สนามบินไคตั๊กในบ่ายวันนี้เงียบกว่าทุกครั้ง
หลิวอวิ๋นเหยาเดินช้า ๆ ไปตามทางก่อนเข้าเกต เสียงล้อกระเป๋ากลิ้งแ่เบาในโถงโล่งกว้าง
ผู้คนรอบข้างดูธรรมดา นักธุรกิจในสูทเรียบ แม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังหัวเราะกันเบา ๆ
เสียงประกาศเที่ยวบินดังขึ้นเป็ภาษากวางตุ้งและจีนกลาง “ผู้โดยสารเที่ยวบินกว่างโจว กรุณาเตรียมเอกสารและขึ้นเครื่อง”
หลิวอวิ๋นเหยากระชับกระเป๋าแล้วเดินไปยังเคาน์เตอร์เช็คอิน
หลังจากเ้าหน้าที่ตรวจเอกสารอย่างเข้มงวด เธอก็รับบอร์ดดิ้งพาสแล้วเดินช้า ๆ ไปยังเกทขึ้นเครื่อง
ก้าวแรกสู่เกตเขียนด้วยอักษรจีนแสดงหมายเลขเที่ยวบินในเครือแอร์ไลน์ของจีน บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที จากที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากชาติหลากภาษา ตอนนี้รอบ ๆ ตัวเธอมีแต่สำเนียงจีนท้องถิ่น พนักงานต้อนรับอยู่ในชุดเครื่องแบบสีเข้มเรียบ ๆ แถบแขนแดงเป็สัญลักษณ์ของสายการบินของรัฐ
เครื่องบินลำนี้ไม่ได้หรูหรา ที่นั่งเรียงแถวแน่นขนัด เบาะสีหม่น บางที่มีร่องรอยของการซ่อมแซมอย่างชัดเจน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความจริงจัง ทุกสายตาของผู้โดยสารมีทั้งเ้าหน้าที่รัฐ นักเรียนทุนและผู้ได้รับอนุญาตเดินทาง
ทันทีที่เหยียบขั้นบันไดขึ้นไปในท้องเครื่อง เธอก็ได้กลิ่นน้ำมันเครื่องและผ้าห่มที่ซักเก็บไว้นาน เสียงพนักงานต้อนรับทักทายเป็ภาษาจีนกลางชัดถ้อยชัดคำพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้ผ่อนคลาย แต่เปี่ยมด้วยความเข้มงวดตามหน้าที่
หลิวอวิ๋นเหยานั่งลงใกล้ ๆ หน้าต่าง มองออกไปที่รันเวย์ยาว ๆ กัปตันประกาศอย่างมั่นคงว่า “เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินนี้มุ่งหน้าสู่กว่างโจว ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านรัดเข็มขัด…”
ไม่นานเครื่องบินก็เริ่มสั่น เสียงใบพัดหมุนเร็วขึ้นจนเครื่องค่อย ๆ ไต่ขึ้นจากรันเวย์ กระทั่งเห็นอ่าววิคตอเรียและเกาะรอบ ๆ
ราวกับบอกเธอว่าอีกไม่กี่นาที…
เธอจะได้กลับสู่แผ่นดินใหญ่ กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนของเธอ เมืองกว่างโจว
ในความเงียบของห้องโดยสาร เสียงกระซิบเล็ก ๆ ลอยผ่านมาจากผู้โดยสารบางแถว
คำพูดนั้นเบาเกินกว่าที่คนทั่วไปจะได้ยิน แต่ประสาทััทั้งห้า ของหลิวอวิ๋นเหยานั้นที่คมกว่าคนปกติ ทำให้เธอได้ยินชัดเจน
“นี่ได้ยินข่าวไหม ตอนนี้เ้าหน้าที่สั่งปิดเมืองกว่างโจวแล้วนะ เห็นว่ามีเอกสารลับสุดยอดหายไป ทางกองทัพถึงกับสั่งล็อกพื้นที่เพื่อตรวจค้นเลยล่ะ”
“จริงเหรอ?”
“ได้ยินว่าห้ามใครเข้าใกล้ท่าเรือและค่ายทหารด้วย”
“ั้แ่เมื่อไหร่เหรอ”
“ั้แ่เมื่อ 2 วันก่อน พอดีญาติของฉันรู้ว่าวันนี้ฉันจะกลับ กลัวฉันจะใ ก็เลยเล่าให้ฟัง”
“โอ๊ย ดีนะที่รู้ก่อน ไม่งั้นลงเครื่องไปใแย่เลย”
แม้เธอจะไม่รู้ว่าเอกสารลับที่หายไปนั้นคืออะไร แต่ยังดีที่ได้รู้ว่าตอนนี้เมืองกว่างโจวกำลังอยู่ในสภาพตึงเครียดสูงสุด
ณ สนามบินกว่างโจว
หลิวอวิ๋นเหยาเดินล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ท ปรากฏว่าบัตรประจำตัวนักศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดยังอยู่ในนั้น นั่นเป็หลักฐานยืนยันว่า เธอคือหนึ่งในไม่กี่คนที่รัฐบาลจีนส่งไปศึกษาต่อด้วยความหวังให้กลับมาเป็กำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
หลายปีที่ผ่านมา เธอได้เรียนรู้เทคโนโลยีและวิธีรักษาใหม่ ๆ ที่ประเทศจีนยังไม่รู้จัก
แต่เมื่อกลับมายังบ้านเกิด เธอกลับต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว ในยุคนี้ ผู้มีความรู้และกลับจากต่างประเทศเช่นเธอถือเป็ดาบสองคม เธอสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่ก็อาจทำให้ตัวเองตกเป็เป้าหมายของผู้ไม่หวังดีหรือเ้าหน้าที่บางกลุ่มได้เช่นกัน
หลิวอวิ๋นเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สายตาของผู้คนรอบตัวไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็การสังเกตและจับจ้อง
ในอดีต ตระกูลหลิวของเธอเป็ที่รู้จักในวงการแพทย์มายาวนาน แต่หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรม หลาย ๆ คนเริ่มตั้งคำถามต่อ ‘ความรู้เก่า’ ของตระกูลเธอ ในยุคที่อุดมการณ์การเมืองอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แพทย์แผนจีนหลายแขนงถูกมองว่าเป็เื่ ‘งมงาย’ หรือ ‘เป็ความเชื่อเก่า ๆ’ ซึ่งขัดต่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และบางข่าวลือก็กล่าวหาคุณปู่ผู้ล่วงลับของเธอว่าเป็ ‘ซากศักดินา’
หลิวอวิ๋นเหยาจำได้ดี คุณปู่เคยบอกเธอว่า “ความรู้ของตระกูลเรา ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มันคือสมบัติของผู้มีความสามารถและจิตใจมั่นคง”
ส่วนคุณปู่ของเธอในโลกนี้คือคุณปู่เล็ก น้องชายแท้ ๆ ของคุณปู่ (คุณปู่ใหญ่) ในโลกก่อน หลังจากที่คุณปู่ใหญ่ไปประเทศไทย ท่านก็ส่งเงินกลับบ้านเป็ระยะ ๆ ซึ่งช่วยให้คุณปู่เล็กสามารถต่อยอดธุรกิจและนำครอบครัวขึ้นสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยได้
แต่เมื่อคุณปู่ใหญ่เตรียมตัวจะกลับประเทศ จู่ ๆ ประเทศจีนก็ปิดพรมแดน ทำให้ทั้งสองท่านขาดการติดต่อกันโดยสิ้นเชิง
ความคิดถึงและความห่วงใยทำให้คุณปู่เล็กเสียใจอยู่หลายปี จนกระทั่งวันที่ท่านจากไป สองพี่น้องก็ไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย ท่านไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไร และสุขสบายดีหรือไม่
เพราะโชคชะตาจึงทำให้ท่านทั้งสองต้องพรากจากกัน
หลังจากที่คุณปู่เล็กจากไป รุ่นต่อ ๆ มาก็ไม่ได้สืบทอดแพทย์แผนโบราณโดยตรง ดังนั้นครอบครัวของเธอจึงยังปลอดภัยอยู่ แม้จะมีคณะปฏิวัติเข้ามาตรวจค้นบ้านอยู่หลายครั้ง เพื่อหาตำราการแพทย์โบราณ แต่สิ่งที่พวกเขาได้ไปก็มีแต่ตำราแพทย์พื้น ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ
ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ว่า สายตาที่จับจองมาเป็เพราะเธอเพิ่งลงเครื่องมา หรือเป็เพราะตระกูลของเธอเป็ที่จับตามองกันแน่
ภายในอาคารขาเข้า มีเพียงป้ายไม้บอกทางเป็ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ผู้คนกำลังรอคิวตรวจคนเข้าเมือง แสงไฟสีเหลืองนวลจากเพดานส่องลงมาให้บรรยากาศอบอ้าวยิ่งกว่าเดิม
“พาสปอร์ตครับ” เ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเอ่ยเสียงห้วน ดวงตาคมกริบเหลือบมองเธออย่างไม่รีบร้อน
เธอยื่นหนังสือเดินทางสีน้ำเงินเข้มออกมา พร้อมแบบฟอร์มที่กรอกด้วยลายมือ เ้าหน้าที่พลิกดูเอาสารเข้าประเทศทีละหน้า
เขาเพียงพยักหน้า ก่อนจะตอกตรายางดัง ปั๊ก! เสียงนั้นสะท้อนก้องในใจราวกับด่านแรกถูกเปิดออกแล้ว
จู่ ๆ เ้าหน้าที่ก็ยื่นเอกสารบางอย่างให้พร้อมกับบอกสั้น ๆ ว่า “หลิวอวิ๋นเหยา สำนักงานกลางแจ้งให้คุณเข้าไปรายงานตัวภายในสามวัน รายละเอียดอยู่ในเอกสารแล้ว” เขาไม่ได้พูดเสียงแข็ง น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเข้มงวด
เธอรับเอกสารมา อ่านชื่อตราประทับบนหัวกระดาษ ใบหน้าไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา
เธอเพียงพยักหน้าและตอบรับเท่านั้น “ขอบคุณค่ะ”
“่นี้ในเมืองกำลังเข้มงวด ห้ามออกนอกเขตโดยไม่มีเอกสารรับรอง เข้าใจไหม” เ้าหน้าที่ผายมือให้เธอไปต่อ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แต่สายตากลับติดตามจนเธอก้าวพ้นทางออก