ตอนที่ 2 สะใภ้ใหญ่ (2)
นึกถึงมารดาม่ายของหลี่ฉงเหวิน วันที่หญิงผู้นี้สั่งให้นางกินหมั่นโถวข้าวซ้อมมือที่ผสมไปด้วยกรวดและทรายจนต้องหาน้ำสะอาดดื่มในทุกวัน นึกถึงลูกทั้งสามคนที่นางพลัดพราก ดวงตาเกรี้ยวกราดของซย่าเสี่ยวฉานฉายวาบขึ้นมาอีกครา
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซย่าเสี่ยวฉานจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ หลับตาลงและกลับไปสงบเสงี่ยมอีกครั้ง
ซย่าเสี่ยวฉานกำลังเดินก้มหน้าไปตามเส้นทางเล็กๆ ระหว่างูเา ในตอนนี้เอง ร่างของใครสองคนก็เดินตรงเข้ามา
เมื่อเห็นว่ามีคนสองคนเดินผ่านมา ซย่าเสี่ยวฉานจึงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ วินาทีต่อมาดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันใด แม้จะเป็เพียงครู่เดียว แต่ประกายแหลมคมในดวงตาของซย่าเสี่ยวฉานก็ฉายวาบ
คนสองคนที่เดินเข้ามามิใช่ใครอื่น นอกจากหลี่จินอวี้ น้องสาวของหลี่ฉงเหวินสามีในอดีตชาติของนาง และเฉินชิงโหรว หญิงสาวที่สามีในอดีตชาติของนางแต่งงานด้วยเมื่อหย่ากับตนเอง
เพียงแต่ซย่าเสี่ยวฉานคิดไม่ถึงว่าทั้งสองคนจะสมคบกันเร็วขนาดนี้ ทั้งยังดูเหมือนพี่น้องที่รักกันดี
เฉินชิงโหรวเป็บุตรสาวนอกสมรสของจวนราชเลขาธิการ เนื่องด้วยมารดาผู้ให้กำเนิดเป็หญิงคณิกา นางจึงไม่ได้รับการยอมรับจากคนในจวนหลังให้กำเนิดเฉินชิงโหรว และเฉินชิงโหรวเองก็ถูกพาไปเลี้ยงดูในแถบชนบท
จนกระทั่งเฉินชิงโหรวอายุสิบสี่ปี คนของจวนเฉินถึงได้มารับกลับไป
สำหรับเฉินชิงโหรวน่ะหรือ เฉินชิงโหรวในยามนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากซย่าเสี่ยวฉานเท่าใดนัก ต่างก็ผ่ายผอมเช่นเดียวกัน แต่ว่าผิวและนิ้วมือของเฉินชิงโหรวค่อนข้างขาวเนียน เห็นได้ชัดว่าแม้จะถูกนำไปฝากเลี้ยง แต่ครอบครัวที่รับเลี้ยงนางนั้นก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดี
ในตอนนี้ซย่าเสี่ยวฉานหลับตาลง ปิดบังอารมณ์ฉุนเฉียวในแววตาและเดินผ่านเฉินชิงโหรวกับหลี่จินอวี้ไป
ต้องใช้พละกำลังเท่าไรจึงจะสามารถควบคุมไม่ให้ตัวเองพุ่งไปทำร้ายคู่อริให้เืตกยางออกได้
ซย่าเสี่ยวฉานควบคุมอารมณ์ของตนเองสุดกำลัง และตอนนี้ บทสนทนาของเฉินชิงโหรวกับหลี่จินอวี้ก็ส่งผ่านมา
เพียงได้ยินเฉินชิงโหรวเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “พี่จินอวี้เ้าคะ ท่านแม่และพี่ชายของท่านดีกับท่านมากเหลือเกิน ดอกไม้ประดิษฐ์ที่งามเช่นนี้ก็ซื้อให้ท่านทั้งหมด อีกทั้งพี่ชายของท่านยังเป็ซิ่วไฉ[1] ต่อไปรอให้พี่ชายท่านได้รับเลือกเป็ขุนนาง พี่จินอวี้ก็เป็คนดูแลเรือนแล้ว ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะมีโชคลาภมากมายเพียงใดรอพี่หญิงอยู่นะเ้าคะ”
คำพูดของเฉินชิงโหรวช่วยสนองความหยิ่งผยองของหลี่จินอวี้ได้เป็อย่างดี หลี่จินอวี้เอ่ยด้วยความลำพอง “แน่ละ ซิ่วไฉที่อายุสิบหกปี เป็สิ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่งในบริเวณนี้ จะว่าไป แถวนี้ไม่มีชายใดเทียบพี่ชายข้าได้เลยสักคน”
เมื่อเฉินชิงโหรวได้ฟัง แววตาก็พลันเป็ประกาย ยิ้มนุ่มนวลพลางเอ่ย “พี่จินอวี้ ข้ายังไม่เคยพบซิ่วไฉที่อายุสิบหกปีมาก่อน ท่านจะพาข้าไปที่บ้านท่านเมื่อไรหรือเ้าคะ”
หลี่จินอวี้โอ้อวดด้วยความภูมิใจ “พี่ชายข้ารูปงามทีเดียว ข้าจะบอกให้นะ ชิงโหรว ต่อไปพี่ชายข้าไม่เพียงแต่จะได้เป็ขุนนางเท่านั้น ยังต้องได้เป็จอหงวนอีกด้วย ให้พาเ้าไปดูก็ได้อยู่หรอก แต่ว่า เ้าดูได้จากที่ไกลๆ เท่านั้น จะรบกวนการเรียนของพี่ชายข้าไม่ได้”
เฉินชิงโหรวแอบก่นด่าในใจ แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้า นางแอบคิดในใจ เป็เพราะพี่ชายเ้าได้เป็ซิ่วไฉตอนอายุสิบหกหรอกนะ ข้าถึงอยากไปดูเสียหน่อย มิเช่นนั้นใครหน้าไหนจะยินดีประจบสอพลอหญิงบ้านๆ ที่ทั้งไร้อารยะและโง่เขลาอย่างเ้ากัน
เชิงอรรถ
^ ซิ่วไฉ บัณฑิตผู้สอบผ่านขั้นซิ่วไฉ มีอภิสิทธิ์ชนอย่างเช่นไม่ถูกทางการเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน เป็นต้น