“เอ๊ะ? อ้อเจ้าหมายถึงงานเลี้ยงหรือ? ข้าคงไม่ไป เพราะถึงอย่างไรไปแล้วไม่รู้จักใคร อึดอัดเปล่าๆ”
เมื่อครู่ตู้หมิงเจวียนเชิญนางไปร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาที่จัดในจวนสกุลตู้แม้จะบอกว่าชมบุปผา อันที่จริงก็แค่งานที่จัดเพื่อดูตัวให้ลูกที่ยังไม่ออกเรือนของตระกูลต่างๆมากกว่า ที่สกุลตู้จัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมาคาดว่าเพื่อลูกๆ ของตน
“เอาล่ะเจ้าไม่ไปก็ดี เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้ามีสหายที่สนิทอยากแนะนำให้เจ้ารู้จัก”
ตู้หมิงเจวียนไม่เปิดโอกาสให้ชีเหนียงปฏิเสธและยื่นเทียบเชิญให้เทียบเชิญทางการแบบนี้ แม้จะอยากปฏิเสธก็ต้องส่งคำปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดเวลาคือวันพรุ่ง จึงทำได้แต่เข้าร่วมเท่านั้น
ชีเหนียงจิตใจว้าวุ่นจึงคิดหาข้ออ้างออกจากที่นี่ก่อนตรงกลับบ้านทันทีคิดไม่ถึงว่าตอนที่นางออกจากสถานความงาม ตัวนางกลับตกอยู่ในสายตาของจี้ฉงเหวินที่รออยู่ในรถม้าเสียแล้ว
จี้ฉงเหวินเปิดม่านออกทันใดเพื่อต้องการแน่ใจว่าสตรีคนเมื่อครู่คือลั่วชีเหนียงหรือไม่แต่เมื่อเขาชะโงกออกมาดู คนก็หายไปแล้ว
“หลี่ซื่อ!” จี้ฉงเหวินตะโกนอย่างร้อนใจ
“นายท่านมีรับสั่งอะไรหรือขอรับ?”
“ช่วงนี้ทางนั้นมีข่าวหรือไม่?” จี้ฉงเหวินใช้คำพูดอย่างระมัดระวังหลี่ซื่อย่อมรู้ดีว่าเขาหมายถึงที่ใด
“นายท่านท่านเองก็รู้ว่าเพื่อเลี่ยงไม่ให้คนสังเกตเห็นเงื่อนงำหลังจากเราส่งข่าวไปก็ไม่ได้ติดต่อกับทางนั้นอีกเลย ต้องรอจนเรื่องสำเร็จทางนั้นถึงติดต่อเรากลับมาขอรับ” หลี่ซื่อพูดและคำนวณเวลานี่ผ่านไปเกือบสองเดือนแล้ว แต่ก็ยังเงียบไม่มีข่าวคราวใดกลับมา
หัวใจของจี้ฉงเหวินถึงกับไม่สามารถสงบลงได้ “นายท่านไม่ได้ข่าวมาสองเดือนแล้วขอรับ!”
“ไปเร็วสืบสถานการณ์ที่แน่ชัดให้ข้า แล้วแอบไปสืบที่บ้านเกิดข้าอีกที! ข้าต้องการรู้เรื่องทั้งหมด”
หลี่ซื่อรับรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้จึงรีบตอบรับและไปจัดการตามคำสั่งทันที เรื่องราวความลับของจี้ฉงเหวินมีเพียงเขารู้ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้น คนแรกที่หนีไม่พ้นก็คือเขา ดังนั้นจึงต้องรีบลงไปจัดการอย่างรวดเร็วเท่านั้น
ด้านจี้ฉงเหวินที่รอเฉินจิ่นจู๋อยู่กลับร้อนอกร้อนใจอย่างมาก ก่อนหน้านี้เขาเคยถามเฉินจิ่นจู่ว่าเจ้าของสถานความงามคือใครกันแน่ นางตอบเช่นไรกันนะ
‘นี่คือกิจการของสกุลหยางได้ยินว่าตู้หมิงเจวียนเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา ตระกูลตู้ไม่ได้ควักเงินสักแดงเดียว นับตั้งแต่เริ่มก็มีตู้หมิงเจวียนเพียงคนเดียวอย่างมากก็คือการยืมอำนาจของตระกูลตู้ก็เท่านั้น อีกอย่างนี่คือสิ่งที่พบเห็นได้ปกติในเมืองหลวงอย่างไรเสียฮ่องเต้ก็ต้องหาผู้สนับสนุนใช่หรือไม่’
‘เหตุใดข้าได้ยินว่าตู้ฮูหยินก่อนหน้านี้เหมือนจะเคยทำกิจการเช่นนี้ที่ใดมาก่อน?’
‘ท่านไปได้ยินมาจากใดกันคนอย่างตู้หมิงเจวียนไม่มีทางทำกิจการได้ดีเช่นนี้ตั้งแต่แรกเป็นแน่ ข้าได้ยินว่ามีคนผู้หนึ่งชี้แนะนางอยู่เบื้องหลังทว่าคนผู้นั้นไม่ชอบความพลุกพล่าน ชอบใช้ชีวิตอยู่ในชนบท คงไม่มีทางมาเมืองหลวงแน่!’
จากการรับรองเฉินจิ่นจู๋เขาจึงคิดว่าลั่วชีเหนียงกับคนอื่นๆ คงไม่มีทางมาเมืองหลวงเป็นแน่ แต่ตอนนี้เขากลับพบคนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นลั่วชีเหนียงเขาคงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้เสียแล้ว!
สายสืบที่วางไว้ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการส่งรายงานกลับมาอาจจะถูกจับได้แล้ว
สิ่งที่จี้ฉงเหวินคิดนั้นไม่ผิดแม้แต่น้อยชีเหนียงรู้นานแล้วว่าตนเองถูกสะกดรอย แต่เพื่อไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับกันจ้าวจือชิงมิใช่คนที่ปล่อยให้ผู้อื่นสะกดรอยตามตามใจชอบเขาจึงจับคนผู้นั้นมาทรมานอย่างหนักและสอบสวน ทำให้ทราบว่านี่คือสายสืบที่จี้ฉงเหวินทิ้งไว้เพื่อจับตาดูสกุลลั่วกับเขาที่อำเภอเฉา
ดีที่คนผู้นี้เก็บซ่อนแผนการร้ายในใจเขาเองก็ต้องการหาผลประโยชน์จากจี้ฉงเหวินเช่นเดียวกันดังนั้นจึงแอบเก็บข้อมูลไว้เงียบๆ และรายงานเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยแก่จี้ฉงเหวินส่วนเรื่องสำคัญเขาไม่ได้รายงานแม้แต่น้อย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้จี้ฉงเหวินได้รับรายงานล่าช้าตลอด
ส่วนชีเหนียงคิดว่าจ้าวจือชิงไม่รู้เรื่องอะไรนางจึงตั้งใจวางแผนล่อเสือออกจากถ้ำ โดยไม่รู้เลยว่าจ้าวจือชิงได้ช่วยนางกำจัดภัยร้ายไปก่อนแล้ว
สำหรับการปรากฏตัวของจี้ฉงเหวินชีเหนียงไม่ได้รับรู้ เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็รู้สึกกังวลขึ้นมา ก่อนหน้านี้นางเตรียมใจเรื่องที่อาจจะต้องพบเจอจี้ฉงเหวินเมื่อมาถึงเมืองหลวง ตัวนางนั้นเพียงแค่อยากทวงความยุติธรรมให้แก่ลั่วจิ่งเฉินก็เท่านั้นแต่จากสถานะของจี้ฉงเหวินในตอนนี้บวกกับคำบอกเล่าจากตู้หมิงเจวียน จี้ฉงเหวินดำรงตำแหน่งขุนนางสำคัญหากเขารู้ถึงการมีอยู่ของจิ่งเฉินที่นี่ เพียงแค่ใช้อำนาจที่มีจิ่งเฉินจะต้องสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าสอบเป็นแน่แม้กระทั่งถูกทำลายก็เป็นไปได้เช่นกัน
เมื่อนึกถึงว่าตู้หมิงเจวียนจะแนะนำสหายให้ตนรู้จักก่อนหน้านี้นางยังกลัวจะทำให้ตู้หมิงเจวียนตกกระไดพลอยโจนไปด้วยจึงไม่ยอมรับความหวังดีจากอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เกรงว่านางคงไม่อาจปฏิเสธได้อีกไม่ว่าจะเพื่อตนเองหรือจิ่งเฉิน แน่นอนว่านางไม่อยากทางคบหาผู้อื่นโดยแฝงไปด้วยจุดประสงค์แต่ดั่งที่คนมักจะกล่าว สหายหนึ่งคนเปรียบเสมือนทางสายหนึ่ง หากเป็นสหายกันมิได้อย่างน้อยไม่แน่ว่าอาจจะได้รับรู้เรื่องราวในเมืองหลวงจากปากพวกนางบ้างก็ยังดี
เมื่อคิดตกแล้วชีเหนียงก็ไม่กังวลอีกต่อไป ชีเหนียงนั้นกลัวเพียงแค่จี้ฉงเหวินจะมาสร้างปัญหาให้ แต่จี้ฉงเหวินเองก็คงไม่อยากให้คนรอบข้างรู้ถึงการมีอยู่ของนางกับลูกๆเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงถือว่าอยู่ในสถานะที่เหมือนกัน ตราบใดที่นางไม่ไปยุ่งกับจี้ฉงเหวินก่อนในช่วงนี้เขาก็คงไม่มีทางมายุ่งกับพวกนางเป็นแน่
แต่คนอย่างจี้ฉงเหวินนั้นจิตใจคับแคบและเหี้ยมโหดนางเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องป้องกันตัว! นางคำนวณข้อมูลที่มีเกี่ยวกับจี้ฉงเหวินที่อยู่ในมือตนพลันนึกถึงหนังสือสมรสและหนังสือทอดทิ้งภรรยาที่เก็บไว้ในอำเภอเฉา ทำให้นางรู้สึกยังพอมีความหวังเมื่อมีของสองสิ่งนี้อยู่ แม้จี้ฉงเหวินจะอยากบ่ายเบี่ยงก็ไม่มีทางปฏิเสธได้แน่นอน
วันถัดมาชีเหนียงมาถึงสถานความงามแต่เช้า นางเดินเข้าประตูอย่างผ่าเผยโดยไม่ปิดบังใดๆหลี่ซื่อเป็นคนเจ้าเล่ห์ เมื่อรู้ว่าจี้ฉงเหวินพบเห็นลั่วชีเหนียงที่นี่ เขาจึงส่งคนมาเฝ้าสังเกตคนที่ไม่คุ้นหน้าทุกคน
ตอนที่หลี่ซื่อมาถึงเขาก็บังเอิญเห็นตู้หมิงเจวียนพาชีเหนียงขึ้นรถม้าไปด้วยกัน
สำหรับลั่วชีเหนียงหลี่ซื่อเคยเห็นมาก่อน เพราะถึงอย่างไร ในฐานะลูกน้องคนสนิทของจี้ฉงเหวินก็มีเรื่องมากมายที่เขาต้องออกหน้าแทนเจ้านาย ย่อมต้องเคยเจอสตรีผู้นี้อยู่แล้ว
เพียงแต่เขากลับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
ลั่วชีเหนียงในอดีตที่มีสภาพย่ำแย่หลังจากถูกทอดทิ้งก็ดูมีแต่ความสิ้นหวัง ตอนนี้สตรีผู้นั้น กลับดูมีชีวิตชีวาแต่งกายด้วยชุดหรูหราเหมือนกับชนชั้นสูงในเมืองหลวงใบหน้าก็มีรอยยิ้มสง่างาม กิริยาท่าทางเหมือนกับฮูหยินในเมืองหลวงมากกว่าฮูหยินตู้เสียอีก!
เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หลี่ซื่อไม่กล้าบอกเล่าสิ่งที่เห็นให้จี้ฉงเหวินทราบเพราะนับตั้งแต่เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งงานหนึ่งเดียวที่ต้องรับผิดชอบก็คือเรื่องของสกุลลั่วในอำเภอเฉา ตอนนั้นที่เขาเห็นลั่วชีเหนียงก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ ก็สั่งให้คนไม่กี่คนคอยจับตาดูไว้ มีบางครั้งที่เขาจะไปแอบดูเองต่อมาพบว่าทุกอย่างยังเป็นเช่นเดิมเหมือนทุกที จึงไม่ได้ใส่ใจมากนักตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เขาย่อมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
-----