญ่คิดค้นและให้พวกข้ากับตาเฒ่าหวางทำขึ้นมาขอรับ”

                    เฉินเวยมองไปรอบด้าน“พี่สะใภ้ พี่ใหญ่ละขอรับ”

                    หลี่เจี่ยหลิงกวาดตามองเครื่องมือตรงหน้าอย่างสนใจเล็กน้อยนางเคยเห็นแล้วตอนที่เจ้าพวกนี้ช่วยกันพิมพ์ตำราส่งร้านตำราคราวก่อนจึงไม่ได้สนใจมากนัก

                    “พี่ใหญ่เจ้าไม่สบายนอนอยู่ในห้องพวกเจ้าอย่าได้เสียงดังนักเล่า”

                    ทั้งสี่คนมองหน้ากันอย่างร้อนใจ“พี่ใหญ่ไม่สบายหรือขอรับ เหตุใดท่านไม่ตามพวกเรามาเล่า”

                    หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาใส่“ตกลงพวกเจ้าเป็นหมอหรือข้าเป็นหมอกัน เหตุใดข้าจะต้องไปตามเจ้ามาช่วยดูสามีข้าด้วย”

                    “เออ...ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” เฉินเช่อเกาหัวตัวเอง เขามองไปมาเลิกลั่กครุ่นคิด “ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่สบายเช่นนั้นพวกเราช่วยกันขนเครื่องเรียงพิมพ์เข้าไปในเรือนกันก่อนเถอะขืนวางไว้ตรงนี้แล้วฝนตกจะแย่ได้”

                    พวกเฉินเช่อช่วยกันขนเครื่องเรียงพิมพ์เสร็จแล้วก็ไม่วายแอบเข้าไปชะเง้อคอมองพี่ใหญ่ของพวกเขาอย่างกังวลเล็กน้อยก่อนจะออกจากบ้านไปและยังฝากบอกอีกว่าเมื่อไรที่ต้องการขนเครื่องมือไปส่งร้านตำราก็ให้ส่งคนไปเรียกพวกมันได้เลย

                    หลี่เจี่ยหลิงออกมาส่งพวกเขาด้วยตัวเอง

                    “ความจริงเจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเลย”ชุนเชียงเอ่ยตามหลังพวกเขา

                    “ล้วนเป็นความดีความชอบของท่านเขยเจ้าข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะมีความสามารถเพียงนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เจ้าพวกนี้กลับตัวกลับใจได้ แต่ยังทำให้พวกเขาเคารพและห่วงใยเขาได้อย่างใจจริงได้อีกด้วยไม่เลวเลยใช่ไหม?”

                    “เจ้าเป็นโรคเห่อสามีอีกแล้ว”ชุนเชียงเอ่ยหยอกเย้า

                    หลี่เจี่ยหลิงเชิดหน้ามองเหยียดชุนเชียง“อย่างน้อยข้าก็มีสามีให้เห่อ”

                    ชุนเชียงกลอกตามองบนไม่คิดจะตอบโต้กลับ“ข้าจัดการสมุนไพรในห้องสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว และเก็บของบางอย่างแล้ว เจ้าเก็บเข้าแหวนมิติได้ทุกเมื่อ”

                    ตอนนี้เหลือเพียงหญ้าเหล่ากู่เป็นสมุนไพรสุดท้ายก่อนจะเดินทางไปเทือกเขาลั่วซานการไปครั้งนี้พวกนางคงไม่ได้กลับมายังหมู่บ้านหนิวเจียอีกครั้งหลี่เจี่ยหลิงจึงได้สั่งการให้ชุนเชียงเตรียมความพร้อมเดินทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ

                    ในเรือนหลังนี้เป็นเรือนพักชั่วคราวย่อมไม่มีข้าวของมากมายให้ต้องจัดเก็บ แต่สมุนไพรในห้องสมุนไพรก็มีมากมายหลายตัวเช่นกันล้วนเป็นสมุนไพรที่พวกนางเอาออกจากแหวนมิติมาตากผึ่งลม และปรุงเพื่อเพิ่มสรรพคุณตัวยาทั้งสิ้นนอกเหนือจากนั้นล้วนไม่ได้สำคัญนัก

                    ส่วนข้าวของของจ้าวห่าวหลินยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยนอกจากเสื้อผ้าเพียงสี่ชุดกับสมบัติทั้งสี่ของห้องหนังสือแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ได้มีอะไรติดตัวมาที่นี่เลยแม้แต่อย่างเดียว

                    แม้แต่ตอนที่คนของเขามาถึงก็ไม่ได้มีของติดตัวมาให้เขาเช่นกัน

                    หลี่เจี่ยหลิงมองท้องฟ้า“ก่อนเดินทาง ข้าจะต้องเข้าเมืองสักหน่อย ห่าวหลินไม่มีแม้แต่ผ้าคลุมอุ่นหนาสวมใส่หากเดินทางไปเทือกเขาลั่วซาน เกรงว่าจะใกล้หน้าหนาว หน้าหนาวในเขตเหนือหนาวเย็นจับใจจนแทบแข็งตาย”

                    ชุนเชียงส่ายหน้า“อี้โยวอะไรนั่นเป็นองครักษ์ที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในใต้หล้า”

                    หลี่เจี่ยหลิงหันไปมองนางอย่างสนใจเป็นเชิงถามว่า ‘อย่างไรหรือ?’

                    ชุนเชียงเบ้ปากเชิดหน้า“เจ้าลองคิดดูสิ ร่างกายของเจ้านายอ่อนแอขนาดนี้แท้ ๆ เขาเป็นองครักษ์มาช้าก็ช้าเถอะแต่คนไม่คิดจะเอาของติดไม้ติดมือมาด้วย ไม่มีทั้งผ้านวม เตาอุ่นมือนี่....นี่หมายความว่าอย่างไรรู้ไหม?”

                    “หมายความว่าอย่างไรหรือแม่นางชุนเชียง”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของชายหัวโล้นสวมหน้ากากครึ่งใบปิดบังใบหน้า

                    พวกนางก็ไม่เข้าใจยามอยู่ในเรือนกับพวกนางชายผู้นี้เองก็ยังไม่ถอดหน้ากากออกหรือบางทีภายใต้หน้ากากนั่นคงอัปลักษณ์จนไม่อาจให้พวกนางเห็นได้ก็เป็นได้

                    “ว่าอย่างไรเล่าไม่พูด!” อี้โยวเดินเข้าไปหาชุนเชียงอย่างเกียจคร้าน

                    “ก็หมายความว่าเจ้าเป็นองครักษ์ที่ทั้งสะเพร่าและไม่มีความละเอียดอ่อนเอาเสียเลยนะสิ”ชุนเชียงเชิดหน้าไม่ยอม

                    “เหอะ...ข้าไม่ใช่องครักษ์แต่เป็นพี่ชายที่คอยตามก้นเพื่อปกป้องน้องชาย”

                    “หึ! ก็ยังเป็นพี่ชายห่วยแตกอยู่ดี”

                    “แม่นางปากคอเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้ากังวลแทนสามีในอนาคตของเจ้าเสียจริง”

                    “สามีข้าจำต้องให้เจ้ากังวลด้วยหรือ?”

                    “มีเมียเช่นเจ้ายังไม่ต้องกังวลอีกหรือ?”

                    “กังวลทำไม”ชุนเชียงเชิดหน้า “ข้าทั้งสวย ทั้งเฉลียวฉลาด จิตใจดีมีเมตตา รูปร่างดีเหมาะแก่การกำเนิดบุตรมีสิ่งใดไม่ดีบ้าง?”

                    พรืด....

                    อี้โยวกับหลี่เจี่ยหลิงพากันเบือนหน้าหนี

                    “พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน?”ชุนเชียงกระโดดโลดเต้นไม่พอใจ

                    “เบาเสียงหน่อยท่านเขยของเจ้ากำลังพักผ่อนอยู่” หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยปราม ก่อนจะหันมองอี้โยวแทนปล่อยให้ชุนเชียงอึดอัดต่อไป “เป็นอย่างไรบ้าง?”

                    อี้โยวแกว่งกระดาษตรงหน้านาง“อยู่ที่เทือกเขาลั่วซาน”

                    หลี่เจี่ยหลิงดวงตาเบิกกว้างนี่จะบังเอิญเกินไปไหม? ...นางคลี่กระดาษแผ่นเล็กออกอ่าน ปรากฏตัวอักษรไม่กี่ตัวแต่ลายมือช่างงดงามและดุดัน

                    ‘เทือกเขาลั่วซานเหล่ากู่’

                    หลี่เจี่ยหลิงมองไปทางทิศทางห้องของนาง“เตรียมตัวออกเดินทาง พวกเราจะไปเทือกเขาลั่วซานให้เร็วที่สุด”

    คล้ายกับเรื่องสามีบำเรอหมอปีศาจสาว (มีอีบุ๊ค MEB) ที่คุณอ่าน

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036