บทที่ 15 วาจามีค่าดั่งทอง
เื่ราวในโลกคาดเดายาก ใจคนเปลี่ยนแปลงมากมาย หลงผิดแก้ไขได้ สันดานแก้ไขยาก ่เวลาสนุกสนานดีงามล้วนผ่านไปเร็ว ฟางเยว่ยังคงอยู่ในโลกมนุษย์ ค่ำไหนนอนนั่น ประสบพบโรงเตี้ยมๆ กลางเปิดอยู่ คู่สามีภรรยาสะสมกุศล เห็นแก่แขกต่างเมือง ยื่นธารน้ำใจให้พักฟรีหนึ่งคืน
เหล้าเมืองมนุษย์แม้ไม่หวาน รสขมนำ สู้สุราเซียนที่บ่มด้วยพลังวิเศษไม่ได้ แต่แก้ขัดได้ ฟางเยว่ดื่มสุราต่างน้ำเป็นิจ กาลก่อนเพื่อบรรเทาทุกข์โศก บ่อยครั้งเข้า นานวันเข้าก็ติดมันแล้ว ทั้งคู่แยกห้องนอนส่วนตัว ฟางเยว่วางใจ ผล็อยหลับไปใต้ตะเกียงริบหรี่ ฝันไปตื่นหนึ่ง ฝันเห็นธารน้ำใสและดินแดนอันไกลโพ้น
ในนั้นไม่พบผู้ใด มวลผกาหอมหวนยากอธิบาย ยวนยางกระพือปีกหยอกล้อ มุมหนึ่งพบต้นเหมยใหญ่โตประมาณสิบคนโอบ ใต้เงาไม้แขวนชิงช้า หญิงงามในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ถัดไปเป็บุรุษเกศาเงินในอาภรณ์สีมรกต ทั้งสองต่างมองมาที่นางด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ทว่าฟางเยว่ยิ่งก้าวไปด้านหน้า พวกเขายิ่งห่างออกไป ก้าวมากขึ้น ไกลมากขึ้น เสียงใสกังวานดังมาว่า
“อาเยว่… มีคนผู้หนึ่งกำลังถวิลหา”
“ผู้ใด?” ฟางเยว่คล้ายไม่เข้าใจ โลกนี้ไม่มีท่านอาจารย์แล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดห่วงใยและถวิลหานางอีก
“ใจเ้าเท่านั้นที่รู้ มันจะบอกเ้าเมื่อเวลามาถึง ชะตาเปลี่ยนไม่ได้ ฟ้าดินเป็พยาน” เสียงพูดอ่อนโยนราวมารดาสอนบุตร
ฟางเยว่สะดุ้งเฮือก จึงรู้ว่าเป็เพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง ยกมือขึ้นมาทาบหน้าอก ฟังเสียงเต้นของหัวใจ ลูบไรผมด้วยหลังมือ เหงื่อเกาะพราวจนชุ่ม ครวญคิดได้ว่ายังอาลัยในโลกนี้อยู่ไม่น้อย มองไปยังบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ สายลมลอยเข้ามากระทบใบหน้า รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบทีหนึ่ง งึมงำเสียงเบาว่า
“นี่ข้าเป็อะไรไป เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันล่ะ ยาวนานเช่นนี้สมควรหายป่วยแล้วมิใช่หรือ”
ฟางเยว่เดินนวยนาดไปนอนบนเตียง พลิกตัวขวาที ซ้ายที ยากจะหลับลง จิตใจไม่สงบแล้ว คิดขึ้นได้ว่ามีลางสังหรณ์ อยากกลับเจี้ยนหยวนให้ได้ ถือวิสาสะเข้าห้องพักของจ้วนหลิวโดยไม่ได้ขออนุญาตล่วงหน้า ใจหนึ่งคิดว่าจ้วนหลิวหลับแล้ว นั่นเป็เพราะวันนี้พานางเที่ยวเล่นทั้งวัน
“เื่ที่ข้าสั่ง คืบหน้าอย่างไรบ้าง” บุรุษสองคนกำลังหารือหลังฉากกั้น
“ไม่สำเร็จขอรับ ตระกูลตูรู้ทันแล้ว” มือสังหารเงาตามลงมารายงานถึงเมืองมนุษย์เลยหรือ?
“รุ่งขึ้น เราจะกลับไปจัดการด้วยตัวเอง” น้ำเสียงเ็าเป็ของจ้วนหลิว
*****
ห้องทรงอักษร วังเจี้ยนหยวน
“ไร้ประโยชน์! พวกเ้ายังคู่ควรรับเบี้ยหวัดจากข้าอยู่อีกหรือไม่”
กษัตริย์หยางจวินโทสะคุกรุ่น ทุบโต๊ะไม้จนฟื้นะเื ปาตำราอย่างแรงเกลื่อนพื้น
“มิกล้าขอรับ” สายสืบลับสามนายไหนเลยจะกล้า รีบคุกเข่ารอความตาย
“ผู้ใดบังอาจปลุกเร้าโทสะกษัตริย์หรือขอรับ” วาจาใสดั่งสายน้ำเล็ดลอดเข้ามา กล่าวเช่นนี้ ไม่รู้อันใดเลยจริงหรือ? เป็องค์ชายหยางจวินจ้วนหลิวที่บุ่มบ่ามเข้ามา เขากลับมาแล้วจริงๆ
“รู้ความผิดหรือไม่?”
“เสด็จพ่อโปรดชี้แนะ”
ต่อล้อวาจาจบ จ้วนหลิวคุกเข่าลงแล้ว น้ำเสียงเรียบเฉยไม่รู้ทุกข์ไม่รู้ร้อน ทำให้ปฐมกษัตริย์ไม่พอใจยิ่งขึ้น พ่นวาจายาวยวดประหนึ่งบันไดหินที่อยู่ระหว่างปทุมอุดรและป่าไผ่
“เราส่งให้เ้านำขบวนไปส่งนางที่เทียนจื่อ ไม่เร่งกลับมาเกี้ยวพานคู่หมั้นหมายก็แล้วไปเถิด แต่ทำเื่เหลวไหล ไล่ผู้ติดตามกลับเจี้ยนหยวนทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้นยังท่องเที่ยวในแดนมนุษย์ หรือว่าเ้าลำพองตน ว่าโอรสข้ามีเพียงเ้า อย่างไรตำแหน่งกษัตริย์ก็ต้องตกเป็ของเ้าใช่หรือไม่ อย่าคิดว่าผู้อื่นรู้ไม่เท่าทัน ลักพาตัวตูตี้หรง สังหารคนคุ้มกันของนางตายไปสามนาย ล้วนเป็ความ้าของเ้า”
สมแล้วที่เป็ผู้ปกครองสี่หัวเมืองมายาวนาน อันใดล้วนพิเคราะห์ได้เฉียบขาดตรงลิ่ว จ้วนหลิวต่างไปจากบิดาเ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่รู้ไปได้นิสัยเหล่านี้มาจากผู้ใด บางทีอาจจะได้มาจากสายเืของมารดาที่เป็จิ้งจอกเก้าหางแห่งชิงชิว องค์ชายทรงหมอบ ไม่แก้ต่าง แต่ปั้นหน้าเศร้าเล่าความ้าอย่างอัดอั้นว่า
“มาถึงขั้นนี้ ยากเย็นที่จะปิดบัง ลูกอยากพ้นพันธะหมั้นหมาย ทว่าทราบแก่ใจว่าเสด็จพ่อและสกุลตูไม่เห็นด้วยแน่ จึงเร้นกายไปจากเผ่าเทพคืนหนึ่ง แล้วจับนางไปเป็ตัวประกัน หวังใช้ประโยชน์ยามต่อรอง นึกไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะรู้ทัน แล้วสกัดกั้นแผนของลูกจนพังไม่เป็ท่า”
“อยู่มาหมื่นปีอันใดควรเห็นก็เห็นมาหมดแล้ว เ้าเอาแต่ใจเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว อย่างไรก็ต้องแต่งกับตูตี้หรงเพื่อความมั่นคงในอำนาจ อันสกุลตูหนุนนำอำนาจพวกเราหยางจวินมาหลายชั่วอายุ เพียงสกุลตูหนุนข้า อีกห้าสกุลใหญ่ก็จะหนุนข้า หนุนข้าเท่ากับหนุนเ้าด้วย”
จ้วนหลิวมิค่อยเข้าใจคำสอนของบิดา แหงนหน้ามองทีหนึ่ง พลางกล่าวว่า
“เหตุใดต้องพึ่งพิงผู้อื่น ทั้งที่พระองค์อยู่เหนือแผ่นดิน ผู้าุโต้องอยู่ใต้อาณัติถึงจะถูก”
“ฮะ ฮ่า ช่างไร้เดียงสานัก” กษัตริย์หยางจวินลูบเครา แล้วพูดต่อไปอีกว่า
“เราจะบอกความลับอีกประการหนึ่งที่คิดจะปิดเ้าไปชั่วชีวิต บัดนี้ปิดไม่อยู่แล้ว เพราะเ้าคนผู้นั้นอยากแสดงตัว อยากมีอำนาจไว้ในมือ ไม่ช้าก็เร็วพวกเ้าสองพี่น้อง ต่างต้องแย่งชิงและทะเยอทะยาน จุดสูงสุดแห่งนี้ทั้งหนาวและเยือกเย็น แต่น่าแปลกที่ผู้คนต่างปรารถนามัน”
พูดมาถึงตรงนี้ ดวงพระพักตร์ของพระองค์จืดชืด คล้ายอยากเศร้าหม่น คล้ายอยากยิ้มล้วนเดาไม่ถูก มันทั้งเ็าและวิตกกังวลไปพร้อมกัน จ้วนหลิวกำมือซ่อนไว้ใต้ชายแขนเสื้อ เขานึกประหลาดใจแต่แรกแล้ว วังหลวงใหญ่โตเพียงนี้ไม่ได้มีแค่ตนกับหลีฮวาแน่
“คนผู้นั้นคือ?” จ้วนหลิวเริ่มให้ความสำคัญกับเื่ทายาทผู้สืบทอด
“หยางจวินหลางถู” พระองค์กล่าวสั้นเพียงเท่านี้ ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพียงเดินไปหยิบม้วนกระดาษชิ้นหนึ่ง ส่งให้จ้วนหลิวพินิจด้วยตาตัวเอง
“จะบอกว่า แท้จริงลูกคือองค์ชายรองหรือขอรับ?” จ้วนหลิวถามด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย บิดาพยักหน้ารับ จากที่คุกเข่าอยู่กลายเป็นั่งพับขาขนาบพื้น
กาลก่อน… เมื่อนานมาแล้ว ั้แ่ยังไม่มีอำนาจล้นมือ หยางจวินลอบมีสัมพันธ์กับเทพตนหนึ่ง กำเนิดบุตรชาย ผู้มีสายเืพยัคฆ์และหงสารวมกัน หากแต่ฟ้าดินกลั่นแกล้ง ระหว่างสตรีกับบ้านเมือง บุรุษที่มีหน้าที่มีปณิธานย่อมเลือกทางเดินแห่งอำนาจมากกว่าคน หยางจวินผิดคำมั่นสัญญา แต่งกับมารดาที่แท้จริงของจ้วนหลิวซึ่งเป็ธิดาที่สืบเชื้อสายจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งชิงชิว หงสาตนนั้นโศกเศร้าใจอย่างมาก ตรอมใจไม่อยากอาหาร ร้องขอเพียงความตาย ใคร่ครวญอยู่ระยะหนึ่งก็อยู่ต่อไปได้เพื่อบุตร แต่ไม่อาจอยู่ร่วมกับคนผิดสัจวาจา จึงพาบุตรชายเร้นหายไปซ่อนตัวไร้ซึ่งข่าวคราว นับแต่นั้นมาไม่เคยติดต่อกันอีก กระทั่งระยะหลายวันที่จ้วนหลิวขาดการติดต่อ หยางจวินหลางถูปรากฏกายขึ้น แม้พระองค์ไม่ทราบว่าเขากลับมาด้วยสาเหตุใด ความเป็บิดาแล่นอยู่ในสายเื ไม่อาจปฏิเสธบุตรได้ จึงพิสูจน์จนแน่ใจแล้วว่าเขาคือบุตรที่หายสาบสูญจริง จึงประกาศต่อใต้หล้าแก่การกลับมาของคนผู้นี้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
กษัตริย์หยางจวินกังวลว่าหยางจวินหลางถู จะมีเป้าหมายลึกซึ้งกลับมาเพื่อแก้แค้น หรือเพื่ออำนาจในประการทั้งปวง จะว่าลำเอียงก็ไม่ได้ หากแต่หลายพันปีมานี้ เฝ้ามองจ้วนหลิว หมายตาให้สืบทอด และเคี่ยวกรำสั่งสอนมาเป็อย่างดี เหมาะแก่การปกครองเจี้ยนหยวนกว่าผู้ใด อีกทั้งยังมีประสบการณ์ ปกครองหัวเมืองทั้งสาม ดูแลการค้าที่ลุ่มน้ำสุยเหอไม่เคยขาดตกบกพร่อง หากจะให้ไว้ใจหลางถูนั้นเป็เื่ที่ยังยากยอมรับ
“ลูกเข้าใจแล้วขอรับ” น้ำเสียงและแววตาเปลี่ยนแปรไปเป็เ็าและรู้แจ้ง