“ในบ้านมีแขก พักเรื่องการเรียนของนางเอาไว้ก่อนมิได้หรือ”หลิ่วตี๋เห็นท่าทางเศร้าสร้อยของเจินเจินก็อดช่วยพูดด้วยความสงสารไม่ได้
ยังไม่ทันที่กู้อวี้จะกล่าวตอบ เจินเจินกลับส่ายหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียก่อนว่า“ไม่ได้ จะพักไว้ก่อนมิได้ หากทำให้การเรียนล่าช้า ข้าอาจจะไม่ได้รางวัล ข้าไม่อยากสูญเสียเวลาที่จะได้ออกไปเที่ยวเล่นตอนบ่ายไปหรอกนะ!”
เห็นเจินเจินยืนยันหนักแน่นเช่นนี้หลิ่วตี๋ทำท่าจะเดินตามกลับไปที่ห้องด้วย “เช่นนั้นขอข้าไปดูหน่อยสิว่าเจ้าเรียนสิ่งใดอยู่”
กู้อวี้ถลึงตาใส่ บุรุษผู้นี้ช่างหน้าไม่อายเหลือเกินที่นี่คือบ้านของเขา ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเหมือนเป็นบ้านของตัวเองเสียนี่ ชายหนุ่มรีบเข้าไปขวางหน้าเอาไว้บรรยากาศรอบตัวเจือไปด้วยกลิ่นดินระเบิดจางๆ “คุณชายหลิ่ว ท่านทำเช่นนี้มิได้เป็นอันขาด!”
หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่รู้จะทำเช่นไรกับสถานการณ์ในเวลานี้เขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจอุ้มบุตรสาวขึ้นมาแล้ววิ่งไปยังห้องด้านหลังหากไม่เห็นก็จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์
“เจินเจิน เจ้าต้องจำเอาไว้ว่าหากพบเจอปัญหาให้หลบหลีกไปให้ไกลรู้หรือไม่”หยวนเหล่าเอ้อร์ถือโอกาสนี้สั่งสอนบุตรสาว เด็กหญิงพยักหน้ารับแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักก็ตามนางยกมือโอบรอบคอของบิดาพลางยิ้มกว้าง พร้อมกับโบกมือลาให้แก่หลิ่วตี๋
หลิ่วตี๋เห็นแล้วอดยิ้มเอ็นดูออกมาไม่ได้ ความไม่พอใจที่เคยมีต่อกู้อวี้สลายหายไปจนหมดสิ้นจากนั้นจึงเดินกลับไปนั่งเช่นเดิม
หมอเทวดาชวีเห็นสถานการณ์คลี่คลายแล้วจึงหันไปเอ่ยกับสามีภรรยากู้“ข้ามิใช่คนที่มีความสามารถมากมายนัก ทว่าพอจะมีความรู้ทางด้านการแพทย์อยู่บ้างเช่นนั้นไม่สู้ให้ข้าตรวจชีพจรให้พวกท่านดีหรือไม่”
สิ้นเสียงองครักษ์ก็ได้นำล่วมยามาให้เขาทันที
กู้ซิ่วไฉได้ยินจากท่านหมอเหยาว่าท่านหมอชวีผู้นี้มีฝีมือการแพทย์ฉกาจยิ่งนัก เขาหันไปมองบุตรชายคนโตในใจเริ่มมีความหวังผุดขึ้นมา หรือจะลองขอร้องให้ท่านหมอผู้นี้ดูขาให้บุตรชายดีหรือไม่แต่ไม่นานความหวังที่เพิ่งจะแตกยอดในใจก็ต้องเฉาลง วันนั้นเขาพาบุตรชายไปหาหมอแทบจะทุกคนแล้วล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า กู้อวี้หมดหนทางที่จะรักษาถึงแม้ท่านหมอผู้นี้จะมีฝีมือการแพทย์เก่งกาจอย่างไรก็คงไม่อาจรักษาขาของเขาให้กลับมาปกติได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าพูดออกไปให้อีกฝ่ายลำบากใจเลย บุตรชายก็จะได้ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจด้วยกู้ซิ่งไฉคิดพร้อมกับยื่นแขนออกไปให้หมอเทวดาชวีจับชีพจร
หมอเทวดาชวีจับชีพจรให้แก่กู้ซิ่วไฉทั้งยังขอดูลิ้นและถามคำถามมากมาย เสร็จเรียบร้อยจึงเอ่ย “ท่านมีโรคเรื้อรังซึ่งเป็นมากว่าสิบปีแล้วทว่าหมู่นี้โรคของท่านกลับดีขึ้น ไม่ทราบว่าข้าจะขอดูเทียบยาได้หรือไม่”
กู้ซิ่วไฉเห็นอีกฝ่ายจับชีพจรแค่ครู่เดียวถามนั่นนี่อีกเพียงเล็กน้อยก็รู้แล้วว่าเขามีโรคเรื้อรังให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งความหวังที่เคยตายไปก่อนหน้ากลับแตกยอดขึ้นใหม่อีกครา ซึ่งครั้งนี้มันค่อยๆเจริญเติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่
“เป็นเทียบยาที่ถูกกับโรคเพียงแต่มีความเป็นพิษสูงซึ่งจะทำให้โรคของท่านหายช้าลง ไม่ทราบว่าในมือท่านมีโสมหรือไม่ หากมีโปรดนำมาให้ข้าข้าจะนำไปทำยาลูกกลอนมาให้ หรือถ้าไม่มี ข้าจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อหาให้ท่านเอง
“หากนำไปทำเป็นยาลูกกลอนแล้ว กินเพียงวันละสามเม็ดสามเวลา เช้า กลางวัน เย็นเพียงเท่านี้โรคของท่านก็จะดีขึ้น ข้ารับรองว่าหากกินติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนร่างกายของท่านจะกลับมาแข็งแรงจนเกือบเป็นปกติแน่นอนพอถึงยามนั้นข้าค่อยเปลี่ยนยาให้ท่านใหม่อีกเทียบ ซึ่งรับรองได้อีกเช่นกันว่าหลังกินยาเทียบใหม่นี้แล้ว ก่อนปีใหม่สุขภาพของท่านจะกลับมาดีเหมือนไม่เคยเป็นโรคเรื้อรังนี้อย่างแน่นอน
“และแม้นว่าโรคเรื้อรังนี้จะหายยากแต่ขอแค่ท่านทำอู่ฉินซี่[1] อย่างสม่ำเสมอทุกวันร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติได้อย่างแน่นอน ทั้งหากไร้เหตุการณ์อันไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็จะสามารถมีอายุอยู่ได้ถึงเจ็ดสิบแปดสิบปีเลยทีเดียว”
กู้ซิ่วไฉ “…”
เขาฟังแล้วรู้สึกดีใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเลยทีเดียวเชียว!
ท่านหมอทุกคนของเขาก่อนหน้านี้ล้วนกล่าวว่าเขาไม่อาจอยู่พ้นปีใหม่ ตอนหลังเมื่อเจินเจินเข้ามาอยู่ในบ้าน ท่านหมอทุกคนล้วนกล่าวว่าร่างกายเขาแข็งแรงขึ้นไม่น้อยอย่างน่าแปลกทว่าก็ยังไม่เคยมีผู้ใดบอกกับเขาว่า โรคเรื้อรังที่เป็นนั้นสามารถรักษาให้หายได้เช่นท่านหมอผู้นี้
กู่ซื่อฟังแล้วยิ้มปีติยินดีเช่นกันประโยคนี้ของท่านหมอเทวดาชวีนำพาความหวังให้ก่อเกิดในหัวใจนาง
หมอเทวดาชวีเขียนเทียบยาเสร็จเรียบร้อยก็จับชีพจรให้กู่ซื่อต่อตรวจเสร็จบอกว่าจะทำยาลูกกลอนให้เช่นกันและระหว่างนี้อยากจะขอพักอยู่ที่บ้านสกุลกู้สักระยะ เพราะต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรซึ่งสามีภรรยากู้ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
กู้ซิ่วไฉนำโสมที่มีอยู่ออกมาให้หมอเทวดาชวีอีกฝ่ายตรวจอาการให้สามีภรรยากู้เรียบร้อยแล้วก็เลื่อนสายไปยังกู้อวี้
กู้ซิ่วไฉรีบเข็นรถเข็นพาบุตรชายคนโตไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหมอเทวดาชวีกล่าวว่า“ท่านหมอที่มีชื่อเสียงในเมืองดูขาของอวี้เอ๋อร์แล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดหนทางรักษาทว่าท่านโปรดลองดูให้สักหน่อยได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะพอมีหนทาง…”
กู้อวี้ก้มหน้าลงต่ำสีหน้ามีแต่ความนิ่งขรึม บอกตามตรงเขาเลิกหวังมานานแล้วและยอมรับได้แล้วว่าชีวิตนี้อาจจะต้องเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ดังนั้นแม้จะได้ยินเช่นนี้ชายหนุ่มก็ไม่ได้คาดหวังอันใดมาก
หมอเทวดาชวีจับชีพจรให้กู้อวี้ จากนั้นตรวจอาการที่ขาซึ่งการกระทำเช่นนี้แตกต่างจากหมอในอำเภอที่พวกเขาเคยไปหาโดยสิ้นเชิง
“ยุ่งยากแล้วแม้แต่ข้าก็ยังมีความมั่นใจแค่ห้าส่วนเท่านั้น”
“ท่านว่ากระไรนะ”
คนสกุลกู้ทุกคนตาโตอย่างประหลาดใจ เมื่อครู่ท่านหมอเทวดาชวีกล่าวว่ากระไรนะ?
กู้อวี้เงยหน้าขึ้นมาความหมายของท่านหมอผู้นี้คืออีกฝ่ายมีความมั่นใจว่าจะสามารถรักษาขาของเขาให้หายได้?
“ข้ามีความมั่นใจห้าส่วน อีกสามส่วนนั้นขึ้นอยู่ที่ตัวผู้ไข้”หมอเทวดาชวีขยับขาของกู้อวี้ไปมาพลางเอ่ย“หากต้องการจะรักษาให้หายก็ต้องทำให้ขาหักใหม่อีกครั้ง แต่การทำเช่นนั้นย้อมนำความเจ็บปวดอย่างมากเจ็บยิ่งกว่ายามที่ขาหักครั้งแรกเสียอีก หากตัวผู้ไข้ทนได้ และระหว่างทำการรักษาอดทนไม่ขยับเขยื้อนขาได้ก็จะมีโอกาสเพิ่มมาอีกสามส่วนที่ขาจะหายเป็นปกติรวมกับอีกห้าส่วนที่ว่านั่นคืออยู่กับฝีมือของหมอที่ทำการรักษาและอีกสองส่วนสุดท้ายขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์”
“ข้าทนไหว ท่านหมอชวีข้าคงต้องรบกวนท่านแล้ว”กู้อวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยวขณะยกสองมือขึ้นกุมหมัด
“อวี้เอ้อร์…” กู่ซื่อเรียกชื่อบุตรชายสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเพียงแค่ฟังที่ท่านหมอเทวดาชวีพูดถึงวิธีรักษานางก็เจ็บปวดแทนบุตรชายจะแย่อยู่แล้วบุตรชายของนางจะทนไหวจริงหรือ หากทนไม่ไหวขึ้นมากลางคันทุกอย่างก็จะเสียเปล่าทันที แต่ถ้าหากไม่รักษากู้อวี้ก็จะเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต ในยามนี้นางจึงรู้สึกสับสนเหลือเกิน
“ข้าได้ยินว่ามียาชนิดหนึ่งชื่อว่าหมาเฟ่ยซั่นหากกินเข้าไปแล้วจะช่วยระงับความเจ็บปวดได้…” กู้ซิ่วไฉหยั่งเชิง
“ระหว่างที่ทำให้ขาหักใหม่อีกครั้งไม่อาจใช้ยาตัวนี้เพราะจะทำให้ข้าไม่ทราบว่าหักถูกที่หรือไม่ แต่ถ้าหากข้าหักขาแล้ว ระหว่างที่ได้ต่อเส้นเอ็นและกระดูกเข้าด้วยกันนั่นถึงจะสามารถใช้หมาเฟ่ยซั่นควบคู่กันไปได้” หมอเทวดาชวีเอ่ยตอบ
“เส้นเอ็นที่ขาของอวี้เอ้อร์ขาดหรือ”กู่ซื่อถามย้ำด้วยสีหน้าซีดขาว ในใจรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมอีกหลายร้อยเท่า
หมอเทวดาชวีพยักหน้า“เส้นเอ็นของขาทั้งสองข้างขาดทั้งหมดลำพังแค่ถูกรถม้าชนไม่น่าจะทำให้เส้นเอ็นและกระดูกหักได้ โดยปกติจะได้รับบาดเจ็บแค่เพียงภายนอกเท่านั้นเพราะเส้นเอ็นและกระดูกของคนเรามีความยืดหยุ่นกว่าผิวหนังมาก…”
กู้ซิ่วไฉนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าหนักอึ้ง“ความหมายของท่านคือการที่เส้นเอ็นที่ขาของอวี้เอ้อร์ขาดเป็นฝีมือคน?”
“ใช่”หมอเทวดาชวีกล่าวตอบน้ำเสียงหนักแน่น
“ท่านจะลงมือตอนนี้เลยหรือไม่”กู้อวี้ขัดจังหวะ แววตาเต็มไปด้วยความราบเรียบสงบนิ่ง ประหนึ่งว่าอาการที่หมอเทวดาชวีพูดมาเมื่อสักครู่นั้นไม่ใช่ตนเอง
หลิ่วตี๋ซึ่งนั่งฟังอยู่ขมวดคิ้วบุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดา เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีความพิเศษมากกว่าผู้อื่นมากน้อยเพียงใดและไม่ทราบว่าจะทนความเจ็บปวดจากการที่ขาของตนต้องหักอีกรอบได้หรือไม่
“จะลงมือตอนนี้เลยหรือ”น้ำเสียงที่กู่ซื่อเอ่ยถามบุตรชายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดนางยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย
“ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงมืออยู่ดี หากลงมือวันอื่นข้าคงต้องมัวมาพะวงถึงแต่เรื่องนี้เช่นนั้นมิสู้รีบลงมือวันนี้เลยไม่ดีกว่าหรือจะได้ไม่ทำให้ท่านหมอเทวดาชวีเสียเวลาด้วย” กู้อวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
[1]อู่ฉินซี่เป็นวิธีการออกกำลังกายอย่างหนึ่งของชาวจีน มีทั้งหมดห้าท่า โดยแต่ละท่าจะเลียนแบบท่าทางของสัตว์ได้แก่ ลิง กวาง หมี เสือ และนก