เดิมทีนางก็รู้สึกประหลาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็อย่างยิ่งบัดนี้ถึงกับได้ทำให้นางได้ทราบแล้วว่าภายในเทือกเขาผานเสอนั้นจะมีอสูรอสรพิษอยู่จริง
แน่นอนว่านางย่อมไม่มีทางที่จะปล่อยให้ผ่านไปอย่างง่ายดายแน่นอน
ต่อให้ต้องพูดซ้ำอีกครั้งเพียงการคาดเดาว่าเป็เพียงสมบัติวิเศษเพียงอย่างเดียวจึงค่อยคุ้มค่ากับที่นางได้พากำลังพล เพื่อออกมาสำรวจหาสักครา
“แม่ทัพจ้าว เดิมทีอสูรอสรพิษตนนี้ก็ต้องกลายมาเป็ขององค์หญิงข้าอยู่แล้วอีกทั้งจะทำให้มันมาเป็สัตว์ปราณประจำตัวขององค์หญิงข้าเช่นเดียวกัน”
ดวงตาคู่งามขององค์หญิงพานอวิ๋นได้กลอกไปมาแล้วหันไปกล่าวต่อจ้าวหยางเซิงที่อยู่ข้างกายภายในน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ดึงดันอย่างเปี่ยมล้นจ้าวหยางเซิงก้มหน้ากำหมัด พลันเกิดเป็สีหน้าที่เคร่งขรึมรีบกล่าวขึ้นด้วยความนอบน้อม:
“องค์หญิงโปรดวางใจ กระหม่อมได้ส่งกองทัพพยัคฆ์หาญออกไปแล้วระหว่างนั้นก็ได้ติดตามร่องรอยของผู้ที่กำลังจะตายผู้นั้นไปแล้วขอเพียงมอบเวลากระหม่อมสักระยะ เช่นนั้นถ้าหากอสูรอสรพิษยังอยู่เทือกเขาผานเสอกระหม่อมไม่ว่ายังไงก็ต้องจับกุมมันมาให้ได้ เพื่อนำกลับมาถวายแด่องค์หญิงท่านเอง”
กู้ฉางเฟิงที่เห็นจ้าวหยางเซิงแสดงความจงรักภักดีก็ไม่รีรอชักช้า ลุกขึ้นมาทันควัน แล้วหันไปกล่าวต่อองค์หญิงด้วยความหนักแน่นว่า:
“อสูรอสรพิษนั้นถึงกับสามารถต่อกรกับฝูงหมาป่านั้นได้จะต้องมีพลังที่ไม่ต่ำทรามอย่างแน่นอน ภายในตัวข้าเองยังมีสมบัติวิเศษและยันต์ปราณติดตามอยู่อีกบางส่วนประจวบสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือองค์หญิงได้อีกแรง”
โอกาสที่จะได้สร้างคุณงามความดีให้องค์หญิงเช่นนี้กู้ฉางเฟิงมีหรือที่จะยอมปล่อยให้พลาดไป
แท้จริงแล้วเมื่อองค์หญิงพานอวิ๋นได้ฟังก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แย้มยิ้มแล้วกล่าวออกมาอย่างหยาดเยิ้ม: “ศิษย์พี่กู้ช่างใส่ใจไปแล้ว ถ้าหากจับอสูรอสรพิษมาได้ข้าองค์หญิงจะขอจดจำวีรกรรมของท่านไว้อย่างแน่นอน”
ต่อมา จ้าวหยางเซิงก็ได้หันไปออกคำสั่งต่อกองทหาร : “ดีนายทหารทุกนายจงรับคำสั่ง! แบ่งออกเป็กลุ่มละสามนาย มุ่งหน้าเข้าไปตรวจสอบภายในส่วนลึกของเทือกเขาทันทีที่พบพานอสูรอสรพิษ จงรีบส่งสัญญาณออกมา
จงทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อควานหาอสูรอสรพิษมาให้ได้แล้วรอให้ทัพใหญ่มาเสริม”
“ขอรับ!!”
ภายใต้การออกคำสั่งของจ้าวหยางเซิงก็พลันทำให้กองพลพยัคฆ์หาญรอบบริเวณ ขานรับกันในทันที จนเกิดเป็เสียงะเืไปทุกสารทิศจนสัตว์ป่าจำนวนมากล้วนแต่แตกฮือกระจายไปมากมายนับไม่ถ้วน
ต่อมาด้วยการที่มีกองทัพหลายร้อยคนแยกย้ายกันรวมตัวกันกลุ่มละสามคนจากนั้นก็กระจายตัวกันออกไป เพื่อเข้าสู่ภายในส่วนลึกของเทือกเขาผานเสอ
โดยที่มุ่งหน้าไปตามร่องรอยของเจวี๋ยหวู่ิที่ได้ถูกแกะรอยออกมาอย่างเงียบเชียบแต่ทว่าเจวี๋ยหวู่ิกลับหาได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยยังคงเก็บตัวเพื่อฝึกฝนบ่มเพาะต่อไป
ในมุมมองของเขาด้วยวิธีการในการผลาญค่าปราณบริสุทธิ์เพื่อวิวัฒนาการเช่นนี้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ช่างต่ำตมกันเกินไปแล้ว อีกทั้งช่างเป็เื่ที่ย่อมต้องใช้เวลามากยิ่งขึ้น
ในยามที่เข้าสู่การบ่มเพาะขั้นกลางไปได้ย่อมต้องเร็วขึ้นอย่างแน่นอน ในระหว่างที่ไม่ทันจะรู้สึกตัวจากยามที่ตะวันลับขอบฟ้าเข้าสู่่พลบค่ำบ่มเพาะจนถึง่ที่ตะวันขึ้นจากทิศตะวันออกในเช้าตรู่
แสงอาทิตย์อัสดงสีทองได้สาดเข้าสู่ภายในปากถ้ำสะท้อนผ่านถ้ำมืดมิด จนสว่างไสวขึ้นจนเห็นได้ชัดยิ่งทำให้มีจิตสมาธิที่กระปรี้กระเปร่า
การบ่มเพาะในหนึ่งวันถึงแม้ระดับขั้นจะเพิ่มพูนขึ้นไม่ถึงแม้แต่ 1%เลยด้วยซ้ำแต่เขาที่อยู่ในการบ่มเพาะก็รู้สึกได้ถึงความก้าวหน้าได้อย่างแท้จริงความรู้สึกเช่นนี้เป็การใช้ระบบเพื่อเลื่อนขั้นััถึงสิ่งที่ไม่อาจััได้ถึงได้ในทันที
เขาเชื่อว่า ยังไงก็ต้องมีสักวันแม้แต่หยดน้ำกัดเซาะหินจนสึกได้ยังไงก็คงจะใช้เวลาอีกไม่นานก็คงจะสามารถทะลวงเข้าสู่่แปรลักขณากันได้แล้วเมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถจำแลงกายเป็มนุษย์ได้ เขาก็จะสามารถออกไปท่องโลกภายนอกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ตามาที่คาดหวังเอาไว้ได้แล้ว
จะว่าไปแล้วคณะเดินทางองค์หญิงพานอวิ๋นได้เข้าสู่ภายในเทือกเขาส่วนลึกของพงไพรเพื่อสืบหาร่องรอยของเจวี๋ยหวู่ิเป็การใหญ่คนเหล่านี้ต่างก็ถือเป็มือดีในกองทัพ เป็ยอดฝีมือในการแกะรอย ไม่นานนักก็ได้มีคนเสาะพบร่องรอยบางส่วนมาได้
กองทัพพยัคฆ์หาญทหารราบสามนายรวมกลุ่มดันเข้าสู่ภายในหุบเขาห้วงลึก ก่อนอื่นก็หาจุดที่เกิดการต่อสู้จากนั้นก็ผ่านการสืบเสาะตามร่องรอยของเืที่ถูกทิ้งเอาไว้จากการต่อสู้จนกระทั่งหาร่องรอยในจุดสิ้นท้ายพบได้ในที่สุด
ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำคนหนึ่ง ยกหัวแม่มือขึ้นโดยที่หันเข้าหาผู้มีร่างกายเล็กผอมคนหนึ่งแล้วกล่าวต่อนายทหารที่มีเค้าโครงหน้าสามัญแต่กลับมีจมูกที่มีรูปทรงแตกต่างไปจากคนปกติ
“เสวี่ยวเทียนเชวียน!อย่าได้บอกนะว่าจมูกของเ้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากสุนัขกันเลยนะ!ถึงกับสามารถสืบเสาะผ่านจากกลิ่นคาวเืมาจนถึงที่แห่งนี้ได้
ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะเป็กลุ่มแรกที่หาอสูรอสรพิษจบเป็กลุ่มแรกและจะเป็กลุ่มที่ได้รางวัลใหญ่”
“หึหึ พี่ใหญ่จาง ท่านทำทำเป็ไม่รู้จักเขาเลย จมูกนั้นของเขายังร้ายกาจเสียยิ่งกว่าสุนัขกันเสียอีก ท่ามกลางกองทัพแม้จะมีเกาะรอยล้วนแต่หาใช่คู่ต่อสู้ของเขา ขอเพียงอาหารพึ่งทำเสร็จ แม้จะอยู่ห่างไกลไปนับสิบลี้เขาก็ยังสามารถสูดดมจนสามารถแยกแยะได้ว่าเป็อาหารประเภทไหน”นายทหารที่มีรูปร่างผอมดำผู้นั้นก็พลันหัวเราะคิกคักออกมา
“ไปไกลไกลเลย!จมูกข้านี้เป็ฟ้าประทานมาให้พวกเ้าก็อิจฉากันต่อไปเถอะ” เสวี่ยวเทียนเชวียนโบกมือปัดไปปัดมากล่าวพร้อมกับใบหน้าที่ฉายถึงความภาคภูมิออกมา
“เอาล่ะ อย่าได้โวยวายกันแล้ว มาเข้าเื่กันได้แล้วสถานที่แห่งนี้นับว่าประหลาดอยู่เหมือนกัน พวกเราเข้าไปดูใกล้กว่านี้กันอีกหน่อยหากมีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้น ให้รีบทำการส่งพลุสัญญาณทันที!”
จางเทียนหลินโบกมือ ทอสีหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าว
ส่วนที่เหลืออีกสองคนก็พยักหน้าอย่างเงียบเชียบ หยอกล้อก็ส่วนหยอกล้อแต่ในเวลาปฏิบัติภารกิจก็อาจเลอะเลือนได้เห็นได้ชัดว่าเป็ดั่งกองพลระดับสูงที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดี
ทั้งสามขยับฝีเท้าย่องเข้าไปใกล้จนในระยะทางที่ใกล้มากยิ่งขึ้นแหวกพุ่มไม้ที่หนาเตอะกลุ่มหนึ่ง พร้อมกับชะโงกหัวมองไปทางด้านหน้า!
“นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย!”
เมื่อได้พบเห็นทันใดนั้นก็พลันทำให้ทั้งสามคนแตกตื่นกันจนเข่าทรุดกันทันทีแม้แต่จิตใจก็แทบจะร่วงไปจนถึงตาตุ่ม ดวงตาเบิ่งกว้างจนแทบถลนออกมา
เพียงแต่พบว่าที่ด้านหน้าของพวกเขาในระยะทางห่างไกลออกไปหลายสิบหมี่สูงใหญ่เป็ตระหง่านนับร้อยหมี่ ภายใต้ขุนเขา ยังได้มีถ้ำลักษณะใหญ่อยู่อีกแห่ง
เมื่อพวกเขามองผ่านช่องเขาเข้าไปย่อมเพียงพอที่จะสามารถมองเห็นภาพฉากที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้
ภายในถ้ำยังได้มีอสรพิษหลากสีสันเลื้อยคลานปีนป่ายอยู่หนาแน่นเต็มไปหมดจนแทบจะไม่อาจนับได้หมดสิ้น ทำให้ผู้คนต้องเกิดอาการขนลุกขนพองสั่นระริกจนฟันกระทบกัน
อสรพิษเหล่านี้บิดตัวเคลื่อนไหว แลบลิ้นงูจนเกิดเป็เสียงฟ่อฟ่อดังออกมา ท่ามกลางโพรงถ้ำที่เงียบสงัดยิ่งมีแต่ทวีคูณความพิสดารได้อย่างไร้ที่เปรียบ
นอกเสียจากอสรพิษภายในถ้ำอสรพิษที่นอกถ้ำขุนเขาผาศิลาเองก็ยังมีอสรพิษอีกนับไม่ถ้วนปีนป่ายเลื้อยไปมากันอยู่พวกมันที่มีดวงตาที่ดุร้าย อีกทั้งยังสอดส่องมองดูรอบบริเวณไม่หยุดไม่หย่อนขอเพียงมีเสียงลมพัดผ่านใบหญ้า ก็จะถูกพวกมันหวาดระแวงเหมือนกับพบพานกับศัตรู
เมือกพิษภายในปากของอสรพิษเหล่านี้ยังได้หยดลงบนก้อนหินศิลาถึงกับหยดและละลายจนเกิดเป็โพรงเล็กโพรงน้อยเพียงแค่ได้พบเห็นก็พอที่จะทราบได้ว่าต้องเป็พิษที่ร้ายกาจสุดเปรียบปานอย่างแน่นอน
ซากศพบางส่วนที่ได้ถูกทิ้งไว้ตามแต่ละมุมยิ่งได้มีอสรพิษมากมายเข้าโอบล้อมแย่งชิงกันเพื่อที่จะกัดกินเป็อาหารทั้งสามเกิดอาการแตกต่างขึ้นจับใจ ซากศพเ่าั้ถึงแม้จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมประกอบแต่ก็ยังคงสามารถแยกแยะออกได้ว่าเป็ซากของหมาป่าและซากของมนุษย์
วินาทีนั้นพวกเขาจึงค่อยกระจ่างจึงค่อยเข้าใจได้ว่ามาถูกที่กันแล้วอสรพิษเหล่านี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับอสูรอสรพิษอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะในยามที่พวกเขาได้พบเห็นงูเหลือบั์สีดำขนาดเท่าถังน้ำโผล่พรวดออกมาจนอดไม่ได้ที่จะต้องปลุกปลอบจิตใจให้มั่นคงขึ้นมา
“อสูรอสรพิษ นั่นจะต้องเป็อสูรอสรพิษอย่างแน่นอน!”
ภายในหัวของทั้งสามคนก็พลันเกิดความคิดหนึ่งแลบผ่านเข้ามาในเวลาเดียวกัน
.
.
.