ภายในลานเรือนเห็นเพียงเงาร่างคนผู้หนึ่งแฉลบผ่านขึ้นจากพื้น ร่างนั้นราวดั่งัแหวกว่ายมหาสมุทร อาภรณ์สีหมึกพัดพลิ้วตามสายลมประดุจเทพเซียนเหาะเหิน
จางเอ่อร์ฝึกกระบี่อยู่ที่นี่ด้วยอารมณ์อึดอัดขุ่นเคือง แรงกดคมกระบี่ผ่าลงราวกับ้าระบายโทสะในใจ ทุกกระบี่สำแดงรังสีคมปลาบไม่ยั้ง แฝงไอสังหาร กระทั่งาแบนมือฉีกขาดยังไม่รู้สึกตัว!
และาแนี้ เป็แผลที่ทิ้งรอยมาจากตอนปกป้องเสวี่ยสวินขณะต่อสู้กับคนชุดดำ
“พี่ชาย!” เสียงใสไพเราะดุจเสียงนกขมิ้นดังแว่วมาจากด้านหลัง
จางเอ่อร์รู้ว่าเสวี่ยสวินมาแล้ว ั์ตาพลันทอประกายต่างไปจากเดิม แม้จะหยุดฝึกกระบี่แล้ว ทว่ากลับหันร่างเหน็บอาวุธไว้ด้านหลัง ไม่สนใจนาง
เสวี่ยสวินรู้ว่าเขาโกรธแล้วจริงๆ ก็รีบดึงรั้งอีกฝ่ายไว้พลางเอ่ยขอโทษ “สวินเอ๋อร์สำนึกผิดแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็ข้าเอาแต่ใจตัวเองหนีออกนอกวัง ไม่เพียงทำให้พี่ใหญ่เซี่ยงเดือดร้อนได้รับาเ็ ยังทำให้ท่านกับพี่หญิงิ่ต้องมาคอยเป็ห่วงข้า ขออภัยเ้าค่ะ...”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าการหนีออกจากวังโดยพลการมีผลตามมาเช่นไร! หากจ้าวอ๋องทรงทราบย่อมต้องพิโรธเดือดดาล ถึงตอนนั้นจะลากคนให้พลอยเดือดร้อนอีกมากเพียงใด!”
เสวี่ยสวินรีบอธิบายแก้ตัว “ความจริงแล้วข้าไม่ได้ตั้งใจจะหนีออกมาจริงๆ ก็แค่อยากสลัดให้พ้นจากพวกหลิวปังกับหลิวเจียวมาเที่ยวเล่นด้วยตัวเองสักพัก ก่อนฟ้ามืดก็จะกลับไปพร้อมท่านแล้ว ดีหรือไม่”
จางเอ่อร์ได้ยินเสวี่ยสวินพูดเช่นนี้ก็นึกถึงความไร้อิสระและนิสัยซื่อตรงจิตใจดีของนาง ในที่สุดก็ยอมใจอ่อนถอนหายใจกล่าว “จริงหรือ”
เสวี่ยสวินเอ่ยคำพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “สวินเอ๋อร์เคยโกหกพี่ชายเมื่อไรกัน”
จางเอ่อร์ค่อยเบาใจลง หันร่างกลับมา สายตาย้ายมามองคนเบื้องหน้า ชุดคลุมยาวสีดำตลอดร่างดูส่องประกายพราวตาเป็พิเศษเมื่ออยู่ใต้แสงอาทิตย์
ทันใดนั้นเสวี่ยสวินก็สังเกตเห็นมือเขาที่กุมกระบี่มีเืไหลหยด ดวงหน้างามดูร้อนใจขึ้นเล็กน้อย “มือท่านาเ็หรือ เหตุใดไม่บอกข้า”
พูดจบนางก็ดึงมือเขาไปดู เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิด จางเอ่อร์ผู้นี้จึงยังขุ่นเคืองอยู่หน่อยๆ สีหน้าพลันเคร่งขรึมดุดัน สะบัดมือนางออกพร้อมกล่าว “ข้าไม่เป็ไร!”
เสวี่ยสวินกลับไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ “จะไม่เป็ไรได้อย่างไร ท่านได้รับาเ็เพราะข้า รีบให้ข้าดูเร็วเข้า!”
โดยไม่รอให้จางเอ่อร์ทันตอบสนอง เสวี่ยสวินได้หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาพันแผลให้เขาอย่างระมัดระวังแล้ว ทั้งยังตั้งใจผูกเงื่อนผีเสื้อ[1] ไว้้า หยอกล้อให้เ้าตัวอารมณ์ดี
จางเอ่อร์เห็นท่าทางน่ารักน่าชังของนาง มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มเงียบสงบอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้เขากลายเป็คนพึงพอใจกับอะไรง่ายดายเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร ขอแค่ในใจเสวี่ยสวินเป็ห่วงตนแม้เพียงน้อย จางเอ่อร์ก็อิ่มเอมใจแล้ว
“สหายเอ่อร์ ยายหนูสวิน…”
เวลานี้เซี่ยงอวี่ที่เพิ่งพันแผลเสร็จเดินออกมา บังเอิญเห็นการกระทำอันใกล้ชิดสนิทสนมของสองคนเข้าพอดี ในใจพลันนิ่งค้าง
เสวี่ยสวินรีบปล่อยมือจางเอ่อร์ออก เดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยถามอย่างห่วงใย “พี่ใหญ่เซี่ยงท่านเป็อะไรหรือไม่”
“เจ็บแค่ผิวภายนอกน่ะ โชคดียายหนูสวินฉลาด สังเกตเห็นว่าโรงเตี๊ยมเหอเฟิงดูไม่ชอบมาพากล มิเช่นนั้นคงไม่กล้าคิดถึงผลที่ตามมาจริงๆ!”
จางเอ่อร์เป็ห่วงว่าเสวี่ยสวินจะตกอยู่ในอันตรายอีก ดวงตาเรียวยาวมองไปทางเซี่ยงอวี่ เอ่ยคำอย่างมีแผนในใจ “สหายเซี่ยงวรยุทธ์เลิศล้ำเพียงนี้ มิสู้ตามข้าเข้ากองทหารองครักษ์วังหลวงแห่งแคว้นจ้าว แสดงปณิธานความมุ่งมั่น”
ขณะเซี่ยงอวี่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เสวี่ยสวินที่ะโโลดเต้นด้วยความดีใจั้แ่แรกก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “พี่ชายกล่าวถูกต้องแล้ว อีกอย่างถ้าพี่ใหญ่เซี่ยงเข้าวัง พวกเราสามคนก็รวมตัวกันสะดวก จะได้ดูแลช่วยเหลือกัน!”
ยามนี้ั์ตาดำซ้อนคู่ของเซี่ยงอวี่ดูราวดั่งห้วงน้ำลึก ตกสู่ภวังค์คิด จริงอยู่ว่าเขาเป็ห่วงกลัวเสวี่ยสวินจะมีอันตราย…สำหรับการเข้าวังจ้าว นี่ก็เป็จุดประสงค์ที่เขาเดินทางไกลนับพันลี้มายังเมืองซิ่นตูไม่ใช่หรือ
ดูเหมือนว่า์กำลังช่วยเหลือแผนการฟื้นฟูแคว้นฉู่ของเขา…
…
เย็นย่ำยามสนธยา ม่านราตรีดุจหมึกเข้มเข้าปกคลุมอิฐแดงกระเบื้องเขียวและชายคายื่นโค้งของหอศาลาในวังจ้าวอย่างรวดเร็ว มีเพียงท้องพระโรงว่าราชการที่ยังคงจุดไฟสว่างไสว
จ้าวอ๋องกำลังหารือราชกิจอยู่กับจ้าวเคอฉี่ภายในท้องพระโรง จู่ๆ ก็เห็นหลิวปังและหลิวเจียวกลับเข้าวังมารายงาน
“ขอจ้าวอ๋องโปรดประทานอภัย พวกกระหม่อมออกไปเที่ยวเล่นนอกวังกับองค์หญิงสวิน มิคาดว่าอยู่ดีๆ นางกลับหายตัวไป คนของพวกกระหม่อมออกตามหาจนกระทั่งฟ้ามืดแล้วยังไม่พบ จำต้องกลับมาก่อน มิทราบบัดนี้องค์หญิงสวินกลับวังมาแล้วหรือไม่”
จ้าวอ๋องใจกระตุกวูบ ั์ตาลึกล้ำเบิกกว้างขึ้นทันใด เขารู้จักเสวี่ยสวินดี นางเหมือนกับจยาฮูหยินมารดาผู้ให้กำเนิด เอาแต่ใจตัวเองเป็ที่สุด!
วังอ๋องที่ผู้คนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันหา เกียรติยศและความมั่งคั่งอันไร้สิ้นสุด สำหรับพวกนางแล้วกลับเป็เหมือนกรงขัง!
เชิงอรรถ
^ ผูกเป็นโบ