ตอนที่ 3 : หงส์เพลิงสลัดขน
ภายในเรือนพักอันเงียบสงัด เย่หลินซีนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้แข็งกระด้าง แสงจันทร์นวลใยสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ชำรุด เข้ามาอาบไล้ขวดหยกขาวบริสุทธิ์ในมือของนางจนเกิดประกายเรืองรอง
โอสถชำระไขกระดูก
ของวิเศษที่หากปรากฏสู่โลกภายนอก คงเพียงพอที่จะทำให้ยอดฝีมือทั่วทั้งแผ่นดินต้องเข่นฆ่ากันจนเืไหลนองปฐี บัดนี้กลับนอนนิ่งอยู่ในมือนางราวกับเป็เพียงเม็ดยาแก้หวัดธรรมดาเม็ดหนึ่งเท่านั้น
นางทอดสายตามองมันอย่างเฉยเมย ปราศจากความลังเลแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวขาวเปิดจุกขวดหยกออกอย่างแ่เบา ชั่วขณะนั้น กลิ่นหอมอันบริสุทธิ์และลึกล้ำของโอสถพลันฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง บรรเทาความอับชื้นและความขมขื่นที่เกาะกินสถานที่แห่งนี้มานานปีให้จางหายไป
เย่หลินซีกระดกขวดหยกขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มของเหลวสีทองอร่ามลงไปจนหมดสิ้นในอึกเดียว
ทันทีที่โอสถทิพย์ไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง
ความรู้สึกร้อนแรงดุจโลหะหลอมเหลวพลันะเิขึ้นจากจุดตันเถียน แล่นพล่านไปทั่วทุกเส้นลมปราณในร่างกายราวกับมีัเพลิงนับพันตัวกำลังอาละวาด พลังอันบ้าคลั่งและยิ่งใหญ่ของโอสถเริ่มทำงานอย่างอำมหิต มันทะลวงผ่านเส้นลมปราณที่ตีบตันมานานนับสิบปี บดขยี้มวลพลังที่ขวางกั้นจนแหลกละเอียด และชำระล้างมลทินที่ตกค้างอยู่ในร่างกายมาั้แ่กำเนิด
ความเ็ปราวกับร่างกายกำลังจะถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ บุกจู่โจมโสตประสาทอย่างหนักหน่วง คลื่นแล้วคลื่นเล่า หากเป็หลิวอวิ๋นเหยาคนเดิม หรือแม้แต่ยอดฝีมือทั่วไป คงสิ้นใจไปั้แ่ชั่วลมหายใจแรกที่โอสถเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
ทว่าสำหรับเย่หลินซี จักรพรรดินีมารผู้เคยผ่านการต่อสู้ที่โหดร้ายและการฝึกฝนที่ทรมานยิ่งกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน ความเ็ประดับนี้เป็เพียงเื่น่ารำคาญที่ต้องอดทนให้ผ่านพ้นไปเท่านั้น ใบหน้างดงามของนางยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ มีเพียงเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากและลำคอขาวผ่องเท่านั้น ที่บ่งบอกว่านางกำลังอดทนต่อความทรมานแสนสาหัสที่เกินกว่ามนุษย์จะทนทานไหว
"อึ่ก..."
เสียงขบกรามดังขึ้นแ่เบา ของเหลวสีดำข้นเหนียวและส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งถูกขับออกมาจากทุกรูขุมขนบนร่างกายของนาง นี่คือสิ่งสกปรกและมลทินทั้งปวงที่สะสมอยู่ในร่างนี้มาั้แ่เกิด บัดนี้มันถูกพลังอันบริสุทธิ์ของโอสถขับออกมาจนหมดสิ้น ราวกับเป็การผลัดขนเก่าที่ไร้ค่าเพื่อรอรับปีกใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเต็ม ในที่สุดพลังอันบ้าคลั่งก็ค่อยๆ สงบลง ผสานรวมเข้ากับร่างกายของนางจนกลายเป็หนึ่งเดียว
เย่หลินซีลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงเย็นเยียบอันคมกล้าวาดผ่านดวงตาคู่งาม นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่เคยหนักอึ้งและเชื่องช้า บัดนี้กลับเบาหวิวราวกับขนนก พลังปราณที่เคยว่างเปล่าและแห้งเหือด บัดนี้กลับไหลเวียนอย่างราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่รอวันปะทุ
นางเดินไปที่ถังน้ำเก่าๆ เพื่อชำระล้างร่างกาย เมื่อมองเงาสะท้อนบนผิวน้ำที่สั่นไหว นางก็พบว่าร่างกายนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผิวพรรณที่เคยซีดเหลืองกลับเปล่งปลั่งขาวผ่องดุจหยกเนื้อดีที่เพิ่งผ่านการเจียระไน ใบหน้าที่เคยซูบตอบกลับดูมีน้ำมีนวลอิ่มเอิบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดคือดวงตาคู่นั้นบัดนี้มันลุ่มลึกดุจห้วงดารา แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ที่สบตาต้องยอมสยบ มองเพียงครั้งเดียวก็อาจตกสู่ภวังค์ได้
“ร่างกายนี้ ตอนนี้คงพอจะใช้งานได้บ้างแล้ว” นางพึมพำกับตัวเองขณะที่มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางเบา
ตลอดสองวันที่เหลือ เย่หลินซีเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนพักอย่างเงียบๆ นางใช้เวลาทั้งหมดไปกับการปรับตัวให้เข้ากับร่างกายใหม่ และฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณพื้นฐานที่สุดจากห้วงความทรงจำของนาง เคล็ดวิชาที่นางมองว่าเป็เพียง "ขยะ" ในชาติภพก่อน แต่สำหรับโลกใบนี้ มันคือสุดยอดคัมภีร์เทวะที่สาบสูญไปนับพันปี
ในขณะที่ภายในเรือนหอมหมื่นลี้เงียบสงบราวกับป่าช้า โลกภายนอกกลับร้อนระอุและคึกคักยิ่งนัก
ข่าวที่คุณหนูรองผู้ไร้ค่าจะถูกทดสอบพลังปราณในงานประจำปีกลายเป็หัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในจวนแม่ทัพหลิว ทุกคนต่างรอคอยที่จะได้เห็นจุดจบอันน่าสมเพชของนาง
“ได้ยินหรือไม่ ฮูหยินใหญ่ถึงกับเชิญแขกคนสำคัญจากตระกูลขุนนางอื่นๆ มาร่วมเป็สักขีพยานด้วยนะ”
“์ นี่มันไม่ใช่แค่การขับไล่ แต่คือการประจานให้อับอายจนไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป”
“สมควรแล้ว นังสารเลวนั่นกล้าลงมือทำร้ายคุณหนูใหญ่ผู้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจได้อย่างไร”
เสี่ยวชุ่ยนำข่าวสารอันน่าสิ้นหวังเหล่านี้มารายงานให้นายหญิงของตนฟังด้วยใบหน้าซีดเผือด นางเตรียมใจที่จะต้องปลอบโยนคุณหนูที่คงกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่สิ่งที่นางเห็นกลับเป็เพียงรอยยิ้มที่ไม่แยแสและแววตาที่เต็มไปด้วยความขบขันของคุณหนูของตน
“ยิ่งมีผู้ชมมาก ละครฉากนี้ก็ยิ่งสนุกมิใช่หรือ?”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคำปลอบโยนที่เสี่ยวชุ่ยเตรียมมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางทำได้เพียงก้มหน้ารับใช้ต่อไปด้วยความรู้สึกที่ทั้งหวาดหวั่นและเลื่อมใสระคนกัน
และในที่สุด วันที่สามก็มาถึง
ลานประลองกลางจวนตระกูลหลิวซึ่งปกติใช้เป็ที่ฝึกซ้อมของเหล่าทหารองครักษ์ บัดนี้ถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ แเื่คนสำคัญและเหล่าผู้าุโของตระกูลต่างทยอยจับจองที่นั่งบนอัฒจันทร์ที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็พิเศษ นายท่านหลิวเจิ้ง แม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทางการทหาร และฮูหยินเอก สวีเยว่เอ๋อ มารดาของหลิวอวิ๋นหลัน นั่งอยู่บนแท่นประธานด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาที่ทอดมองไปยังทิศทางของเรือนพักท้ายจวนนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเ็าและรังเกียจ
หลิวอวิ๋นหลันในอาภรณ์สีชมพูสดใสราวกับดอกท้อแรกแย้ม นั่งอยู่ข้างกายมารดาอย่างเอาอกเอาใจ ใบหน้าที่เคยบวมแดงจากการถูกตบบัดนี้หายเป็ปกติแล้ว นางมองไปยังลานประลองที่ว่างเปล่าด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม ในใจกำลังจินตนาการถึงภาพน้องสาวต่างมารดาที่น่ารังเกียจต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างน่าสมเพช
เมื่ออาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ สาดแสงแรงกล้าลงมาจนแสบตา บรรยากาศจอแจบนอัฒจันทร์ก็พลันเงียบลงเมื่อพ่อบ้านใหญ่ของจวนก้าวขึ้นไปหยุดอยู่ใจกลางลานประลอง ข้างๆ ศิลาทดสอบพลังสีดำทมิฬสูงท่วมหัว เขากระแอมหนึ่งครั้ง ก่อนจะประกาศก้องด้วยเสียงอันดังสะท้าน
“การทดสอบพลังปราณประจำปีของตระกูลหลิว บัดนี้ได้เวลาอันเป็มงคลแล้ว ขอเชิญทายาทสายรองลำดับที่สิบสอง หลิวเฉิง ขึ้นรับการทดสอบเป็คนแรก”
สิ้นเสียงประกาศ เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีผู้หนึ่งก็เดินขึ้นไปบนลานประลองด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย เขาโค้งคำนับให้แท่นประธาน ก่อนจะวางมือลงบนศิลาทดสอบแล้วโคจรพลังปราณอย่างเต็มที่
วูบ!
ศิลาสีดำทมิฬพลันส่องแสงสีเหลืองอ่อนจางๆ ขึ้นมาหนึ่งเส้น พร้อมกับตัวอักษรที่ปรากฏขึ้น้า:
"ธาตุดิน ระดับปราณก่อกำเนิด ขั้นที่สาม"
“โอ้! อายุเพียงสิบสี่ก็บรรลุขั้นที่สามแล้ว นับว่าไม่เลว” ผู้าุโท่านหนึ่งลูบเครากล่าวชมเชย
หลิวเจิ้งผู้เป็ประมุขเพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้แสดงความยินดียินร้ายอันใด ส่วนฮูหยินเอกสวีเยว่เอ๋อนั้นไม่แม้แต่จะชายตามอง นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบเท่านั้น
พ่อบ้านใหญ่ประกาศต่อ “ลำดับถัดไป คุณหนูสิบเอ็ด หลิวซูซิน”
เด็กสาวร่างเล็กเดินขึ้นไปด้วยท่าทีมั่นใจ นางวางมือลงบนศิลา
ฟู่!
แสงสีฟ้าอ่อนพลันปรากฏขึ้นสองเส้น พร้อมตัวอักษร:
"ธาตุน้ำ ระดับปราณก่อกำเนิด ขั้นที่สี่"
คราวนี้เสียงชื่นชมดังขึ้นมาจากทั่วทุกสารทิศ แม้แต่หลิวเจิ้งก็ยังเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา
“ดี! ซูซินมีความก้าวหน้ายิ่งนัก”
การทดสอบดำเนินต่อไปอีกหลายคน ผลลัพธ์ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน มีเพียงไม่กี่คนที่โดดเด่น และอีกหลายคนที่น่าผิดหวัง บรรยากาศของงานดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็ มีทั้งเสียงยินดีและเสียงถอนหายใจปะปนกันไป
ทว่า ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าการทดสอบของเหล่าทายาทสายรองเหล่านี้เป็เพียงอาหารเรียกน้ำย่อย เท่านั้น
สายตาทุกคู่ โดยเฉพาะสายตาของฮูหยินเอกและหลิวอวิ๋นหลัน ต่างจับจ้องไปยังทางเดินที่ทอดยาวมาจากเรือนพักท้ายจวนเป็ระยะๆ พวกเขากำลังรอคอย รอคอยอาหารจานหลักที่จะถูกนำมาเชือดให้ชมเป็ขวัญตา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หลังจากทายาทคนสุดท้ายเข้ารับการทดสอบจนเสร็จสิ้น บรรยากาศที่เริ่มจะผ่อนคลายก็พลันตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมื่อพ่อบ้านใหญ่สูดลมหายใจลึก เขาเหลือบมองไปทางแท่นประธาน เมื่อเห็นฮูหยินใหญ่พยักหน้าให้เป็สัญญาณ เขาก็หันกลับมา ก่อนจะประกาศชื่อที่ทุกคนรอคอยด้วยน้ำเสียงที่ดังและชัดเจนกว่าครั้งใดๆ
“และลำดับสุดท้าย ขอเชิญคุณหนูรอง หลิวอวิ๋นเหยา เข้ารับการทดสอบพลังปราณ”
สิ้นเสียงประกาศ ทั้งลานประลองพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า
ทุกสายตาหลายร้อยคู่พลันจับจ้องไปยังทางเดินที่ทอดยาวมาจากเรือนพักท้ายจวนเป็ตาเดียว ทุกคนต่างรอคอยการปรากฏตัวของตัวตลกในงานเลี้ยงวันนี้
และแล้ว ท่ามกลางความเงียบงัน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวเรียบง่ายปราศจากลวดลายปักใดๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน
นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับมั่นคงและสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ แผ่นหลังตั้งตรงสง่า ท่วงท่าเยื้องย่างแฝงไว้ด้วยบารมีอันน่าเกรงขามที่ทำให้ผู้คนต้องหยุดหายใจ
เมื่อนางเดินเข้ามาใกล้ขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้างามล่มเมืองที่ราวกับไม่ได้เป็ของมนุษย์โลก ผิวขาวผ่องดุจหิมะแรกต้องแสงตะวัน ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยมิต้องแต่งแต้ม และดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เยือกเย็นดุจห้วงเหวนิรันดร์และลุ่มลึกดุจห้วงดารา ทำให้เสียงซุบซิบทั้งหมดพลันเงียบลงในบัดดล
นี่หรือคือคุณหนูรองที่ขี้ขลาดตาขาวและขี้ริ้วขี้เหร่ในคำเล่าลือ? สตรีผู้นี้งดงามและสูงส่งเสียยิ่งกว่าเทพธิดาบนสรวง์เสียอีก