ครั้นแม่นมซุนถูกป๋อชางโหวเขม็งจ้องขนาดนี้ก็ผวากลัวจนขาสั่นระริก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่อี๋เหนียงเคยบอกไว้นึกถึงเฉินจิ้งโหรวแล้ว นางจึงฝืนใช้แรงกัดริมฝีปากล่างเรียกสติ ก่อนเอ่ยออกไป“เรียนท่านโหว เรื่องนี้บ่าวมิทราบจริงๆ เจ้าค่ะ!”
นางตอบพลางโขกหัวกับพื้นหลายครั้ง“บ่าวเพียงปวดใจกับอี๋เหนียง ดังนั้นถึงได้อาจหาญไปเรือนคุณหนูใหญ่ขอร้องให้คุณหนูใหญ่มาพูดกับอี๋เหนียง ไม่แน่ว่าอี๋เหนียงอาจฟื้นขึ้นมาเจ้าค่ะแต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นความผิดพลาดมหันต์ขนาดนี้เจ้าค่ะ!”
ป๋อชางโหวปราดมองนางลงมา“หึ นับว่าเจ้าเข้าใจดีทีเดียว ทำผิดมหันต์ยิ่งทีเดียว หากเจียเอ๋อร์เป็นอะไรไปพวกเจ้าทั้งหมดต้องถูกฝังตามไปด้วย!”
เมื่อได้ยินดังว่าแม่นมซุนเป็นอันใจสะท้านผวากลัวเสียมิได้ พวกนางต้องถูกฝังตามทั้งหมดหรือ? พวกนางที่ว่า หมายถึงคนใต้อาณัติจวนป๋อชางโหวทั้งหมดแม้แต่จ้าวอี๋เหนียงด้วยอย่างนั้นหรือ?
นางลอบเงยหน้ามองป๋อชางโหวหน้าดำคร่ำเครียดด้วยโทสะ ไร้ซึ่งความเมตตาอ่อนโยนไร้ซึ่งเสี้ยวความสุภาพบุรุษอย่างท่านโหวแห่งจวนโหวดั่งก่อนหน้า
แม่นมซุนรีบก้มหน้าบางทีนี่อาจเป็นป๋อชางโหวที่แท้จริงก็ได้ซึ่งสิ่งที่พวกนางเห็นก่อนหน้านี้อาจมองพลาดไปทั้งสิ้น
“เผยฉางชิงเล่า? เขาไม่อยู่นอกเรือนหรือ?”
เมื่อนึกถึงคนที่เฝ้าจับตาพร้อมตนอยู่นอกเรือนแล้วเฉินอี้เหอจึงเอ่ยปากถาม
ป๋อชางโหวส่ายหน้า“ยามข้ามา นอกเรือนก็เงียบสงัดไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย”
“หรือว่า!”ดวงตาเฉินอี้เหอพลันสว่างวาบ “เขาตามคนที่พาเจียเอ๋อร์ไปอย่างนั้นหรือ?”
แววตาเย็นยะเยือกของป๋อชางโหวกวาดมองรอบด้าน“เขาตามไปแล้วอย่างไร แค่บัณฑิตธรรมดาจะเดินเหินข้ามกำแพงคล่องแคล่วเหมือนเจ้าหรือ?”
เมื่อได้ยินดังว่าดวงตาประกายแสงเมื่อครู่พลันหม่นลงทันใดกระนั้นในใจกลับยังคงมีเสี้ยวความหวังเห็นว่าเจียเอ๋อร์เชื่อมั่นใจตัวเผยฉางชิงขนาดนั้นเขาต้องหาวิธีตามหานางได้แน่นอน!
ต่อให้จะกอดความหวังริบหรี่นี้ไว้แต่ในใจเขากลับรู้ดีว่าฝีมือเผยฉางชิงเป็นอย่างไรเขาจะตามไปได้ไกลเพียงใดก็ไม่มีทางรู้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย
“ท่านแม่ทัพคุณชายเผยอยู่ข้างนอกขอรับ”
องครักษ์ส่วนตัวของเฉินอี้เหอพุ่งเข้าหาเขาพร้อมรายงานประโยคดังว่า
“รีบเรียกเขาเข้ามา!”ป๋อชางโหวสั่งการแทบไม่ทัน
เขาเองแทบไม่ต่างจากเฉินอี้เหอแม้การรับรู้ของเขาจะบอกว่าเผยฉางชิงคงช่วยอะไรไม่ได้มากทว่าในใจกลับยังคงวาดเสี้ยวความหวังไว้ไม่แน่อาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เป็นได้ใช่หรือไม่?
เผยฉางชิงเข้าห้องมาเมื่อเห็นทั้งสองก็คำนับครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มกล่าว
“หลังจากแม่ทัพเฉินตามไปได้ไม่นานภายในเรือนเริ่มมีความเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดขึ้นข้าน้อยเผยตามไปด้วยความระวังยิ่ง ทว่าตามไปได้ไม่นานนักตามไปได้ถึงเพียงหลังตำหนักใหญ่เท่านั้นขอรับหากแต่คนที่แบกร่างไปนั้นมุ่งหน้าไปทิศใต้ขอรับ”
เมื่อได้ยินดังว่าเฉินอี้เหอขมวดคิ้วทันใด “ทิศใต้? แต่คนที่พาจ้าวอี๋เหนียงไปเมื่อครู่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ”
ประเดี๋ยวเหนือประเดี๋ยวใต้ฟังแล้วชวนสับสนยิ่ง
หากไม่มีเผยฉางชิงเช่นนั้นพวกเขาคงเดินหน้าหากันแล้ว และคงออกค้นทางทางทิศเหนือแน่นอนซึ่งคนที่อยู่ทางใต้ย่อมสบโอกาสหนีออกจากวัดอันเหรินได้นั่นเอง
“แผนดีนัก!”ป๋อชางโหวขบกรามเค้นเอ่ยสามคำนี้ออกมา
ป๋อชางโหวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย“ฉีหร่าน กระจายคำสั่งไป ออกค้นหาห้องพักทางใต้ของตำหนักใหญ่ให้ละเอียด”
สิ้นเสียงเขาจ้าวอี๋เหนียงที่สิ้นสติอยู่พลันฟื้นขึ้น แขนอ่อนแรงเอื้อมออกมา “ไม่ ไม่ได้โหรวเอ๋อร์ยังไม่กลับมา...”
“เจ้ารู้แค่ว่าโหรวเอ๋อร์ยังไม่กลับมาแต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจียเอ๋อร์ตกอยู่ในมือคนชั่วแล้ว!”
จู่ๆเสียงป๋อชางโหวพลันแผดตะโกนสูง มิได้สร้างความตกใจแก่จ้าวอี๋เหนียงอย่างเดียวแต่ยังสร้างความตกใจแก่เฉินอี้เหอข้างกายอีกด้วย
เขาไม่เคยเห็นบิดาตัวเองเสียอาการขนาดนี้มาก่อนล้วนเป็นเพราะตน หากมิใช่เพราะตนบุ่มบ่ามเกินไป ไม่แน่อาจช่วยน้องหญิงกลับมาได้
แม่นมซุนข้างๆรีบลนลานเข้าขวางเบื้องหน้าจ้าวอี๋เหนียง “ท่านโหวโปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะอี๋เหนียงหมายถึงคุณหนูรองยังไม่กลับมา ยามนี้คุณหนูใหญ่เองก็ตกอยู่ในมือคนร้ายเราไม่ควรออกค้นหาอย่างดุเดือดเกินไป ด้านหนึ่งความปลอดภัยของคุณหนูทั้งสองสำคัญยิ่ง อีกด้านก็...”
นางเงยหน้ามองบุรุษทั้งสามที่ยืนเบื้องหน้า“หากหาตัวไม่เจอในเวลาสั้นๆ เกรงว่าจะเป็นการทำลายชื่อเสียงคุณหนูทั้งสอง...”
ป๋อชางโหวฟาดโต๊ะใช่สิ เขาลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร หากเป็นบุรุษยังพอไม่สนใจได้ แต่นี่เป็นบุตรสาวชื่อเสียงย่อมสำคัญเหนือชีวิต
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก้มหน้าก้มตาท่าทางไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ครั้นเห็นฝีเท้าเขากำลังจะก้าวออกไปจ้าวอี๋เหนียงก็อดที่จะร้อนรนขึ้นเสียมิได้ “ท่านโหว ท่านจะไปไหนเจ้าคะ?”
ป๋อชางโหวหันกลับมาจดจ้องนางครู่หนึ่งมีเพียงสายสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีมอบให้ทำเอาจ้าวอี๋เหนียงมิกล้าปริปากแม้แต่คำเดียว
“ไม่ใช่เรื่องที่ควรถามไม่ต้องถามให้มากความ” พูดจบ เจ้าตัวก็ปรี่ออกห้องไปทันใด
เฉินอี้เหอและเผยฉางชิงเองมิได้ไปดูจ้าวอี๋เหนียงแต่ตามติดเขากลับไปด้วยเช่นกัน
เวลาผ่านไปทีละนิดกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จ้าวอี๋เหนียงถึงได้รู้สึกตัวอุ่นขึ้นบ้างแล้ว
นางกระถดร่างเข้าใต้ผ้าห่มมีเพียงศีรษะโผล่ออกมาให้เห็น
“แม่นมซุนเจ้าว่าท่านโหวจะเจออะไรเข้าแล้วหรือไม่?”
เมื่อนึกถึงสายตาป๋อชางโหวเมื่อครู่จ้าวอี๋เหนียงก็รู้สึกผวากลัวขึ้นเสียอย่างนั้น หากเขารู้ความจริงขึ้นมาอย่าว่าแต่อนุเลย ต่อให้นางเป็นถึงองค์หญิง ก็ต้องถูกเขาถลกหนังไปชั้นหนึ่งแน่
แม่นมซุนได้ยินก็เร่งรีบเข้ามายกมือปิดปากจ้าวอี๋เหนียงโดยพลัน จากนั้นสายตาจึงมองซ้ายขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครทันสังเกตได้ยิน ถึงได้เอ่ยปากพร้อมส่งสัญญาณแฝงนัย“อี๋เหนียงเจ้าคะ บางเรื่องมิอาจพูดซี้ซั้วได้ท่านโหวเป็นห่วงคุณหนูทั้งสองเหมือนกัน ท่านอย่าได้กังวลเกินไปเลยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินแม่นมซุนเอ่ยดังว่าจ้าวอี๋เหนียงสีหน้าพลันอ่อนโยนทันใด ยกมือขึ้นดึงมือแม่นมซุนออกจากปากตัวเอง“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเหนื่อยเหลือเกิน แม่นม ข้าอยากพักแล้ว”
นางเอ่ยเช่นนี้ก่อนหลับตาลง คำพูดที่แม่นมซุนมาดหมายเอ่ยจำต้องกลืนลงไปแทน
ภายในเรือนเฉินอี้เหอป๋อชางโหวกลับมาด้วยความรีบร้อน บางทีอาจเป็นเพราะจิตใจสับสนยามนี้แค่ในหัวเขาถึงได้คิดแต่ว่าเฉินจิ้งเจียประสบปัญหาอย่างใดบ้างแค่นี้ก็ทำเอาสงบจิตใจไม่ได้แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะหาข้อป้องกันรับมือช่วยคนอย่างไรอีกเลย
เทียบกับป๋อชางโหวแล้วเฉินอี้เหอก็มิได้ต่างกันมาก หน้านิ่วคิ้วขมวดเคร่งเครียดสีหน้าคร่ำเคร่งแต่เดิมนั้น ยามนี้กลับทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัว
เขานั่งบนเก้าอี้พยายามกระตุ้นให้สมองตนทำงาน พยายามหาวิธีช่วยเฉินจิ้งเจียอย่างเต็มที่สายตาเคลื่อนผ่านเห็นเผยฉางชิงข้างๆสิ่งที่เฉินจิ้งเจียพูดไว้ก็ดังก้องอยู่ในหู...
“เผยฉางชิงเจ้ามีวิธีการดีๆ ในการช่วยเจียเอ๋อร์หรือไม่?”
เฉินอี้เหอถามทันทียามนี้นอกจากถามเผยฉางชิงแล้ว เขาก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
หากแต่เฉินอี้เหอได้ยินคำพูดเขาก็เป็นอันขมวดคิ้วทันที ริมฝีปากเม้มหากัน แต่กลับไม่เอ่ยแม้แต่คำเดียว
เขารู้ดีว่าเขาเคยบอกเฉินจิ้งเจียถึงวิธีนั้นเพียงแต่พวกเขามิได้อยู่ด้วยกัน เฉินจิ้งเจียทำตามที่เขาบอกหรือไม่พกของติดตัวไว้หรือไม่ก็ยังมิอาจรู้ได้
“บางทีอาจพอมีวิธี” เขาคิดก่อนเอ่ย “เพียงแต่ จำต้องรอคอยเท่านั้น”