ปริบปริบ
เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นจากสติที่กลับมาจนพบเข้ากับเพดานห้องอันคุ้นเคย ทันใดนั้นตงฟางก็รีบะโออกจากเตียงนอนวิ่งไปหน้าบ้านหลังจากรู้ตัวว่าการหลับของเขาทำให้น้องสาวตกอยู่ในอันตราย เขาจึงรีบลุกออกไปจากเตียงแล้ววิ่งออกไปจากตัวบ้าน หวังว่าพวกชุดดำจะยังคงอยู่
“ไม่จริง”
ดวงตากวาดมองรอบๆหมู่บ้าน เห็นบ้านหลายหลังพังเสียหาย ส่วนมากถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟ แต่กลุ่มที่เขาหวังให้พวกมันอยู่ในหมู่บ้านกลับหายไป เหลือเพียงแค่ชาวบ้านกำลังซ่อมแซมบ้านของพวกเขาเท่านั้น
“ลุง ลุงเห็นพวกชุดดำไหม”
ตงฟางวิ่งไปหาลุงข้างบ้านพลางถามถึงกลุ่มคนชุดดำ
“ไม่นะตงฟาง ลุงไม่เห็นใครเลย”
“แล้วพวกนักบวช”
“ไม่เห็นเหมือนกัน รู้แค่ว่าพวกเขาเดินทางจากไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็่ไหน”
“ไม่เห็น เป็ไปได้ยังไงกัน” ตงฟางมองจ้องใบหน้าลุงข้างบ้านด้วยความสงสัยพลางถามบางอย่างออกไป
“เห็นหนิงเหอไหม แล้วทำไมหมู่บ้านเละเทะแบบนี้”
“ใครเหรอหนิงเหอ” คิ้วของตงฟางย่นเข้าหากันเพราะลุงข้างบ้านจำหนิงเหอไม่ได้
“แล้วหมู่บ้านล่ะ ทำไมมันเป็แบบนี้” มือขวายื่นไปจับแขนของลุงข้างบ้าน การสอบถามอาจจะถูกปิดบังตงฟางจึง้าสะกดจิต จะได้รู้ความจริง
“มีสัตว์อสูรเข้ามาในหมู่บ้าน โชคดีที่นักบวชช่วยไว้ก่อนที่พวกเขาจะหายไป”
ความจริงถูกเปิดเผยจากปากของลุงข้างบ้าน แม้เขาจะถูกสะกดจิตสิ่งที่พูดออกมากลับเป็อีกอย่างต่างจากที่ตงฟางเห็นและรู้ เขาเห็นหมู่บ้านไม้เขียวถูกโจมตีด้วยฝีมือนักบวช ลุงข้างบ้านกลับบอกเขาว่าถูกสัตว์อสูรโจมตี
“แล้วลุงจำหนิงเหอได้ไหม”
คำถามยังคงดังขึ้นต่อไป ตอนนี้เขา้ารู้ตำแหน่งของพวกชุดดำ อยากรู้ทิศทางที่พวกมันพุ่งตัวไป เขาจำเป็ต้องช่วยหนิงเหอให้ได้ ก่อนที่พวกชุดดำจะพาหนีออกไปไกลเกินกว่านี้ ถึงอย่างนั้นหนิงเหอกลับไม่มีในความทรงจำของลุงข้างบ้าน ตงฟางจึงวิ่งไปยังบ้านหลังอื่นๆเพื่อสอบถาม พลางใช้พลังจิตเข้าสะกดทุกคนที่ถามให้พวกเขาทุกคนพูดความจริง
“นี่มันบ้าอะไรกัน”
ตงฟางยืนอึ้งเพราะความจริงของทุกๆคน รวมไปถึงความจริงจากปากลู่จิวเพื่อนของเขา บอกเป็เสียงเดียวกันว่าพวกเขาไม่รู้จักหนิงเหอ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่เคยเห็นคนสวมชุดสีดำมาก่อน มีเพียงแค่นักบวชและสัตว์อสูรโจมตีหมู่บ้านเท่านั้น
พรึ่บ~!
พลังจิตยกร่างให้ลอยสูงขึ้นไปเหนือหมู่บ้าน จากนั้นตงฟางก็เริ่มมองจ้องหาเส้นทางที่กลุ่มคนสวมชุดคลุมสีดำทิ้งเอาไว้ เขากลับไม่พบร่องรอยของคนที่เดินทางเป็กลุ่มออกจากหมู่บ้านไป จึงกลับลงมาบนพื้นดินเช่นเดิม คนเดียวที่ให้คำตอบเขาได้ตอนนี้คงมีเพียงพ่อเท่านั้น
่สุดท้ายที่เขาสลบตงฟางจำได้ว่าพ่อของเขาเข้ามายืนอยู่ด้านหลังแล้วพูดบางอย่างที่เขาจำคำพูดไม่ได้ รู้เพียงแค่ว่ามันเป็คำพูดสบถเท่านั้น
“ตาแก่ ตาแก่ออกมานะ ตาแก่~!”
เสียงร้องเต็มไปด้วยความโกรธดังก้องไปทั่วบ้าน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องรู้ความจริงทุกๆอย่าง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้
“ตาแก่~!”
“เฮยๆ จะร้องะโทำไมคนกำลังจะนอน”
หนังสือสมุนไพรวางปิดหน้าผู้เป็พ่อที่นอนบนเก้าอี้ไม้ในห้องเก็บสมุนไพร ตงฟางจึงวิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อพ่อขึ้นมาเขย่าถาม
“ตาแก่ ที่ทำให้สลบหมายความว่ายังไง ตอบ~!”
“ไอ้เด็กเวรนี่ เบาๆก็ได้”
“ตอบมาเร็ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมจะรู้ทุกอย่าง” ตงฟางเขย่าคอเสื้อผู้เป็พ่อ แม้จะเห็นพ่อแสดงท่าทางเหมือนจะขาดใจตายเขากลับไม่ปล่อยมือเพราะรู้ว่าแรงของตัวเองฆ่าพ่อไม่ได้แน่นอน
“เบา เบาก่อน หยุดก่อน ไอ้ลูกเวร หะ หายใจไม่ออก ไอ้ตง ไอ้ตงฟาง”
“ตอบมาก่อนตาแก่”
“ไอ้ ไอ้ตง ปล่อยก่อน ฉันจะเข้าห้องน้ำ จากนั้นเราค่อยมาคุยกัน”
“ไม่ตาแก่ ตอบมาเร็ว”
“โอ๊ย ปวดท้องจริงๆ เอาเป็ว่าถ้าออกมาจากห้องน้ำแกจะถามอะไรก็ถาม ไอ้ลูกเวร”
“งั้นก็ไม่ต้องปิดประตู”
“ใครมันจะขี้ออกวะไอ้ลูกเวร”
“ไม่ เดี๋ยวก็หาเื่หนีไปอีก”
ตงฟางลากพ่อไปยังห้องน้ำแล้วทำลายประตูทิ้ง ถึงอย่างนั้นใบหน้าของพ่อกลับแสดงความรู้สึกดีหลังจากเห็นชักโครกตรงหน้า
“โอเค เอาแบบนี้ก็ได้”
สายตาของพ่อและลูกมองจ้องกัน คนหนึ่งกำลังถ่ายหนักบนชักโครกส่วนอีกคนยืนมองจ้องหน้าห้องน้ำไม่ยอมให้พ่อหนีไป
“เอาล่ะตาแก่ ถึงเวลาพูดความจริงแล้ว”
“แกนี่ใจจืดใจดำเกินไปแล้ว ได้แม่สักครึ่งคงจะดี”
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่ เอาล่ะเล่าความจริงทั้งหมดได้แล้ว ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ตกลงๆ”
โครก~!
เสียงกดชักโครกดังขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อกำจัดของเสียชุดแรกลงไปในท่อ
“จะถามอะไรก็พูดมา”
“เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้าน ขอความจริงที่ไม่ใช่เื่เดียวกันกับชาวบ้าน” ตงฟางมองผู้เป็พ่อด้วยความกดดัน
“นักบวชโจมตีพวกชุดดำ แล้วพวกมันทำพลาดจึงส่งผลให้หมู่บ้านเกินกว่าครึ่งถูกเผา”
“แล้วพวกชุดดำเป็ใคร ทำไมถึงจับหนิงเหอไปด้วย”
“ไม่ต้องใไปหรอก พวกมันไม่อันตรายแค่มาตามคนกลับบ้านเท่านั้น”
“เดี๋ยวก่อนนะ หมายความว่ายังไง ” ตงฟางย่นคิ้วเข้าหากัน
“ก็อย่างที่พูด พวกมันแค่มาตามหนิงเหอกลับบ้านเท่านั้น ไม่ได้จับตัวไปฆ่าแกงแต่อย่างใด”
“มีอะไรมายืนยันว่าตามกลับบ้าน ทั้งๆที่หนิงเหออยู่กับผมมาั้แ่เป็ทารก เธอยังมีบ้านให้กลับอีกเหรอ”
คิ้วของหลี่หยุนย่นเข้าหากัน เขารู้สึกทึ่งกับความทรงจำของลูกชายเป็อย่างมาก ตลอด 15 ปีที่อยู่ด้วยกันเขาไม่เคยบอกเลยว่าหนิงเหออยู่กับพวกเขามาั้แ่ทารก ตงฟางกลับเอ่ยปากออกมาเอง
“จดหมายนี่ หนิงเหอเขียนให้แก ส่วนพวกชุดดำทำให้เธอสลบก็เพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เธอส่งเสียงร้องไห้กับการจากลา”
ตงฟางรีบรับจดหมายมาเปิดอ่าน เขาจำลายมือของหนิงเหอได้เป็อย่างดี ภายใต้ดวงตากวาดมองข้อความ 3 ย่อหน้าบนกระดาษนี้เอง ตงฟางได้ถามถึงตัวตนของหนิงเหอไปด้วย
“หนิงเหอเป็ใคร แล้วพวกไหนกันที่ตามเธอกลับบ้าน”
“บอกไม่ได้”
“แสดงว่าเกี่ยวกับสายเืจักรพรรดิเพลิงและฟีนิกซ์ใช่ไหม”
“ใช่ เื่นี้ยังไม่ถึงเวลาที่แกจะรู้ สักวันเธอจะกลับมาบอกแกเอง”
ภายในจดหมายไม่ได้บอกลายละเอียดสถานที่ที่หนิงเหอเดินทางไป ย่อหน้าแรกในจดหมายเขียนบอกเอาไว้ถึงความประทับใจที่เธอได้อยู่กับเขาตลอด 15 ปี เธอรู้สึกสนุกและอบอุ่นเป็อย่างมากกับการได้อยู่กับพี่ชายอย่างเขา
ย่อหน้าที่สองเธอบอกกล่าวถึงกลุ่มคนสวมชุดสีดำ บอกเพียงแค่ว่าพวกเขาเหล่านี้มาตามเธอกลับบ้านเท่านั้น โดยไม่บอกว่าบ้านเธออยู่ไหน ไม่บอกว่าเธอเป็คนของตระกูลใด
ส่วนย่อหน้าสุดท้ายเป็ข้อความกล่าวขอบคุณที่ตงฟางอ่านทั้งน้ำตา มันเป็การบอกลาที่น่าหดหู่สำหรับเขาเป็อย่างมาก เพราะไม่มีโอกาสได้เอ่ยลาน้องสาวเลยสักนิด
[สักวันเราจะได้กลับมาเจอกันแน่นอน ไว้พบกันใหม่นะคะพี่ตงฟาง]
ข้อความบรรทัดสุดท้ายถูกอ่านซ้ำไปซ้ำมาพร้อมกับน้ำตาค่อยๆไหล 15 ปีที่ผ่านมาตงฟางรู้สึกอบอุ่นมากกับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้องสาวของเขา มันเป็ชีวิตอิสระที่เขาเฝ้าหาในชีวิตก่อน ตอนนี้มันกลับพังไปแล้วทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวไม่น้อย
“หา! นี่ไอ้ลูกเวร แกร้องไห้อย่างนั้นเหรอ”
“เปล่า ใครร้อง ั้แ่เกิดเคยเห็นผมร้องไหมเหรอตาแก่” ตงฟางเช็ดน้ำตาก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ามาเป็ยิ้มแย้ม เขารู้เพียงแค่ว่าน้องสาวถูกส่งกลับไปยังบ้านอันแสนอบอุ่นแล้ว จึงหายห่วง
“แล้วทำไมทุกคนจึงจำหนิงเหอไม่ได้”
“ก็เพราะว่าพวกชุดดำไม่อยากให้ใครจดจำ พวกเขาจึงใช้วิธีบางอย่างกับชาวบ้าน” ตงฟางพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
“เอาล่ะตาแก่ เล่าความจริงเกี่ยวกับพวกเราให้ฟังได้สักที”
“แกจะไม่ถามก่อนเหรอว่านักบวชหายไปไหน”
“เออใช่ๆ พวกมันหายไปไหน แล้วทำไมต้องโจมตีพวกชุดดำด้วย”
“พวกมันเป็ตัวปลอม ก็แค่โจรเท่านั้น”
“ตัวปลอม หมายความว่านักบวชพวกนั้นเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อตามหาบางอย่าง”
“ใช่ พวกมันปลอมตัวเป็นักบวช ทำทุกอย่างเหมือนนักบวช เพียงแต่ซ่อนจุดประสงค์บางอย่างเอาไว้”
“งั้นการที่พวกมันข้ามแม่น้ำเข้าไปในป่าสัตว์อสูรก็เพื่อเปิดใช้งานแผ่นหินบางอย่าง”
“ฮั่นแน่ ในที่สุดก็เอ่ยออกมาจนได้ ไอ้ลูกเวรแกตอบมาเลยว่าแผ่นหินนั่นแกซ่อนไว้ไหน”
“ตาแก่ รู้เื่แผ่นหินด้วยเหรอ”
“คิดว่าดึกๆดื่นๆฉันหายไปไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่ไปดูมัน เอาล่ะบอกตำแหน่งมันมาซะ หากไม่ทำลายจะเกิดหายนะแน่นอน”
“แล้วแผ่นหินมันเอาไว้ทำอะไร”
“แกไม่ต้องรู้อะไรมากรู้แค่ว่ามันเรียกปีศาจออกมาได้ก็เพียงพอแล้ว หากปีศาจปรากฎตัวหมู่บ้านรอบๆนี้หายไปแน่นอน”
“ผมฝังมันไว้ที่แม่น้ำ เดี๋ยวจะไปทำลาย เอาล่ะบอกมาเลย เกี่ยวกับแม่ ิญญายุทธ์ที่เสียหาย แล้วทำไมเราถึงต้องหลบหนีมาอยู่ที่นี่”
“หือ แกรู้ด้วยเหรอว่าฉันพาหลบหนีมา”
ยิ่งพูดคุยกับลูกชายหลี่หยุนยิ่งสนใจคำพูด หากเป็เด็กทั่วไปที่เกิดในหมู่บ้าน จะต้องพูดด้วยคำถามที่ต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น เขาเป็ใคร ทำไมถึงมาอาศัยในหมู่บ้านนี้ ตงฟางกลับถามว่าตัวเองเป็ใคร ทำไมถึงหนีมาอยู่หมู่บ้านนี้ ด้วยคำถามของเขาทำให้พ่อสนใจเป็อย่างมาก
“เอาล่ะ ตอบมาได้แล้วตาแก่อย่าเปลี่ยนเื่”
“ตอบคำถามมาก่อน แกรู้ได้ยังไงว่าฉันพาหนีมา ถ้าไม่ตอบไม่ต้องรู้อะไร”
“ก็เพราะว่าเห็นจึงจำได้ วันนั้นที่หนีมีการต่อสู้เกิดขึ้นมากมาย ทุกคนที่ถาโถมเข้ามาล้วนใช้ทักษะขนาดใหญ่จนท้องฟ้าเปลี่ยนสี”
“ทำไมแกถึงจำมันได้ แกเป็ทารกนะ”
“ไม่รู้ เอาล่ะต่อจากนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว รู้ตัวอีกทีก็อยู่กับหนิงเหอแล้ว”
“งั้นเหรอ จำอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะเริ่มเล่าั้แ่แกเกิดก็แล้วกัน”
บรรยากาศหน้าห้องน้ำเปลี่ยนไปเป็กดดันจากความจริงจังที่ตงฟางและพ่อปลดปล่อยออกมา
“เมื่อ 15 ปีก่อน …..”