เล่มที่1 บทที่7 หลงซินเย่
จั่วเฉินนั่งขัดสมาธิ โคจรเคล็ดวิชารวมปราณอยู่บนยอดเขาไม่นานก็เข้าสู่สภาวะฝึกฝนโดยไม่รู้ตัว ร่างกายเป็ดั่งเตาหลอม เืลมทั่วทั้งร่างปั่นป่วนไหลเวียนไปทั่วเส้นปราณและกระดูก ซึ่ง ณ ขณะนั้น พลังห้วงมิติรอบข้างได้หลั่งไหลเข้าหาเขาอย่างรวดเร็วก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณอันเข้มข้น
ระหว่างที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้น หินหยกภายในตัวของจั่วเฉินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมันส่องแสงสีแดง ชักนำพลังปราณในตัวเขาให้ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเริ่มหลอมละลาย
เป็ดังที่จั่วเฉินคิดเอาไว้ หยกชิ้นนี้ไม่เพียงเร่งให้เืลมหมุนเวียนได้เร็วขึ้น แต่ยังมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับพลังปราณด้วย หมายความว่าหากมีหินหยกนี้แล้ว จั่วเฉินจะสามารถเร่งความเร็วในการโคจรเคล็ดวิชารวมปราณได้เร็วกว่าเดิมถึงสามเท่า
ไม่ใช่แค่พลังปราณเท่านั้น ทว่าหลังผ่านการปรับปรุงด้วยหินหยกแล้วเืลมก็ดูจะบริสุทธิ์ขึ้น
ผู้ฝึกยุทธพลังปราณจะต้องสูบเอาพลังห้วงมิติมาใช้ทว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงพลังห้วงมิติเท่านั้น ยังมีสิ่งโสมมอื่นๆ ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งไม่เหมาะที่จะสูบเข้าสู่ร่างกายทว่าในเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตชั้นยอดนั้น สามารถช่วยขจัดสิ่งเจือปนได้ จึงสามารถหลอมพลังห้วงมิติออกมาได้บริสุทธิ์ที่สุดและเพราะเหตุนี้ จึงป้องกันผู้ฝึกยุทธที่หมายจะใช้วิธีลัดในการเร่งเพิ่มพลังได้
เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตนั้นมีั้แ่ระดับต่ำไปจนถึงสูงแบ่งเป็ระดับมานุษ ระดับดิน ระดับฟ้า และระดับเซียน
เคล็ดวิชาหลอมรวมที่ระดับมานุษนี้จะหลอมพลังห้วงมิติที่สูบได้จนเกิดเป็พลังปราณ ทว่าผู้ฝึกฝนจะได้รับสิ่งเจือปนเข้าไปมากแต่เพราะจั่วเฉินนั้นมีหินหยกอยู่ในร่าง สิ่งที่ปะปนเข้ามาจึงถูกขับออกไป นับว่าน่าเหลือเชื่อทีเดียว
แม้เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตนี้จะเป็เพียงระดับมานุษแต่เพราะพลังของหินหยก ความเร็วและปริมาณของพลังปราณที่จั่วเฉินหลอมรวมออกมาได้จึงไม่ด้อยไปกว่าระดับดินเลยยิ่งเขาฝึกฝนเท่าไร พลังปราณที่ได้ก็ยิ่งบริสุทธิ์และแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ในส่วนลึกของร่างกายจั่วเฉินมีพลังปราณก่อเกิดไม่หยุดจากนั้นมันก็เริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างของเขา
ตู้ม!
สองชั่วยามให้หลังภายในร่างของจั่วเฉินก็เกิดเสียงดังขึ้น เืลมในร่างพลันสั่นไหว
จั่วเฉิงเบิกตาโพลงก่อนจะคำรามออกมา จากนั้นจึงชกหมัดขวาออกไปอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงะเิดังขึ้นพริบตานั้น ทุกสิ่งรอบข้างพลันพังทลาย พลังห้วงมิติที่หลั่งไหลมารวมกันก็ยังถูกคลื่นพลังอันแข็งแกร่งนี้ะเิออกไป
“ระดับหลอมรวมขั้นสองแล้วหรือ การปลุกพลังครั้งที่สองนี้เหมือนกับการเดินบนเส้นทางสายเก่าไม่มีผิดและเพราะมีหินหยกชิ้นนั้น ความเร็วในการฝึกจึงเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว”
ทุกอย่างที่จั่วเฉินสั่งสมมาสิบปีได้ะเิออกมาในครั้งเดียวเขาหรี่ตาลง รู้สึกพอใจในผลลัพธ์ครั้งนี้เป็อย่างยิ่ง
พร์ ณ ตอนนี้ยังไม่เท่าไร หากวันหนึ่งร่างกายของเขาฟื้นกลับมาสมบูรณ์ดังเดิมจนตราทั้งสิบสามารถปรากฏออกมาได้พร้อมกันล่ะก็ ยิ่งถ้ามีหินหยกชิ้นนี้ด้วยแล้ว เส้นทางในอนาคตก็ยากจะจินตนาการถึง
“อีกไม่นานหลงซินเย่คงจะมาถึง ดูจากความเร็วในการฝึกตอนนี้นางจะต้องสนใจข้าแน่ และคงเป็ข้าที่จะได้ไปตำหนักนภาพปราณยุทธ” จั่วเฉินพูดกับตัวเองหลังการฝึกฝนจบลง
เมื่อถึงระดับหลอมรวมขั้นสอง ภายในร่างจึงเริ่มมีพลังปราณปรากฏบ้างแล้วจั่วเฉินพลันนึกถึงเงาที่เคยเห็นในหินหยกขึ้นมา
ตอนนี้ข้าจะสามารถทำท่าตามเงานั้นได้แล้วหรือยังนะ
คิดได้ดังนั้น จั่วเฉินก็รีบเพ่งสมาธิไปที่หินหยกทันที เงาคนร่างนั้นปรากฏขึ้นก่อนจะร่ายรำท่วงท่าชุดเดิมออกมา
จั่วเฉินสงบใจลงก่อนเริ่มทำตามท่วงท่านั้นเขารู้แล้วว่าหินหยกนี่ไม่ธรรมดา ดังนั้น ต่อให้เป็ท่วงท่าง่ายๆ จั่วเฉินก็ไม่อยากพลาดโอกาสเรียนรู้ไม่แน่ว่าหากทำสำเร็จ อาจจะเกิดผลดีอันใหญ่หลวงเลยก็เป็ได้
หลังจากปลุกพลังจนมีพลังปราณช่วยเสริมหนุนแล้วจั่วเฉินก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
ตอนที่เขาลองทำตามท่วงท่านั้นอีกครั้ง พลังปราณในตัวได้เกิดเส้นทางไหลเวียนพิเศษขึ้นแม้จั่วเฉินจะสามารถทำท่วงท่านั้นตามได้จนจบ ทว่าก็ยังทุลักทุเลพอสมควร มีส่วนที่คล้ายคลึงกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อมองรวมๆ แล้วจึงยังดูประหลาด
จั่วเฉินเข้าใจแล้วว่าท่วงท่านี้ไม่ง่ายเลยไม่ว่าจะเป็ท่าทางหรือองศาล้วนแต่แปลกประหลาด ทว่าเพียงแค่ท่าเดียวก็สามารถชักนำพลังปราณในตัวให้ไหลเวียนได้ น่าเหลือเชื่อมากทีเดียว
...
หลายวันหลังจากนั้นจั่วเฉินแทบจะจมดิ่งอยู่กับการฝึกฝน ไม่เพียงพลังปราณที่กล้าแกร่งขึ้น แต่เขายังสามารถทำท่วงท่านั้นได้อย่างลื่นไหล
นอกจากนี้ จั่วเฉินยังพบว่าตอนที่เขาทำท่วงท่าพวกนั้นจะไม่สามารถะเิพลังออกมาได้ในพริบตา และเพราะเขาฝึกฝนไม่หยุด จึงสามารถทำตามท่านั้นได้คล้ายคลึงถึงเจ็ดส่วนแล้ว
หลายวันมานี้ พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งร้อยจินเท่ากับว่าตอนนี้จั่วเฉินพัฒนาจนมีพลังหนึ่งพันหนึ่งร้อยจิน ซึ่งแค่ข้อดีจุดนี้ ก็เพียงพอที่เขาฝึกท่วงท่านั้นต่อให้ออกมาสมบูรณ์แล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
น่านฟ้าเหนือสำนักสลายดารามีเสียงเคาะดังสนั่นขึ้นสามครั้ง
“การทดสอบของหลงซินเย่จะเริ่มขึ้นแล้วหรือ”จั่วเฉินที่ฝึกอยู่ทีู่เาด้านหลังถูกเสียงนั้นขัดจังหวะ จึงหันไปมองทางตำหนักใหญ่ทันที
เพราะมีความสามารถเป็ทุนเดิม จั่วเฉินจึงพัฒนาได้อย่างมั่นคงยามนี้ดูน่าเกรงขามขึ้นไม่รู้กี่เท่า ตอนที่มาถึงหน้าตำหนัก ศิษย์หลายร้อยคนก็ยืนออกันอยู่ก่อนแล้วต่างคนต่างก็ส่งเสียงจอแจดูครึกครึ้นไม่เบา
“หลงซินเย่มาแล้ว!”
จู่ๆ ศิษย์คนหนึ่งก็ร้องออกมา ทำเอาสายตามากมายต้องหันไปมองตาม
จั่วเฉินมองตรงไปยังเบื้องหน้า ก่อนจะพบกับสตรีนางหนึ่งที่มีใบหน้างดงามกำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่ ดูแล้วนางคงจะอายุประมาณสิบแปดถึงสิบเก้าปี ท่าทางน่าเกรงขามราวกับเกิดมาพร้อมกับบารมีของผู้สูงส่ง
สตรีนางนั้นเดินออกมาจากตำหนักใหญ่ของสำนักสลายดารากระทั่งเ้าสำนักหรือผู้าุโคนอื่นๆ ก็มีท่าทีนอบน้อม พากันยืนแย้มยิ้มอยู่ด้านหลัง
“นี่น่ะหรือบุตรสาวของท่านเ้าเมืองหลงจ้านแห่งเมืองหลงหลินวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริง” จั่วเฉินพึมพำออกมา ไม่ได้มีท่าทีคลั่งไคล้เช่นศิษย์คนอื่นๆ
หลังจากนั้น เ้าสำนักสลายดาราก็ประกาศขึ้น
“ผู้ที่มีตราปราณโบราณอย่างน้อยสี่ตราและมีระดับพลังหลอมรวมขั้นสาม จึงจะมีสิทธิเข้าร่วมการคัดเลือกให้เป็ผู้ติดตามของคุณหนูหลงซินเย่หากผู้ใดมีพร์โดดเด่นแต่ระดับพลังยังไม่ถึงขั้นก็อนุโลมให้เข้าร่วมได้เช่นกันส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ขออย่าได้เข้ามารบกวน ศิษย์ที่ถูกขานชื่อให้ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อรับการทดสอบ”
“อะไรนะ! ระดับหลอมรวมขั้นสามหรือ! แถมยังต้องมีอย่างน้อยสี่ตราอีก!”
ศิษย์หลายคนที่ได้ยินต่างก็ส่งเสียงจอแจเนื่องจากเงื่อนไขเช่นนี้ถือว่าเข้มงวดมากทีเดียว
สำนักสลายดารามีศิษย์หลายร้อยคน ทว่าคนที่มีพลังถึงระดับหลอมรวมขั้นสามกลับมีเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้นหากจะหาคนที่มีสี่ตราด้วยแล้ว หักลบกันก็เหลือเพียงสิบกว่าคน เงื่อนไขเช่นนี้เกรงว่าสุดท้ายแล้วคงเหลือผู้มีสิทธิแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แล้วยังจะต้องคัดเลือกอะไรกันอีก
“ข้างกายข้าไม่้าคนไร้ค่าต่อให้เป็แค่ผู้ติดตามก็ไม่ได้” หลงซินเย่เอ่ยขึ้น ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆโดยไม่สนใจเสียงจอแจเลยสักนิด
ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดนี้ มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงตาของจั่วเฉิน
“ถึงตาข้าแล้วหรือ”จั่วเฉินตาเป็ประกาย ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าศิลาสะท้อนฟ้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อการทดสอบเริ่มขึ้น จั่วเฉินก็วางมือทั้งสองแนบไปบนศิลา ทันใดนั้นแผ่นศิลาพลันเปล่งแสงอันเจิดจรัสขึ้นมาสายหนึ่ง
หนึ่งสาย สองสาย สามสาย...
ทุกคนที่ชมอยู่ต่างพากันกลั้นหายใจ จับจ้องไปยังภาพอันน่าตกตะลึงลำแสงอันเจิดจรัสทั้งห้าสายปรากฎขึ้นให้เห็น ซึ่งมันแทบจะกลืนกินจั่วเฉินเข้าไปทั้งตัว
ศิลาสะท้อนฟ้าสาดลำแสงห้าสายออกมาเช่นนั้นก็แปลว่าจั่วเฉินมีตราปราณโบราณห้าตรา!
ห้าตราไร้เทียมทาน กล้าแกร่งดุจพยัคฆ์ผู้ใดที่สามารถปลุกพลังจนได้ห้าตรามา แม้จะไม่ได้ฝึกฝน ทว่าเมื่อเติบโตขึ้นก็จะมีพลังแข็งแกร่งดุจพยัคฆ์ไปโดยปริยาย
จู่ๆ รอบข้างพลันเงียบสงัดใบหน้าของศิษย์ในสำนักล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
หากนึกย้อนไปถึงเื่ราวเมื่อไม่นานมานี้จั่วเฉินยังเป็แค่คนไร้ค่าในสำนักที่ไม่สามารถปลุกพลังได้อยู่หลายปี ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีสำคัญก่อนที่หลงซินเย่จะมาเขากลับสามารถปลุกพลังได้สำเร็จ แถมยังมีพร์ที่น่าตกตะลึงต่อให้เป็เจียงเฉินเทียน หวังเฟยอวี่ หรือจ้าวจงหลีที่เป็ยอดศิษย์ของสำนัก หากเทียบกับจั่วเฉินในตอนนี้แล้วก็ดูด้อยกว่ากันมาก
หลังจากนั้นก็เป็การทดสอบพละกำลัง แม้ว่าระดับหลอมรวมขั้นสองจะไม่ได้โดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางศิษย์ที่มีระดับพลังหลอมรวมขั้นสามทว่าพอมีห้าตราปราณโบราณแล้วก็เพียงพอที่จะมีพลังนำหน้าทุกคนในอนาคตได้
ผู้คนส่วนมากหลังจากปลุกพลังสำเร็จต้องใช้เวลาถึงหนึ่งหรือสองปีเพื่อที่จะพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นสองทว่าจั่วเฉินกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็มีระดับพลังเช่นนี้แล้ว การแข่งบุญแข่งวาสนาเช่นนี้สามารถทำให้บางคนเจ็บแค้นจนกระอักเืได้เลยทีเดียว
จั่วเฉินนี่มันบุญอะไรหล่นทับกันเนี่ย
สิ่งสำคัญที่สุดในเส้นทางของผู้ฝึกยุทธพลังปราณคือพร์รองลงมาจึงเป็ระดับพลัง ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบนี้มีสิบกว่าคนแต่ละคนล้วนมีระดับพลังสูงกว่าจั่วเฉินทั้งนั้น ทว่าหากวัดกันที่พร์แล้วกลับไม่อาจเทียบจั่วเฉินได้เลย
หากไม่มีอะไรผิดพลาดผู้ติดตามของหลงซินเย่ในตำหนักนภาปราณยุทธครั้งนี้คงต้องเป็จั่วเฉินแน่แล้ว
เบื้องล่างไม่รู้มีสายตามากมายเท่าไรที่จ้องมองมาไม่ว่าสิทธินี้จะตกไปอยู่ที่ใครก็ล้วนยอมรับได้ ทว่าทำไมจึงต้องเป็จั่วเฉินที่เป็คนไร้ค่ามาหลายปีด้วย
น่าเสียดายที่ตอนนี้มีเ้าสำนักเฝ้าอยู่แถมหลงซินเย่ก็มาด้วย จึงไม่มีใครกล้าก่อเื่ แต่ต่อให้ไม่มีสองคนนี้ หลังจากที่จั่วเฉินปลุกพลังได้สำเร็จทั้งสำนักก็ไม่มีใครกล้าหาเื่เขาอีกแล้ว
ลองคิดถึงเจียงเฉินเทียนก็จะรู้ เขาเป็ถึงหนึ่งในศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งยังมีสกุลเจียงหนุนหลัง แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่ช่วยอะไร เพราะเขาดันไปหาเื่จั่วเฉินเข้าจึงถูกซัดหมดสภาพกลายเป็คนติดเตียงและต้องพลาดโอกาสในการทดสอบครั้งนี้
หลังจากก้าวขึ้นมาข้างหน้า จั่วเฉินก็ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ใจกลางลานทดสอบหลังจากกวาดตามองรอบข้างรอบหนึ่ง จึงค่อยเบนสายตาไปที่หลงซินเย่ ตอนนี้ทั่วทั้งตัวของจั่วเฉินเต็มไปด้วยแสงเจิดจรัส
“ได้ยินว่าเ้าเพิ่งปลุกพลังสำเร็จได้เพียงเก้าวันหรือ”ดวงตาคู่สวยของหลงซินเย่พินิจมองจั่วเฉินอย่างสนใจ
“ถูกต้อง”จั่วเฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถึงระดับพลังจะต่ำไปหน่อยแต่ก็มีถึงห้าตราปราณโบราณพร์เช่นนี้ถือว่ามีสิทธิเป็ผู้ติดตามข้าอยู่บ้าง” หลงซินเย่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มน้อยๆรู้ได้ไม่ยากว่านางค่อนข้างพอใจในตัวจั่วเฉินทีเดียว
ได้ยินดังนั้นใบหน้าจั่วเฉินก็ฉายแววดีใจ
“เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณหนูใหญ่แล้ว”
ในที่สุดเขาก็คว้าสิทธินี้มาได้ นอกเหนือจากการปลุกพลังได้แล้วนี่นับเป็อีกเื่ที่น่ายินดี หากมัวแต่ขลุกอยู่ในสำนักเล็กๆ ชีวิตนี้ย่อมไม่มีทางพัฒนาแน่มีแต่ต้องไปตำหนักนภาปราณยุทธเท่านั้น จั่วเฉินจึงจะมีโอกาสได้ทรัพยากรในการฝึกฝนมาใช้เพื่อเสริมสร้างร่างกายเช่นนั้นจะได้ทำให้ตราทั้งสิบของเขาเผยออกมา และที่สำคัญ เขาก็จะได้รับโอสถชั้นเลิศและของล้ำค่าอีกมากมายเพื่อใช้ถอนพิษกระดูกของท่านอาเล็กด้วย