ตอนที่ 13 โรคระบาด (2)
“เข้าวังแล้วอย่างนั้นหรือ” สายตาเกียจคร้านของฉู่อวี้กลายเป็ซับซ้อนยากจะคาดเดาขึ้นมา ในตอนที่สวีิคิดว่าท่านอ๋องของตนจะมีแผนการขั้นต่อไป กลับได้ยินเสียงหัวเราะใสดังมาจากด้านหน้า “บอกคนของเ้าให้แยกย้าย ควรทำอะไรก็ไปทำ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา ออกไปเถิด”
คำสั่งนั้นทำให้สวีิงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบรับและถอยออกไป
เห็นความลังเลของเขา ฉู่อวี้ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ‘ทหารกล้าของเขา กองทัพหมาป่าพยัคฆ์ของเขา เมื่อไหร่ถึงจะรวบรวมกลับมาได้อีกครั้งกัน เมื่อเทียบกับกองหมาป่าพยัคฆ์ที่คำบัญชาดุจภูผาในชาติที่แล้ว สวีิผู้นี้ยังห่างไกลอยู่มาก’
ความจริงคำสั่งที่ดูจริงจังใน่แรกแต่่ท้ายกลับว่างเปล่าของเขานั้น นอกจากทหารกล้าที่ยึดมั่น ‘โซ่วอ๋องของข้าเป็หนึ่งในใต้หล้า’ เ่าั้แล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครไม่ลังเลสงสัย ยามแรกให้คนจับตามองเอาไว้ ทว่าต่อมากลับทำเป็ไม่มีอะไร นี่ไม่ใช่การล้อเล่นหรอกหรือ พวกเขาคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน ว่าที่ฉู่อวี้ทำเช่นนี้ เพียงแค่ยืนยันความทรงจำของตนและถือโอกาสจับตามองไปด้วย
ผู้อ่านฎีกาเข้าวังกลางดึกจะต้องมีเื่สำคัญให้จัดการ และสิ่งนี้เหมือนกับสิ่งที่ตนเองเคยเจอมาในชาติที่แล้วหรือไม่ คงจะรู้ได้ในวันพรุ่งนี้แล้ว
...
เช้าวันต่อมาก็เป็เหมือนทุกวัน จิ่งเซี่ยวฮ่องเต้นั่งอยู่บัลลังก์ัพร้อมทั้งมีข้าราชบริพารล้อมรอบ ท่าทางสบายอกสบายใจ ทำให้คนดูไม่ออกถึงความร้อนใจของเขาในยามนี้ จนกระทั่งสิ่งที่ควรถกเถียงก็ถกเถียงเสร็จแล้ว สิ่งที่ควรโต้แย้งเองก็ยุติลงแล้ว เขาจึงหันมามองโซ่วอ๋องในหมู่โอรสของเขาด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “เ้าหกสองวันนี้อาการเป็เยี่ยงไร หายเป็ปกติแล้วหรือไม่”
หัวใจของโซ่วอ๋องหดตัวทันใด บอกไม่ถูกว่าเสียใจหรือตื่นเต้น ก้าวเดินขึ้นมาโค้งคำนับอยู่ตรงหน้า เอ่ย “ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่เป็กังวล ร่างกายของลูกไม่เป็อะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งเซี่ยวฮ่องเต้ถอนหายใจออกมาราวกับวางใจ ชี้ไปยังโอรสรูปงาม เอ่ย “เ้านี่นะ เราว่าเ้าออกกำลังกายน้อยไป ขุนนางติดตามเราไปร่วมพิธีมากมายต่างไม่เป็อะไร เ้ากลับเป็ลมไปอย่างนั้นหรือ เอาเช่นนี้เถิด ให้โอกาสเ้าไปบริหารร่างกาย” เอ่ยจบ เขาจึงหยิบฎีกาออกมาจากลิ้นชัก เอ่ย “โหยวชวี อันติ้ง ซวีหยางสามเขตในฝู่โจว ไม่อาจเก็บเกี่ยวได้เพราะเผชิญกับภัยธรรมชาติ ตอนนี้เ้าไม่ได้ทำอันใด ดังนั้นจงไปช่วยบรรเทาทุกข์แทนเรา ไปถึงที่นั่นแล้วจงปลอบขวัญผู้ประสบภัยให้ดี อย่าได้ทำให้ราชสำนักของข้าต้องเสียความน่าเชื่อถือ”
ส่งฎีกาให้ขันทีข้างกาย เพื่อให้อีกฝ่ายมอบให้โซ่วอ๋อง ท่าทีนั้นราวกับบิดาสุดประเสริฐกำลังบอกบุตรชายว่าอย่าอยู่แต่ในบ้าน มันไม่ดีต่อร่างกาย บิดาหาโอกาสที่มีชื่อเสียงมีประโยชน์ให้เ้าได้ออกไปเที่ยวเล่น ถือโอกาสไปดูราษฎรต้าฉีของข้าด้วย เ้าทำให้ดีละ
โซ่วอ๋องรับฎีกามาด้วยใบหน้าแสดงออกถึงความซาบซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณ ผู้คนมองมาที่เขาด้วยความอิจฉาริษยาปนโกรธแค้น ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นส่วนลึกในดวงตาของจิ่งเซี่ยวฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ยิ่งไม่เห็นฎีกาที่เหลืออยู่บนโต๊ะทรงพระอักษร
เมื่อวานผู้อ่านฎีกาเหยียนซูรีบเข้าเฝ้ากลางดึก ก็เพราะถูกเขาปกปิดฎีกาชุดนั้น
เขตฝู่โจวในเดือนเก้าเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้พืชผลเสียหายไม่อาจเก็บเกี่ยว ยังจำได้ถึงครั้งแรกที่ฮ่องเต้ได้รับข่าวนี้ ทรงรับสั่งยกเลิกเก็บภาษีจากเมืองฝู่โจวในปีนี้ และให้ข้าราชการในท้องที่เปิดคลังเก็บอาหารได้ตามสถานการณ์ หากเร่งด่วนสามารถจัดการก่อนแล้วค่อยรายงานได้ ใครจะรู้ว่านายอำเภอโหยวชวีจะกำเริบเสิบสาน ไม่เพียงไม่เปิดคลังหลวงซ้ำยังเก็บภาษีเป็การส่วนตัวอีกด้วย ทำให้การค้าขายของชาวเมืองนั้นย่ำแย่ และที่เขากล้าหาญถึงเพียงนี้ ทั้งหมดเป็เพราะผู้ตรวจการฝู่โจวผู้นั้นเป็ญาติของเขา หากมีใครไม่มีตาไปรายงานต่อเบื้องบนก็จะถูกผู้ตรวจการฝู่โจว เห็นแก่ความเป็ญาติกดลงมา ไหนเลยจะคิดว่าบนโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่กดเอาไว้ไม่ได้ อย่างเช่น...โรคระบาด