บทที่ 1-2 ข้ามภพมาแบบงง ๆ
หลังจากหญิงสาวข้ามภพมาได้สามวัน ร่างกายของเด็กหญิงก็แข็งแรงขึ้นจากเดิมมากเพราะเธอออกกำลังกายและเล่นโยคะใน่เช้าของทุกวันแต่สิ่งที่ขัดใจเธอมากที่สุดคือ เธอพบว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนในยุคนี้เลย
“เฮ้อ! สรุปคือฉันไม่ได้สมบัติล้ำค่า แบบเทพทรูเหมือนที่คนอื่นเค้าข้ามภพกันใช่ไหม” เสียงของหวังิเยว่ดังขึ้น
“ท่านเทพใจร้ายใจดำ คนอื่นเค้าข้ามภพมามีของวิเศษกันล้านแปดแต่ทำไมหนูไม่มีอะไรเลยล่ะ”
“หึ ขอให้ท่านเทพท้องเสียจู๊ดจู๊ดไปแปดวัน”หลังจากแพงพรรณพูดจบประโยค มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นตอบรับคำบ่นของเธอ
“หนูขอโทษ หนูล้อเล่นค่ะ” แพงพรรณรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวเธอรีบกล่าวคำขอโทษออกไป
แพงพรรณนึกถึงวันที่เธอข้ามภพมาที่นี่ เธอจำได้ว่า หลังจากเลิกงานเธอขับรถยุโรปแบรนด์หรูมุ่งตรงกลับคอนโดด้วยความเหนื่อยล้าและง่วงนอนมากเนื่องจากเธอกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อยู่และวันนั้นเป็วันที่เธอพรีเซนต์ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ซึ่งเธอได้รับคำชมเชยอย่างมากจากท่านประธาน เมื่อถึงคอนโดของตนเองเธอจึงล้มตัวลงนอนบนโซฟาที่ห้องรับแขกและหลับไปแต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็ข้ามภพมาอยู่ที่นี่แล้ว
“ข้ามภพมาแบบงง ๆ ของวิเศษก็ไม่มีเหมือนคนอื่นเขา”
“แต่ไม่เป็ไร อย่างน้อยเราก็มีความรู้ที่ติดตัวมาให้มันรู้กันไปว่าสาวจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างเราจะเอาตัวไม่รอดด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลกค่ะ”
“แต่ก่อนอื่นด้วยสองมือนี้ต้องทำให้ครอบครัวนี้มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นนับจากวันนี้ ข้าคือหวังิเยว่ สู้โว้ย สู้โว้ย”
จากความทรงจำที่ได้มา ทำให้ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านพ่อของนางเป็ลูกของขุนนางใหญ่ที่มีมารดาเป็อนุภรรยาท่านปู่รักและเมตตาท่านพ่อมาก จัดหาอาจารย์ที่เลื่องชื่อมาสอนหนังสือและวรยุทธ์ให้กับท่านพ่อแลท่านพ่อของนางถือได้ว่า เป็คนเก่งกาจและมีความสามารถผู้หนึ่งเป็ความหวังของตระกูลที่จะสอบเข้ารับราชการรั้งตำแหน่งขุนนาง
ผู้าุโในตระกูลหวังอยากให้ท่านพ่อแต่งงานกับหญิงสาวตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงแต่ท่านพ่อกลับหลงรักท่านแม่ ทั้งคู่ได้พบกันเนื่องจากท่านพ่อาเ็จากการล่าสัตว์แลได้ท่านแม่ช่วยเหลือไว้ ท่านแม่ดูแลท่านพ่ออย่างดีเป็เวลาหนึ่งเดือนจึงทำให้ทั้งคู่รักกัน แต่ทางตระกูลของท่านพ่อไม่เห็นด้วยเพราะท่านแม่เป็เพียงหญิงสาวธรรมดาท่านพ่อจึงตัดสินใจออกจากตระกูลมาอยู่กับท่านแม่ นำเงินเก็บของตนเองมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านในหมู่บ้านที่ตำบลฉางสุ่ยแห่งนี้
‘เห็นไหม ตรงตามนิยายเป๊ะเลย’ ิเยว่คิดในใจ
ท่านพ่อได้สอนหนังสือและวรยุทธ์เล็กน้อยให้กับพี่ใหญ่และพี่รองแต่ ิเยว่ไม่ได้เรียนด้วย เนื่องจากนางมีร่างกายที่อ่อนแอส่วนน้องทั้งสองคนยังอ่อนเยาว์เกินไปเธอจึงออดอ้อนขอให้ท่านพ่อสอนหนังสือให้เธอและน้องสี่ โดยให้เหตุผลกับบิดาว่า
“เยว่เอ๋อร์อยากเรียนหนังสือเ้าค่ะอย่างน้อยขอให้เขียนและอ่านได้ จะได้ไม่โง่เขลาและไม่โดนผู้อื่นหลอกได้ง่ายเ้าค่ะส่วนน้องสี่อายุเก้าปีแล้ว ถ้าเป็เด็กในเมือง ตอนอายุเท่านี้ก็ได้เรียนหนังสือกันแล้วเ้าค่ะ”
“เ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าเด็กในเมืองเรียนหนังสือตอนอายุเท่าใด เ้าเคยเข้าเมืองหรือ” หวังหลินข่ายเอ่ยถามบุตรสาว
‘อ้าว ท่านพ่อกวนรึ มาต่อยกันเลยไหมเ้าคะ’ ิเยว่คิดในใจ
“ลูกได้ยิน คนอื่นพูดเ้าค่ะ” หวังิเยว่บอกกับบิดา
“ใครล่ะ ที่พูด” หวังหลินข่ายเอ่ยถามอีกครั้ง
“ลูกจำไม่ได้แล้วว่าใครพูด แต่ท่านพ่อเ้าคะข้าอยากเรียนหนังสือจริง ๆ นะเ้าคะ” หวังิเยว่ตัดบทคำถามของหวังหลินข่าย ด้วยการเข้าไปกอดออดอ้อนผู้เป็บิดา
หวังหลินข่ายรู้สึกแปลกใจที่บุตรสาวเข้ามากอดและออดอ้อนตนเองเช่นนี้ที่ผ่านมาบุตรสาวของเขามิเคยทำกิริยาเยี่ยงนี้มาก่อน แต่เขารู้สึกพึงพอใจยิ่งนักกับการเปลี่ยนแปลงของบุตรสาวจึงเอื้อมมือไปลูบศีรษะของหวังิเยว่แล้วกล่าวว่า
“ได้ หลังจากพ่อกลับมาจากการล่าสัตว์แล้ว พ่อจะสอนหนังสือให้เ้ากับหลงเอ๋อร์”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ” หวังิเยว่กล่าวขอบคุณผู้เป็บิดาพร้อมรอยยิ้ม