13
เหยาเยี่ยชิงถึงกับทำตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยออกไป “จะ เ้ามาั้แ่เมื่อไหร่..”
“ั้แ่ซือจุนเหาะผ่านไปศิษย์ก็ตามเรื่อยมา”
“...” เหยาเยี่ยชิงนึกถึงท่วงท่าอันน่าอับอายที่ล้มลงเมื่อครู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วใบหน้าเห่อร้อนขึ้นอีกหลายส่วน เ้าสำนักฝูข้าขออภัยที่ทำชื่อเสียงท่านพังยับเยินเช่นนี้
“ซือจุนไม่สบายหรือ” มู่เยว่ชินย่อลงเพื่อคุยกับเขา
“สบายดี...เพียงแต่อยากแช่น้ำ...เดี๋ยว!” ไม่ทันพูดจบคนตรงหน้าก็ะโลงมาอยู่ข้างกายเขาและยังสามารถนั่งลงด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย เหยาเยี่ยชิงถึงกับนวดขมับ
“แล้วจะลงมาทำไมกัน”
“ศิษย์อยู่เป็เพื่อนซือจุน”
ร่างเล็กจมลงเกือบถึงคางเหยาเยี่ยชิงถอนหายใจคราหนึ่งถึงจะห้ามก็ไม่ทัน ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
“หน้าซือจุนแดงนัก”
“...ดื่มสุรามาเลยขึ้นสี” เหยาเยี่ยชิงไม่อยากจะเปิดเผยแต่คิดอย่างไรก็คงปิดคนตรงหน้าไม่มิดพูดไปจะเป็ที่น่าขันขึ้นไปอีกจึงบอกความจริง มู่เยว่ชินเงียบไปแต่ยังจ้องตนไม่วางตา
เหยาเยี่ยชิงกระอักกระอ่วนจึงเลือกหลับตาลงหวังจะหลบสายตาแบบแเีความเงียบปกคลุมอีกครั้งแต่เพียงไม่นานกลิ่นหอมอันคุ้นเคยก็ลอยเด่นชัดขึ้น
“!”
เหยาเยี่ยชิงลืมตาขึ้นทันทีภาพที่เห็นคือร่างเล็กยื่นจมูกเข้ามาใกล้ พอเห็นว่าอาจารย์ตนลืมตาขึ้นก็ฉีกยิ้มกว้าง “ได้กลิ่นสุราจริงด้วย”
นิ้วเรียวจิ้มผลักหัวของคนตัวเล็กออก “นับวันยิ่งเอาใหญ่ ข้าจะโกหกเ้าเพื่ออะไร”
“ก่อนหน้าซือจุนโกหกว่าแค่อยากแช่น้ำ”
“..”เหยาเยี่ยชิงหมดคำพูดอีกครั้ง
บรรยากาศเงียบลงคราวนี้เหยาเยี่ยชิงไม่หลับตาอีก ทอดมองไปยังบรรยากาศตรงหน้าแทน เมื่อเห็นว่าร่างกายเย็นลงคิดจะกลับเรือนจึงลุกขึ้นแต่ด้วยพิษสุราร่างจึงเซไปมาอย่างควบคุมไม่ได้
มู่เยว่ชินคิดยื่นมือเข้าช่วยเมื่อยืนขึ้นกลับเหยียบหินก้อนใหญ่เซทับไปบนร่างของคนที่พึ่งสร่างจากสุราอย่างจัง
ร่างกายของเหยาเยี่ยชิงพยุงตัวเองนับว่ายากแล้วแต่ต้องรับน้ำหนักของผู้หวังดีอีกจึงเอนล้มลง…สิ่งที่ได้รับจากความช่วยเหลือกลับเป็น้ำหนักทั้งหมดของศิษย์สายตรงแถมใบหน้าเล็กนั้นยังมองตาใส ไร้สำนึกใด
เหยาเยี่ยชิงส่งสายตาดุไปสองรอบกว่ามู่เยว่ชินจะลุกออก “ความหวังดีเ้าหนักไม่ใช่น้อย”
“ศิษย์ล่วงเกินซือจุนแล้ว” พูดพลางก็พยายามยันตัวขึ้นแบบทุลักทุเลพอไม่มีสิ่งกดทับตัวจึงคิดจะลุกอีกครั้ง คราวนี้คนข้างกายกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ซือจุน...ศิษย์อยากแต่งงานกับคนผู้หนึ่ง”
“หา?” เหยาเยี่ยชิงถึงกับหลุดปากเสียงดังปรับอารมณ์ไม่ถูกไปครู่หนึ่ง
“ศิษย์ชอบพอคนผู้หนึ่ง”
เขาอดไม่ได้ที่จะพิจารณาร่างเล็ก “หืม? เ้ามีเวลาไปชมชอบใครด้วยหรือ”
“ชมชอบมาก”
ถึงแม้เวลาส่วนใหญ่จะอยู่เกาะติดข้างกายเขาแต่ก็มีศิษย์หญิงไม่น้อยที่ชายตามองมู่เยว่ชิน เหยาเยี่ยชิงมองท่าทีจริงจังของคนตรงหน้า “....ชอบมากหรือไม่”
ว่าพลางก็จัดแจงที่นั่งใหม่เตรียมฟังเื่ราวปรับทุกข์เขามองขึ้นมองลงสังเกตเ้าตัวน้อยอายุสิบห้าจัดว่าไม่ใช่เด็กเล็กแต่ไม่ถึงกับโตเต็มวัยไม่แปลกนักที่เริ่มมีความรัก
“ข้าอยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต”
“ลึกซึ้งเช่นนั้นเชียวหรือ” ได้ยินคนตัวเล็กเอ่ยแบบนั้นจึงเอื้อมมือไปโยกศีรษะเพียงแต่เื่ความรักเขาเองก็ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
รักแรกน่าเอ็นดูยิ่งมุมปากอดยิ้มออกมาไม่ได้ ความคิดนี้ดูโตเกินวัยไปมากแต่เขาก็ไม่ได้ขัด “หากเ้าโตพอจะรับผิดชอบคนผู้นั้นได้ข้าจะสนับสนุนเ้าแต่บัดนี้เ้ายังเด็กนัก”
เขาเหยียบขึ้นมาจากน้ำไม่นานร่างเล็กก็ตามมาเช่นกันเหยาเยี่ยชิงเดินไปครู่หนึ่งก็เอนไปมาอีกครั้ง
มู่เยว่ชินเห็นดังนั้นจึงเอื้อมไปพยุงมือข้างหนึ่งจับที่ข้อมืออีกข้างโอบประคองไว้ เหยาเยี่ยชิงแทบหมดราศีเ้าสำนักทันใดทำได้เพียงเอ่ยขออภัยเ้าสำนักฝูครั้งแล้วครั้งเล่า
เพื่อไม่ให้ขายหน้ามากนักก็จัดการใช้พลังเซียนเป่าลมร้อนออกมาจนทั้งสองก็แห้งสนิท
“ซือจุนไม่มีคนรักหรือ” มู่เยว่ชินเอ่ยถามมือทั้งสองยังคงประคองร่างของเขาอยู่ใบหน้าจับจ้องไปที่คนตรงหน้าด้วยสายตาจริงจัง
“ไว้เ้าโตพอแยกห้องนอนได้แล้วข้าจะพูดคุย...” มู่เยว่ชินครุ่นคิดจึงเงียบไปไม่เร็วไม่ช้าร่างทั้งสองก็หายออกจากยอดเขา
เมื่อกลับมาถึงเหยาเยี่ยชิงกำลังจะเข้าห้องนอนตามปกติแต่โดนรั้งไว้มือของมู่เยว่ชินดึงแขนเสื้อ สองตาจดจ้องมาที่เขา
“ต่อไปข้าจะไม่ให้ซือจุนกล่อมอีกแต่…ซือจุนบอกฝันดีแทนได้หรือไม่” พูดพลางแก้มก็เริ่มเป็สีชมพูสดใส
“อยากรีบโตขนาดนั้นเลยหรือ?” เห็นศิษย์ตนเขินอายเช่นนั้นก็ได้แต่นึกขำในหัวก็คิดว่าใครเป็ผู้โชคดีได้รับความรักจากเ้าตัวน้อยกัน
มู่เยว่ชินไม่ตอบแต่พยักหน้าแทน
“ได้…ฝันดี” ร่างเล็กเดินจากไปนอนอีกห้องหนึ่งเมื่อลับตาไปไม่นานเหยาเยี่ยชิงก็อดส่ายหน้าอย่างขำขันไม่ได้
“ฝันดีอะไรกัน ทำตัวเป็เด็กสามขวบ” เมื่อขบขันจนพอใจก็กลับเข้าห้องนอน
.
.
‘ท่านพี่ หากท่านได้รับเลือกเป็เ้าสำนักข้าจะออกไปปลีกวิเวก’ ร่างเล็กในชุดสีฟ้าครามเอ่ยขึ้น มือข้างหนึ่งโดนจับจูงโดยคนโตกว่าไม่มาก
‘หา?’
‘พรุ่งนี้ในพิธีรับเลือกเ้าสำนักหากว่าท่านได้เป็เ้าสำนักแล้วข้าจะปลดป้ายชื่อลงเขา’
‘ท่านพ่อไม่อนุญาตเป็แน่’
‘หากท่านเป็เ้าสำนักข้าก็ไม่ต้องไปขอท่านพ่อแล้ว’
…………………..
‘ข้าไม่ได้้า ขอท่านโปรด……’
.
.
“ซูเหวิน ซูเหวินนนนนน!!!!” เหยาเยี่ยชิงลืมตาขึ้นก็พบกับใบหน้าของหลิวหยางมันกำลังเขย่าเขาอย่างรุนแรง
“ตื่นแล้วหรือ จู่ ๆ ท่านก็สะอื้นร้องไห้ ข้าปลุกตั้งนานกว่าจะตื่น”
หลิวหยางหูดีมากดังนั้นแล้วเมื่อเหยาเยี่ยชิงสะอื้นถึงจะเป็เพียงเสียงเบา ๆก็สามารถทำให้มันตื่นขึ้นได้
“ข้าฝันประหลาด” เมื่อแตะไปที่แก้มก็พบว่าตนกำลังร้องไห้อยู่จริงไม่นานภายนอกก็มีเสียงวิ่งดังขึ้น หลิวหยางตะเบ็งเสียงมากไปจนทั้งเรือนได้ยินศิษย์ทั้งสองของเหยาเยี่ยชิงจึงรีบปรี่มาที่ห้อง
“ซือจุนเป็อะไรหรือ” มู่เยว่ชินวิ่งเปิดประตูเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“มีใครบุกมาหรือ” โจวหนิงฮวาก็ตามมาติด ๆ เช่นกันแถมในมือยังมีกระบี่เล่มหนึ่ง
ทั้งสองคนมองเข้ามาก็พบกับเ้าสำนักฝูที่…น้ำตานองหน้า
หรือเป็ข้าที่หัวเราะเยาะคำบอกฝันดีแบบเด็กๆ ก่อนหน้าจึงฝันร้ายกัน อยากจะร้องไห้อีกรอบนัก!เหยาเยี่ยชิงได้แต่ขออภัยเ้าสำนักฝูที่ตนทำให้ชื่อเสียงอันทรงเกียรติพังยับเยินครั้งแล้วครั้งเล่า
“ซูเหวินฝันร้ายน่ะ…” หลิวหยางกำลังอธิบาย มือของเหยาเยี่ยชิงตะปบลงไปที่ปากมันแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ขออภัยด้วย...ไปนอนเถิด” ว่าจบก็ฝืนยิ้มไปคราหนึ่ง
โจวหนิงฮวาได้ยินดังนั้นจึงอึ้งไปพอได้สติก็รีบขอตัวกลับไม่นานร่างของนางก็หายลับไปเหลือเพียงมู่เยว่ชิน
“ให้ศิษย์นอนเป็เพื่อนซือจุนดีหรือไม่”
“แค่ฝันประหลาดเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” มู่เยว่ชินคล้ายไม่อยากกลับแต่ก็โดนเหยาเยี่ยชิงดันออกจากห้องแต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง มู่เยว่ชินก็เอ่ยขึ้น
“ซือจุน”
“หืม”
“ฝันดี” ว่าพลางก็ส่งยิ้มหวานมาให้ครั้งหนึ่งก่อนเดินจากไป
อับอายขายหน้าอยากจะร้องไห้ออกมาให้เป็สายเื มีอาจารย์กี่ท่านที่นอนฝันร้ายน้ำตาไหลพรากกันเหยาเยี่ยชิงส่งสายตาคาดโทษไปให้หลิวหยาง
“เ้าร้องไห้เองจะโทษข้าได้อย่างไร” เมื่อเห็นสายตาโกรธเคืองของคนตรงหน้ามันก็ทำท่าทีฮึดฮัดขดตัวนอนไม่สนใจอีก
เหยาเยี่ยชิงนั่งลงข้างเตียงขบคิดถึงความฝันเมื่อครู่แค่เพียงบทสนทนาทั่วไปแต่เหตุใดจึงเศร้าหมองถึงเพียงนี้ทั้งหมดนั้นเหมือนจริงเกินไปแม้กระทั่งความรู้สึกยังจดจำได้ขึ้นใจ
หลังจากวันที่เหยาเยี่ยชิงตื่นมากลางดึกก็ล่วงเลยผ่านไปหลายวันตอนนี้ศิษย์สายตรงของเขาจัดว่าโดดเด่นเป็อย่างมาก ทั้งสองเรียนรู้กระบวนท่าไปได้ไม่นานก็จดจำได้หมดเขามองไปยังเบื้องล่างศิษย์แต่ละคนแตกแขนงออกเป็เจ็ดหมู่แยกกระจายเต็มลานฮุ่ยเหอ หน้าสุดของทัพนำโดยศิษย์สายตรงทั้งเจ็ด
สำนักเสียงหรูไม่ได้จัดว่าเก่งกาจทางการต่อสู้มากมายนักศิษย์ส่วนใหญ่ผ่านเข้ารอบเหตุเพราะสามารถทำลายจุดอ่อนของค่ายกล
ลี่หลินเองก็เข้าใจในจุดนี้ค่ายกลที่นางวางไว้คือมิติมายาสละชีพ กลลวงตาที่ผสานไปด้วยความจริง
ผู้ที่ออกมาได้มีแค่ผู้ที่ยอมเสียสละหรือไม่ก็เป็ผู้ที่มองจุดอ่อนของค่ายกลได้การมองมิติมายาอย่างแตกฉานต้องเป็ผู้ที่มีพลังเหนือผู้สร้างดังนั้นแล้วผู้ที่ผ่านค่ายกลจึงมีจำนวนหยิบมือ
สายตาเขาอดเหลือบมองไปยังศิษย์สายตรงทั้งสองไม่ได้มู่เยว่ชินกำลังนำศิษย์สายในกลุ่มหนึ่งบุกทะลวงไปยังค่ายกลตั้งรับที่นำทัพโดยโจวหนิงฮวา
แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะคาดการณ์ไว้แต่ต้นเมื่อกระบี่ใกล้เข้ามาจึงเปลี่ยนการตั้งรับกะทันหันและกลืนกินศิษย์บางส่วนของฝั่งมู่เยว่ชิน
โจวหนิงฮวานับว่าเป็ผู้ที่สร้างค่ายกลลวงตาได้อย่างเฉียบแหลมแต่ขาดอย่างหนึ่งคือพละกำลังหากมีกำลังมากพอคงสามารถกระชากธงของมู่เยว่ชินได้แล้ว
ส่วนมู่เยว่ชินนับว่าเป็เด็กที่วิเคราะห์ได้เก่งกาจเมื่อเห็นว่าพลาดท่าก็สามารถพลิกตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วแถมยังรวบศิษย์สายในของฝั่งตรงข้ามติดมือมาไม่น้อยเช่นกัน
เหยาเยี่ยชิงมองการต่อสู้เบื้องหน้าหากไม่มีความทรงจำของเ้าสำนักฝูเขาคงไม่อาจเทียบเคียงศิษย์ได้เป็แน่
คืนนี้ต้องฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกหน่อยภายหน้าจะได้ไม่นำร่างของเ้าสำนักฝูไปทำให้คนอับอายมากนัก
ไม่ทันที่แสงสีทองของดวงตะวันจะลับเหลี่ยมเขาลงก็มีเสียงดังขึ้น
“เรียนเ้าสำนักฝูเ้าสำนักฉีให้ศิษย์นำความมาเอ่ยว่าจะมารอพบทุกวันที่สิบห้าของเดือน”
เหยาเยี่ยชิงอดทอดมองไปยังตีนเขาไม่ได้ตลอดสิบวันมานี้คนผู้นั้นได้แต่ยืนรออย่างโง่งมเมื่อมืดค่ำจึงจากไปหลิวหยางเองก็ไม่น้อยหน้านักทุกวันก็ไปเกาะอยู่บนยอดไม้ค่ำมืดก็หายลงจากเขาเห็นหน้าอีกครั้งก็ไปอยู่ปลายยอดที่เดิม
เขาได้แต่ถอนหายใจเื่นี้เขาไม่อยากจะยื่นมือมากนัก หลิวหยางควรเติบโตด้วยตนเอง
“ขอบใจ ฝากนำความไปบอกแก่หลิวหยางด้วยหากไม่เจอตัวที่เรือนก็ให้ไปหาที่ต้นไม้เก่าแก่”