วันนี้คือวันถือกำเนิดผู้เข้ารอบสิบหกคนสุดท้าย
เมื่อผู้คุมกฎที่เป็ผู้ตัดสินประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบกลุ่มสุดท้าย ลานประลองอันกว้างใหญ่ก็เข้าสู่่พักรบสั้นๆ ชั่วคราว ความโหดร้ายของรอบคัดออกทำให้ผู้เข้าแข่งขันที่เดิมทีมีนับหมื่นคนลดฮวบลงเหลือไม่ถึงร้อยคน และผู้ที่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างน้อยที่สุดก็มีพลังบำเพ็ญระดับสร้างรากฐานขั้นต้น
ณ เขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระ ฉินเฉินนั่งขัดสมาธิอย่างเงียบๆ อยู่บนหินเขียวที่มุมหนึ่ง ภายในรัศมีสามฉื่อรอบกาย ไร้ซึ่งผู้คนโดยสิ้นเชิง
หลังจากผ่านการเข่นฆ่านองเืมาหลายวันติดต่อกัน ฉายา “จอมมารฉิน” ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งลานประลองารกร้างอย่างสมบูรณ์ เหล่าผู้ฝึกตนอิสระที่ตอนแรกยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางเขา บัดนี้กระทั่งความกล้าที่จะเข้าใกล้ก็ยังไม่มี
ความยำเกรง มักจะมาพร้อมกับความหวาดกลัวเสมอ
ทว่า ความสงบที่หาได้ยากยิ่งนี้กลับคงอยู่ได้ไม่นานนัก
ตูม——!
แรงกดดันอันทรงพลังที่มหาศาลอย่างยิ่งยวด กระทั่งแฝงกลิ่นอายของขั้นแก่นทองมาจางๆ สายหนึ่ง ร่วงหล่นลงมาจากทิศทางอัฒจันทร์ของสำนักชิงอวิ๋นโดยไร้ลางบอกเหตุ คลื่นอากาศที่ราวกับจับต้องได้ กวาดล้างไปทั่วทั้งเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระ
ผู้ฝึกตนอิสระที่พลังอ่อนด้อยลงมาหน่อยถูกกดทับจนใบหน้าซีดเผือด หายใจหอบถี่ ราวกับมีหินก้อนั์กดทับอยู่บนหน้าอก
“แรงกดดันช่างน่าหวาดหวั่นนัก! ยอดฝีมือขั้นแก่นทอง!”
“ไม่... ยังไม่ถึงขั้นแก่นทอง แต่กลิ่นอายนี้... เกรงว่าคงห่างจากการควบแน่นแก่นทองเพียงแค่ก้าวเดียวแล้ว! นี่มันสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์จุดสูงสุด!”
ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของผู้คน เงาร่างสูงโปร่งสายหนึ่งก็เหาะเหินเดินอากาศมาจากอัฒจันทร์ของสำนักชิงอวิ๋น
เขาสวมชุดคลุมยาวลายเมฆาสีครามขลิบทอง ที่เอวห้อยกระบี่ยาวสีเขียวมรกตทั้งเล่ม บนฝักกระบี่ฝังหินิญญาระดับสูงที่เปล่งประกายแสงวูบวาบสามก้อน ผมยาวถูกรวบด้วยกวานหยก บนใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มหยิ่งยโสที่ดูเลือนราง
ผู้ที่มา คือไพ่ตายของการประลองใหญ่ครั้งนี้ของสำนักชิงอวิ๋น——ฉู่เสวียน!
ฉู่เสวียนไม่ได้เหาะขึ้นไปบนลานประลองโดยตรง แต่กลับร่อนลงบนลานกว้างหน้าเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระ เขายืนไพล่หลัง ใช้สายตาที่มองต่ำลงมาราวกับกำลังมองดูแมลงร้ายที่เผลอหลงเข้ามาในสวนดอกไม้ของตน จ้องเขม็งไปยังฉินเฉินที่อยู่ตรงมุม
“นึกไม่ถึงว่าเศษสวะเช่นเ้า จะกล้ามาจริงๆ”
น้ำเสียงของฉู่เสวียนไม่ดังนัก ทว่าจงใจใช้พลังปราณกระจายเสียงออกไป ทำให้ผู้ฝึกตนนับพันรอบๆ ได้ยินอย่างชัดเจน
ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระก็เงียบกริบ ทุกคนต่างเงี่ยหูฟัง ในแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและรอคอย ความบาดหมางระหว่างศิษย์ทรยศแห่งสำนักชิงอวิ๋นและศิษย์เอกในยุคปัจจุบัน นี่คือจุดที่น่าจับตามองที่สุดั้แ่เปิดการประลองใหญ่มาเลยทีเดียว!
เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่จงใจปลดปล่อยออกมาและการหยามเกียรติอย่างไม่ปิดบังของฉู่เสวียน ฉินเฉินก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำขลับดั่งหุบเหวลึกภายใต้หมวก คล้ายดั่งเงาใต้เท้าของฉู่เสวียน ลึกล้ำและเย็นเยียบ
“ศิษย์พี่ฉู่”
น้ำเสียงของฉินเฉินแหบพร่าและราบเรียบ ราวกับกำลังทักทายคนแปลกหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย
“ครั้งก่อนที่จุดรับสมัคร เ้าหลบอยู่หลังผู้าุโหลี่ไม่กล้าเอ่ยปาก วันนี้ในที่สุดก็มีความกล้า มายืนพูดต่อหน้าข้าตามลำพังแล้วหรือ”
พอคำพูดนี้หลุดออกไป ในฝูงชนรอบด้านก็เกิดเสียงหัวเราะเยาะที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ดังขึ้นมาทันที
ความหยิ่งยโสบนใบหน้าของฉู่เสวียนแข็งค้างในพริบตา จากนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นเพราะความอับอายอย่างถึงที่สุด
ครั้งก่อนที่จุดรับสมัคร เขาถูกแรงกดดันระดับสร้างรากฐานขั้นปลายที่ฉินเฉินเผยออกมาทำให้ตื่นตะลึงจริงๆ จึงไม่ทันได้แสดงท่าทีต่อหน้าผู้คน เื่นี้ถูกเขามองว่าเป็ความอัปยศอดสูอย่างยิ่งมาโดยตลอด
“สามหาว!”
แววตาของฉู่เสวียนสาดประกายจิตสังหาร เขาจงใจก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อิฐหินสีแดงเข้มที่แข็งแกร่งใต้เท้าแตกออกเป็รอยร้าวประดุจใยแมงมุมในพริบตา
“ฉินเฉิน อย่าคิดว่าอาศัยวิชามารนอกรีตเพียงเล็กน้อยยกระดับจนถึงสร้างรากฐานขั้นปลายได้ แล้วจะมาทำโอหังต่อหน้าข้าได้! พลังบำเพ็ญจอมปลอมบนร่างเ้าที่ได้มาจากการ่ชิงผู้อื่น เมื่ออยู่ต่อหน้าเคล็ดกระบี่ระดับปฐีสายตรงของสำนักชิงอวิ๋นแห่งข้า ก็เปราะบางจนทนรับการโจมตีไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว!”
ฉู่เสวียนแค่นเสียงหัวเราะเย็น น้ำเสียงยิ่งแหลมสูงขึ้น “ที่วันนี้ข้ามา ก็เพื่อจะบอกเ้าต่อหน้าผู้ฝึกตนทั่วดินแดนรกร้างบูรพาว่า——บนลานประลอง ข้าจะทำให้เ้าคุกเข่าต่อหน้าทุกคน ยอมรับว่าเ้ามันก็แค่เศษสวะที่อาศัยวิชามารมาวางก้าม! ข้าจะทำลายพลังบำเพ็ญของเ้าด้วยมือของข้าเอง เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสำนักชิงอวิ๋น!”
คำประกาศที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตนี้ จุดประกายบรรยากาศในพื้นที่อัฒจันทร์ของสำนักชิงอวิ๋นให้ลุกโชนขึ้นมาในพริบตา
“ศิษย์พี่ฉู่! ทำให้มันเป็คนพิการเลย! ให้มารร้ายนี่รู้ซึ้งถึงจุดจบของการล่วงเกินสำนักชิงอวิ๋นของเรา!” เหล่าศิษย์สำนักชิงอวิ๋นะโร้องสุดเสียง
ส่วนสำนักอื่นๆ ล้วนมองดูด้วยความเ็า กระทั่งมีพวกชอบยุ่งเื่ชาวบ้านเริ่มเปิดวงพนันกันอย่างลับๆ แล้ว
“มาๆๆ! จอมมารฉินประลองกับศิษย์เอกชิงอวิ๋น! เปิดวงพนันแล้ว! ฉู่เสวียนชนะ แทงหนึ่งจ่ายหนึ่งจุดห้า! ฉินเฉินชนะ แทงหนึ่งจ่ายสิบ!” ศิษย์สำนักอัคคีผู้หนึ่งมุดไปตามฝูงชนด้วยความตื่นเต้น ร้องเรียกลูกค้าอย่างเอาเป็เอาตาย
“อันใดนะ แทงหนึ่งจ่ายสิบหรือ นี่มันดูถูกจอมมารฉินเกินไปแล้วกระมัง!”
“เ้าจะไปรู้อันใด! ฉู่เสวียนเป็อัจฉริยะรากิญญาวายุกลายพันธุ์ที่ร้อยปีจะพบสักคนของสำนักชิงอวิ๋นเชียวนะ ‘เคล็ดกระบี่ชิงอวิ๋น’ ที่ฝึกฝนก็ยิ่งเป็เคล็ดวิชาระดับปฐีขั้นกลางด้วย! ได้ยินมาว่าเขาเคยใช้กระบี่สังหารสัตว์อสูรระดับสองจุดสูงสุดมาแล้ว! แม้จอมมารฉินจะดุดัน ทว่าทั้งพลังบำเพ็ญและรากฐานก็ยังห่างชั้นกันอยู่ไม่น้อย!”
ชั่วขณะนั้น หินิญญาที่เดิมพันฝั่งฉู่เสวียนกองสูงเป็ูเา ส่วนทางฝั่งฉินเฉิน นอกจากนักพนันไม่กี่คนที่คิดจะเสี่ยงโชคกับม้านอกสายตาแล้ว ก็แทบไม่มีผู้ใดสนใจเลย
ไม่มีผู้ใดมองว่าฉินเฉินจะชนะ
ในสายตาของผู้ฝึกตนจากสำนักสายตรง ผู้ฝึกตนอิสระ ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วก็เป็ได้แค่ผู้ฝึกตนอิสระอยู่ดี
เมื่อรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อันบาดหูรอบๆ และอัตราต่อรองที่ไม่เป็ใจกับตน สีหน้าของฉินเฉินยังคงไร้ซึ่งความผันผวนใดๆ
เขาค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ท่าทางนั้นไม่ได้รวดเร็วนัก ทว่ากลับทำให้รูม่านตาของฉู่เสวียนหดเกร็งอย่างฉับพลัน และถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
“ฉู่เสวียน”
ฉินเฉินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาอันลึกล้ำภายใต้หมวกฟาง ในที่สุดก็สาดประกายจิตสังหารอันเย็นเยียบวาบขึ้นมา
“เมื่อสามวันก่อน ปู่ของเ้าที่เป็ผู้าุโใหญ่ของสำนักชิงอวิ๋น ส่งคนไปดักสังหารข้าที่เมืองหลินยวน ข้ายังไม่ตาย”
“เมื่อสองวันก่อน ผู้าุโหลี่หยามเกียรติข้าต่อหน้าผู้คน ณ จุดรับสมัคร ข้าก็ทนแล้ว”
“วันนี้ ในเมื่อเ้าพูดจาโอหังต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้แล้ว”
ฉินเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “เช่นนั้นเมื่อขึ้นไปบนลานประลอง หากข้าเผลอลงมือหนักไปหน่อย แล้วตีเ้าจนตาย สำนักชิงอวิ๋นคงไม่ร้องห่มร้องไห้ ขอให้พันธมิตรดินแดนรกร้างบูรพาลงโทษข้าอีกหรอกนะ”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ทุกคนล้วนไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ใกล้เคียงกับระดับกึ่งแก่นทองของฉู่เสวียน จอมมารฉินผู้นี้ไม่เพียงแต่จะไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล้าเอ่ยปากต่อหน้าผู้คนว่าจะ “ตีให้ตาย” อีกงั้นหรือ?!
นี่มันไม่ใช่ความโอหังอีกต่อไปแล้ว นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ!
“ดี... ดีมาก!”
ฉู่เสวียนโกรธจัดจนหัวเราะออกมา เขาจ้องเขม็งไปที่ฉินเฉิน กัดฟันกรอดเอ่ยว่า “ตีข้าให้ตายหรือ พึ่งเพียงเ้าน่ะหรือ ฮ่าๆๆๆ!”
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง พลังปราณอันเกรี้ยวกราดกระแทกพื้นดินใต้เท้าจนกลายเป็หลุมั์ในทันที
“ในเมื่อเ้ารนหาที่ตายเอง ข้าก็จะสนองให้เ้า! ข้าจะทำให้ผู้ฝึกตนทั่วดินแดนรกร้างบูรพาได้เห็นกับตา ว่าเศษสวะเช่นเ้า จะร้องครวญครางขอชีวิตภายใต้กระบี่ของข้าได้อย่างไร!”
กล่าวจบ ฉู่เสวียนก็ไม่รั้งอยู่อีกต่อไป ร่างของเขากลายเป็ลำแสงสีครามสายหนึ่ง เหาะกลับไปยังอัฒจันทร์ของสำนักชิงอวิ๋นโดยตรง
ทิ้งไว้เพียงลานประลองที่เดือดพล่านไปด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้ ตลอดจนสายตาอันร้อนแรงนับไม่ถ้วนที่ตั้งตารอคอยศึกแห่งการล้างแค้น