ภารกิจพิชิตสามี
บทที่ 10 คนจากต่างแดน
ซูฉีและกระรอกบินเฟยหลงเดินทางออกจากป่าได้สำเร็จหลังจากผ่านไปสองวัน สองวันที่ผ่านมาทั้งสองต้องนอนกลางดินกินกลางทราย จนตัวซูฉีมอมแมมไปหมด ผิดกับเ้ากระรอกบินที่ตัวสะอาดใสเพราะมันมีทักษะการทำความสะอาดตัวเอง ทั้งสองทะเลาะกันมาตลอดทาง
"ไหนคุณบอกว่าทางนั้นถูกไงล่ะคะ?? ถ้าฉันยังเดินตามที่คุณบอกคงไม่ได้ออกจากป่าแน่ๆ"
"ผมเป็คนคิดเกมไม่ใช่คนสร้างรายละเอียดเกมเสียหน่อย ผมจะไปรู้ถนนหนทางทุกที่ในเกมได้ยังไงกัน"
"คุณก็น่าจะบอกฉันั้แ่แรก ว่าตัวเองไม่รู้ทาง ดีนะฉันมีอาหารเก็บสะสมไว้เยอะ หลงทางเป็เดือนก็ยังรอดตายได้"
"ผมถามคุณจริงๆเถอะ สามอาทิตย์ที่คุณเข้าเกมมาก่อนหน้านี้ คุณเข้ามาทำอะไรกันแน่"
"ฉันก็เข้ามาเล่นเกมเหมือนคนอื่นๆน่ะสิ"
"เหมือนคนอื่นๆที่ไหนกัน ทักษะทั่วไปอะไรก็ไม่มีเพิ่มเลย นอกจากทักษะขุดดินที่เพิ่มขึ้นกับหัวเผือกหัวมันเป็ร้อยๆหัวพวกนี้ คุณแน่ใจนะว่านี่มันเรียกว่าเล่นเกม"
ซูฉีค้อนขวับก่อนจะบ่นขึ้นว่า
"เกมที่คุณคิดขึ้นมามันไม่ได้เื่นี่คะ เข้าเกมมาฉันก็อดอยากจนต้องขุดหาของกินตามพื้นดิน ป่าก็ไม่กล้าเข้าไป โชคดีมีคนผ่านมาแนะนำทางให้ฉัน ฉันถึงได้กล้าเข้าป่าแล้วก็มีอาชีพอย่างตอนนี้"
"อาชีพช่างทอผ้าเนี่ยนะ เรียกว่าโชคดี"
เฟยหลงเป็คนคิดเกมและคอยดูแลภาพรวมของเกม แต่รายละเอียดเกี่ยวกับอาชีพ ภารกิจหรือแม้แต่สถานที่ เป็ทีมงานผู้สร้างร่วมกันร่างและทำขึ้นมา เขารู้เพียงภาพใหญ่แต่ไม่ได้รู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่นสถานที่มีทั้งหมด 5 มณฑล แต่ละมณฑลมีเมืองย่อยๆแบ่งเป็ 5 เมือง หากถามว่า 5 เมืองย่อยมีอะไรบ้าง เขาก็ตอบได้แค่เมืองที่เขาเคยเข้าไปเท่านั้น
"ฉันมีอาชีพช่างทอผ้าแล้วยังไงคะ มีประโยชน์กว่าการเป็หนูแบบคุณก็แล้วกัน"
"ผมไม่ใช่หนู ผมคือกระรอกบิน"
แล้วเฟยหลงก็โผบินร่อนจากไหล่ซูฉีไปเกาะที่ต้นไม้ ก่อนจะบินร่อนกลับมาเกาะที่ไหล่ซูฉีตามเดิม เขายักไหล่น้อยๆของตัวเอง เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"อย่างน้อยผมก็บินได้นะ คุณทำได้ไหมล่ะ"
ซูฉีถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าสามีของเธอเป็คนเงียบๆไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ไหนเลยจะคิดว่าเขาเป็คนพูดมากขนาดนี้ อาจเพราะเขาและเธอยังไม่สนิทกันมากพอและไม่รู้จะคุยกันเื่อะไร ทำให้ทั้งสองไม่ค่อยได้พูดคุยกันมากนัก พอหลุดเข้ามาในเกม ทั้งสองที่มีเวลาร่วมกันตลอดสองวันที่ผ่านมาจึงสนิทสนมกันมากขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งเดินมาใกล้พวกเขาและเอ่ยถามขึ้นว่า
"พี่สาว ท่านกำลังพูดกับเ้าหนูตัวนี้หรือเ้าคะ"
"ข้า...อุ๊บ"
ซูฉีรีบเอามือตะครุบปากเฟยหลงเอาไว้ จากสถานการณ์ตอนนี้หากเขาพูดออกไป เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้อาจคิดว่าเขาเป็ปีศาจก็เป็ได้ เธอยังไม่อยากมีปัญหาใหม่นอกจากปัญหาปากท้องเพิ่มขึ้นมาหรอกนะ เธอจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
"ฉัน...ข้าแค่พูดกับตัวเองเท่านั้นจ้ะ"
"พี่สาวเป็คนจากต่างแดนหรือเ้าคะ"
ยังไม่ทันที่ซูฉีจะเอ่ยสิ่งใดออกมา เสียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งะโเรียกบุตรสาวของนางขึ้นว่า
"เป่าเป้ย ลูกกำลังคุยกับใครอยู่น่ะ"
ซูฉีเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงก็พบเข้ากับหญิงวัยกลางคนสวมชุดชาวบ้านกลางเก่ากลางใหม่คนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ๆ เด็กหญิงตัวน้อยผู้ถูกเรียกว่าเป่าเป้ยเอ่ยตอบแม่ของนางขึ้นว่า
"คุยกับคนจากต่างแดนเ้าค่ะ"
"ลูกว่าอะไรนะ!!"
"พี่สาวคนนี้เป็คนจากต่างแดนเ้าค่ะ"
เมื่อเด็กน้อยกล่าวจบ แม่ของนางก็รีบปิดปากลูกสาวตัวเองทันทีก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เป่าเป้ย อย่าพูดจาแบบนี้ที่นอกบ้านอีกนะลูกมันอันตราย แม่นางถ้าไม่รังเกียจเชิญที่บ้านของข้าก่อนได้นะเ้าคะ"
ซูฉีตอบรับคำเชิญของแม่เป่าเป้ย เธอเดินตามทั้งสองไปจนพบเข้ากับบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากทางออกจากป่ามากนัก เมื่อมองเข้าไปซูฉีก็พบชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังสับฟืนอยู่ด้านหน้า
"ท่านพ่อ วันนี้บ้านเรามีแขกด้วยนะเ้าคะ"
"หืม"
ชายวัยกลางคนวางมือจากงานตรงหน้าก่อนจะอุ้มบุตรสาวขึ้นไปเย้าแหย่ แล้ววางนางลงตามเดิม แม่ของเป่าเป้ยเดินเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับสามีของเธอ ชายวัยกลางคนหันมามองซูฉีด้วยสายตาสงสัยแวบหนึ่ง ก่อนจะพาทุกคนเข้าไปด้านในของบ้าน เมื่อทุกคนเข้ามาด้านในรวมทั้งซูฉี ชายวัยกลางคนก็เอ่ยพูดกับบุตรสาวขึ้นว่า
"พ่อไม่อนุญาตให้ลูกพูดถึงเื่คนจากต่างแดนอีก เข้าใจไหม?"
"ทำไมหรือเ้าคะ"
"เพราะมันอาจนำอันตรายมาสู่พวกเราได้"
เป่าเป้ยก้มหน้าลงพร้อมกับตอบรับด้วยเสียงแ่เบา พ่อของนางที่เห็นปฏิกิริยาของบุตรสาวก็พึงพอใจ เขาจึงหันไปเอ่ยกับซูฉีขึ้นว่า
"แม่นางท่านเป็ผู้มาจากต่างแดนงั้นหรือ"
ซูฉีนิ่งคิดอยู่นิดหนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า
"ฉั...ข้าไม่แน่ใจคำว่าผู้มาจากต่างแดนที่ท่านพูดถึงท่านหมายความว่าอย่างไรหรือเ้าคะ?"
เมื่อได้ยินคำถามของซูฉี ชายวัยกลางคนก็เริ่มเล่าขึ้นว่า
"ตอนนี้มีข่าวจากในเมืองว่ามีทหารออกตามล่าผู้มาจากต่างแดน เพราะผู้มาจากต่างแดนจะมาทำลายแคว้นแห่งนี้ พวกทหารค้นหาคนเ่าั้จากชื่อที่รู้สึกว่าแปลกประหลาด และคำพูดที่ไม่เหมือนคนอื่น เท่าที่ดูแม่นางก็ไม่ได้แปลกประหลาดไปจากพวกเราเท่าไหร่ แต่คำพูดของแม่นางอาจจะเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็คนจากต่างแดน แม่นางต้องระวังเอาไว้หน่อยนะ"
ซูฉีกับเฟยหลงที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ทำไมถึงได้มีคนรู้ว่าพวกเราเข้ามาอยู่ที่นี่ หรือแม่นางซูฟางซิน้าเพิ่มอุปสรรค คิดไปคิดมาไม่น่าจะใช่ นางเป็คนที่้าให้ฮ่องเต้ลู่เสียนตายที่สุด ไม่มีทางที่นางจะเป็คนบอกคนอื่นเื่นี้ จะต้องมีคนจากต่างแดนเป็ไส้ศึกแน่ ซูฉีที่กำลังนั่งคิดเื่ไส้ศึกก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"ว่าแต่ทำไมพวกท่านถึงช่วยข้าล่ะ"
คำพูดของซูฉีไม่ติดขัดอีก ปกตินางจะหลุดคำสมัยใหม่บ้าง แต่เมื่อรู้ว่าคำเ่าั้อาจทำให้ตัวเองเป็อันตราย ซูฉีหายใจเข้าลึกๆ และพยายามบอกกับตัวเองว่า 'ข้าคือคนในสมัยจีนโบราณ' สองสามีภรรยาลุกขึ้นยืนก่อนจะคุกเข่าก้มหัวลงกับพื้นท่ามกลางสายตาที่งุนงงของลูกสาว ซูฉีและเฟยหลง พวกเขาโขกศีรษะลงกับพื้นก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ถ้าพวกท่านจะสามารถช่วยพวกเราโค่นล้มฮ่องเต้ชั่วนั่นจริงๆ ข้ายินดีช่วยท่านทุกอย่าง"
ซูฉีได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นในคำพูดนั้นถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ลู่เสียนต้องเลวถึงเพียงไหนกันนะถึงทำให้ชาวบ้านธรรมดาที่อยู่ห่างไกลเคียดแค้นได้ถึงเพียงนี้
"พวกท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าสัญญาว่าข้าจะต้องทำความหวังพวกท่านให้สำเร็จ"
เฟยหลงที่ได้ยินคำสัญญาของซูฉีก็เบะปากน้อยๆของตัวเอง เอาตัวให้รอดก่อนดีไหมคุณภรรยา เขาได้แต่คิดในใจ ซูฉีรู้สึกว่าตัวเองเปรียบเสมือนวีรสตรีสาวผู้มากอบกู้โลกใบนี้ ดังนั้นตอนนี้ไฟแห่งการต่อสู้เริ่มลุกโชนขึ้นอีกครั้ง นางตั้งมั่นในใจแล้วว่าต้องโค่นล้มลู่เสียนเพื่อนำความสงบสุขกลับมาอีกครั้งให้ได้ ดังนั้นหลังจากที่พูดจบนางก็ลุกขึ้นเพื่อจะออกเดินทางไปโค่นล้มลู่เสียนทันที แต่จังหวะที่ก้าวออกจากบ้านไม้หลังนั้น เฟยหลงที่ยืนอยู่บนไหล่ เอามือป้องปากก่อนจะกระซิบถามว่า
"เ้ารู้ทางไปแล้วหรือ"
"..."
ซูฉีหันหลังกลับไปหาสองสามีภรรยาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"หากข้า้าจะไปโค่นล้มลู่เสียนต้องไปทางไหนหรือ??"