ภาพที่อเล็กซ์เห็นในยามนี้คือเพื่อนใหม่แปลกหน้าของเขากำลังยืนอย่างสงบนิ่งท่ามกลางซากศพของเหล่าทหารหน่วยลาดตระเวนย่อยที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น ราวกับว่าเป็คนละคนกับชายหนุ่มหน้าอารมณ์ดีที่ร่วมเดินทางมากับเขา สิ่งนี้สร้างความสงสัยขึ้นในใจไม่น้อย
“เ้าหมอนี่เก่งกาจเกินกว่านักยุทธ์พเนจรธรรมดา”
อเล็กซ์พึมพำอย่างเคร่งเครียด ขณะสายตาจับจ้องจางเหว่ยผ่านทางช่องว่างระหว่างใบไม้ ทว่าทันใดนั้นเขาก็ต้องเก็บความสงสัยเข้าลิ้นชักชั่วคราว เมื่อผู้เป็เป้าหมายเหลือบมองกลับมา ใบหน้ากลับมาเปื้อนรอยยิ้มอีกครั้ง ราวกับว่าฉากสังหารโหดสิบชีวิตไม่เคยเกิดขึ้น ก่อนส่งเสียงะโบอกอเล็กซ์
“เ้ารีบลงมาได้แล้ว ช่วยกำจัดร่างไร้ิญญาพวกนี้ให้เป็ที่เป็ทางหน่อย ก่อนที่หน่วยลาดตระเวนอื่นจะมาเห็น พวกมันต้องเร่งออกล่าตัวกันจ้าละหวั่นแน่ ข้าไม่อยากให้ชีวิตวุ่นวาย เ้าก็คงเช่นกัน”
อเล็กซ์เห็นด้วยกับวาจาจางเหว่ยทุกพยางค์ การสร้างเื่ดึงดูดความสนใจจากกองทัพทหารในโลกพิสวงที่เขายังรู้จักเพียงน้อยนิดถือเป็เื่โง่เขลาที่ต้องหลีกหนีให้ไกล
เมื่อไม่มีจางเหว่ยช่วย หนทางเดียวของอเล็กซ์ที่จะลงสู่พื้นจากระดับความสูงแปดเมตรได้โดยปลอดภัยคือกดปุ่มแคปซูลจักรกลในมือ ขยับนิ้วเล็กน้อย พริบตาต่อมาอเล็กซ์เข้ามานั่งอยู่ในห้องควบคุมอันคุ้นเคย และยังไม่ทันที่จอมอนิเตอร์ต่าง ๆ จะทำเปิดทำงานครบสมบูรณ์ เท้าของหุ่นเหล็กก็ัักับเส้นทางสัญจรเบื้องล่างเป็ที่เรียบร้อย
“ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็อดทึ่งไม่ได้ เคล็ดวิชาเ้ามันสุดพิสดารจริง ๆ และข้าว่ามันช่างเหมาะกับการช่วยอำพรางสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ด้วย” จางเหว่ยกล่าว ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้าง ั์ตาเจือแววตื่นเต้นมองไปยังหุ่นยนต์ตรงหน้า
“ถึงกับต้องปลิดชีพทั้งหมดนี่เลยหรือ ไม่ใช่ว่าข้ากลัวหรอกนะ แค่สงสัยเท่านั้น” น้ำเสียงที่ส่งผ่านลำโพงหุ่นเหล็กของอเล็กซ์ราบเรียบ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เื่ใหญ่แต่ประการใด
“ทหารระดับล่างพวกนี้ต่างเต็มใจเข้าร่วมกองทัพจักรวรรดิเหลียนหยางด้วยประสงค์ของตัวเอง เมื่อมียศตำแหน่งก็ทำตัวเป็สุนัขรับใช้ทรราช หวังเพียงอยากได้เศษชิ้นเนื้อที่เ้านายโยนมาให้เพื่อความสุขสบายของตนและครอบครัว ถึงขนาดยอมละทิ้งคุณธรรมและศีลธรรมไว้เื้ั เลวระยำตามใจชอบ กดขี่ข่มเหงผู้คนเป็กิจวัตรประจำวัน เลวร้ายที่สุดคือไม่มีใครเอาผิดพวกมันได้ เพราะมีอำนาจบาตรใหญ่คอยคุ้มครอง”
เป็ครั้งแรกนับั้แ่พบกันที่อเล็กซ์ได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ของจางเหว่ย ยากที่จะอำพรางว่าอัดแน่นด้วยความโกรธแค้นปานูเาไฟรอวันปะทุ ไร้ซึ่งความขี้เล่นอันเป็เอกลักษณ์ประจำตัวแม้เพียงนิด
นอกจากนั้นจากถ้อยคำของจางเหว่ย อเล็กซ์ต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในสมองจนเริ่มปะติดปะต่อได้ว่าแม้แต่ในโลกคู่ขนานปริศนา เผด็จการทรราชก็ยังคงมีอยู่ ช่างเป็สิ่งที่เติบโตได้ในทุกสภาพแวดล้อม แถมกำจัดให้สิ้นซากยากเย็นราวกับแมลงสาบ สำหรับจักรวรรดิเหลียนหยางแห่งนี้ก็คงเช่นเดียวกัน
ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม Dictator Slayer ศัตรูคู่อาฆาตอันดับหนึ่งของเหล่าทรราชทั่วโลก แม้เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน อีกทั้งยังไม่รู้ว่ามีเหตุผลกลใดซ่อนอยู่เื้ัน้ำเสียงเจือแววเคียดแค้น แต่อเล็กซ์ก็พร้อมเข้าใจความรู้สึกจงเกลียดจงชังที่มีต่อเหล่าสุนัขรับใช้เผด็จการของจางเหว่ย
แม้จะอยากทราบข้อมูลให้มากขึ้น แต่ก็เกรงว่าจะเป็การละลาบละล้วงเื่ส่วนตัวเกินไป ไว้รอจังหวะที่เหมาะสมน่าจะดีกว่า ชายหนุ่มจึงใช้ความเงียบตัดบท ไม่ซักไซ้สิ่งใดต่อ ก่อนที่จะเริ่มลุยงานที่เขาไม่เคยทำมาก่อนอย่างการ ‘อำพรางศพ’
จริงดั่งที่จางเหว่ยกล่าว ด้วยพละกำลังมหาศาลของหุ่นเหล็กหน่วยบุกทะลวง การขุดหลุมลึกสามเมตร กว้างสองเมตร บนหาดทรายขาวบริเวณด้านล่างหน้าผา เพื่อฝังร่างไร้ิญญาของทหารหน่วยลาดตระเวนย่อยพร้อมกลบเสร็จสรรพ ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
“ข้าก็อยากให้เ้าได้พักเหนื่อย ชมท้องวารีต่ออีกครู่หรอกนะ แต่เกรงว่าเช่นนั้นจะไปถึงเมืองไคชุนหลังตะวันตกดิน ฉะนั้นออกเดินทางกันต่อเถอะ” จางเหว่ยที่ยืนมองอยู่บนหน้าผา ะโส่งเสียงแหวกผ่านสายลม
สดับคำ อเล็กซ์ภายใต้หุ่นเหล็กก็พุ่งทะยานรวดเดียวจากหาดทรายขึ้นสู่บนหน้าผา เมื่ออยู่ในระยะไม่ห่างจากจางเหว่ย ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามผ่านลำโพงออกมาว่า “เ้าเคลื่อนที่ได้รวดเร็วปานนั้น จะไปกลัวอะไร?”
“เ้าคงหมายถึงเคล็ดวิชาสุ้มเสียงอสนีอสนีบาตสินะ” ราวกับรอที่จะอธิบายอยู่แล้ว จางเหว่ยสวนคำตอบกลับมาทันควัน จากนั้นจึงขยายความต่อ
“จริงอยู่ที่มันเป็สุดยอดเคล็ดวิชาที่ทำให้ร่างกายรวมหนึ่งเดียวกับสายฟ้า จนสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วปานอสนีบาต ทว่าในเมื่อมันอัศจรรย์เช่นนี้ ก็ย่อมดูดกลืนพลังปราณอย่างมากเช่นกัน ด้วยระดับพลังปราณของข้าในตอนนี้ เกรงว่าไกลสุดคงไปได้ไม่ถึงสี่ลี้ก็น่าจะพลังปราณหมดตัวตายไปเสียก่อน”
อเล็กซ์กระจ่างแจ้งไปหนึ่งประเด็น ทว่ายังมีอีกสิ่งที่เขาสงสัย และหากคำตอบใช่อย่างที่เขาคิด การผจญภัยในโลกคู่ขนานอันไม่คุ้นเคยนี้คงอุ่นใจขึ้นหลายเท่าตัว
“ขอถามอีกข้อ ถ้าสิ่งที่ข้าคิดถูกต้อง ข้าน่าจะมีวิธีไปถึงเมืองไคชุนที่ว่าก่อนตะวันตกดินได้แน่ แถมยังเบาแรงลงไปได้เยอะด้วย”
“เมื่อเป็สหายร่วมเดินทางกันแล้ว อย่าเก็บความสงสัยอันใดไว้เลย ยิ่งถ้าเป็ประโยชน์ ข้ายิ่งยินดีตอบ” จางเหว่ยตอบรับทันควัน
“ถึงจะรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน แต่ตอนที่เ้าต่อสู้เมื่อกี้ ข้าแอบเห็นว่ารอบตัวเ้ามีไฟฟ้าไหลผ่าน หากพลังเ้าสร้างสรรค์มันได้ ก็สามารถนำมาชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับเ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ แล้วพวกเราก็จะเดินทางกันได้เร็วขึ้นโดยไม่เปลืองแรง”
แม้จะถูกออกแบบมาให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์เป็หลัก และไม่ได้คาดคิดว่าตัวเองจะทะลุมิติเข้ามาในโลกคู่ขนาน แต่อเล็กซ์ก็ยังรอบคอบพอที่จะทำให้หุ่นยนต์จักรกลที่เขาประดิษฐ์ขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนได้หลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นก็คือไฟฟ้า
ทว่าดูเหมือนจางเหว่ยจะไม่คุ้นกับคำว่าไฟฟ้าเท่าไรนัก สิ่งที่อเล็กซ์ได้รับแทนคำตอบจึงเป็การขมวดคิ้วที่ไม่ปิดบัง เป็อีกครั้งที่ปัญหาการสื่อสารเกิดขึ้นระหว่างสองคนจากสองโลก ทว่าครานี้เมื่อไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เร่งรีบคับขัน อเล็กซ์จึงกัดฟันกล้ำกลืนพูดขึ้นว่า
“ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะอธิบายให้ฟัง”
“ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว เหลือจะเชื่อว่ามันมีสิ่งเหล่านี้ด้วย โลกที่เ้าจากมาช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
หลังปุจฉาวิสัชนาสลับไปมาหลายตลบ เผาผลาญเวลาไปเกือบยี่สิบนาที ในที่สุดจางเหว่ยก็โพล่งขึ้นเสียงดัง สองแขนเหยียดชูขึ้นเหนือศีรษะ ประหนึ่งฉลองชัยชนะแก่สติปัญญาตัวเอง ชายหนุ่มคิดว่าเขาเพิ่งสดับสิ่งที่สลับซับซ้อนที่สุดในชีวิต และหลังจากใช้ความพยายามไม่น้อย เขาก็เข้าใจมันเสียที
ส่วนผู้ทำหน้าที่อธิบายกลับมีท่าทีที่ต่างออกไปราวฟ้ากับเหว อเล็กซ์ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกประหนึ่งพึ่งเสร็จสิ้นการเข็นศิลาขึ้นูเา ด้วยเมื่อครู่ เขาได้ทุ่มพลังงานสมองทั้งหมดไปกับการอธิบายให้จางเหว่ยเข้าใจในสิ่งที่รู้ไว้แล้วได้ประโยชน์ ไล่ั้แ่หุ่นยนต์ที่ไม่ใช่เคล็ดวิชาอันใด แต่เป็สิ่งที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง หลักการของกระแสไฟฟ้า วิธีการดึงกระแสไฟฟ้ามาเป็พลังงานขับเคลื่อนหุ่น ตบท้ายด้วยความมหัศจรรย์ของเครื่องช่วยสื่อสารควอนตัมอัลกอริทึ่ม ที่แม้ภาษาจะต่างกันคนละโลก ก็สามารถสนทนากันได้อย่างลื่นไหล
ทั้งหมดนี้เพื่อจุดประสงค์เดียว อเล็กซ์้าไฟฟ้าจากเคล็ดวิชาของจางเหว่ยมาใช้เป็ขุมพลังงานให้กับอาวุธคู่กายของเขา ส่วนคำชมที่ฝ่ายนักยุทธ์หนุ่มยกยอความมหัศจรรย์ด้านเทคโนโลยีของโลกมนุษย์ อเล็กซ์กลับหัวเราะขื่นในใจ สิ่งประดิษฐ์ของเขาแทบจะตกกระป๋องไปเลยด้วยซ้ำ หากเปรียบเทียบกับความมหัศจรรย์เหนือกฎเกณฑ์แห่งวิทยาศาสตร์ของสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณ
“ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ถึงเวลาต้องรบกวนเ้า หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” ตบไหล่จางเหว่ยสองครั้ง สื่อความหวังที่ฝากไว้ ก่อนลุกพรวดขึ้นจากโขดหินริมทางที่ทั้งสองนั่งสุมหัวกันอยู่ จากนั้นอเล็กซ์กดปุ่มแคปซูลจักรกล วินาทีต่อมา อเล็กซ์พลันเข้ามานั่งประจำการในห้องควบคุมเป็ที่เรียบร้อย
“จัดการเลย!”
สดับคำสั่งที่ส่งเสียงผ่านลำโพง จางเหว่ยลุกขึ้นบ้าง มือขวาทำท่าคล้ายตะเบ๊ะ แม้ปราศจากคำพูด แต่ก็เป็ที่เข้าใจตรงกันในความหมายประมาณว่าให้เชื่อใจได้เลย ก่อนที่บุรุษหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้มจะเดินหายไปจากครรลองสายตาของอเล็กซ์ อ้อมไปยังด้านหลังตัวหุ่น กวาดตามองครู่หนึ่งก็ได้พบกับช่องสี่เหลี่ยมขนาดสองมืุ์สอดเข้าไปได้พอดี
แม้เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก แต่จางเหว่ยก็ทราบทันทีว่าช่องดังกล่าวคือช่องชาร์จพลังงานไฟฟ้าของหุ่นจักรกลหน่วยบุกทะลวง เนื่องจากเมื่อครู่อเล็กซ์ได้เน้นย้ำกับเขาเื่นี้อยู่หลายรอบ
“ข้าเจอแล้ว” ชิมลางโดยการใช้สองมือลูบ ๆ คลำ ๆ จางเหว่ยะโบอก
“เริ่มได้เลย!”
จบคำ จางเหว่ยก็ไม่รอช้า มือทั้งสองข้างสอดเข้าไปในช่องดังกล่าว ั้แ่ปลายนิ้วถึงข้อมือคล้ายผลุบหายเข้าไปในความมืด ผ่อนลมหายใจอย่างสงบนิ่ง ขณะสมองทบทวนบทเรียนที่อเล็กซ์พร่ำสอน
‘ขอดูหน่อยเถอะ พลังที่ให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าจากร่างกายมนุษย์ได้มันจะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน’
ความคิดของอเล็กซ์ขณะสายตาเพ่งมองมอนิเตอร์ท่ีบอกระดับพลังงานคงเหลือด้วยเลขสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ เป็วินาทีเดียวกับที่จางเหว่ยคำรามต่ำในใจ
‘เคล็ดวิชาธาตุอัสนี ระดับพยัคฆ์ขาว ชั้นนภา อสนีบาตแผ่พุ่ง’
พริบตาที่ห้วงคำรามปราศจากสุ้มเสียงจบลง พลันพลังปราณสายฟ้าพวยพุ่งอาบร่างจางเหว่ย โคจรจากปลายเท้าสู่ศีรษะ วนเวียนอย่างไม่รู้จบ
ก่อนที่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ขุมพลังงานในร่างจางพลันเปลี่ยนวิถีไหลเวียนอย่างกราดเกรี้ยว พลังปราณสายฟ้าทั้งหมดถูกถ่ายเทมายังฝ่ามือทั้งสองของจางเหว่ย ลำแสงสีทองเอ่อล้นออกจากช่องชาร์จพลังงาน ประหนึ่งมีก้อนอัญมณีสุกสว่างหลบซ่อนอยู่ภายใน ตามด้วยหนึ่งเสียงกึกก้อง สมกับชื่อเคล็ดวิชาอสนีบาตแผ่พุ่ง
สองเท้าจางเหว่ยมั่นคงบนพื้นพสุธา ถ่ายเทพลังงานผ่านมือทั้งสองข้างเข้าสู่หุ่นยนต์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ส่วนอเล็กซ์ที่นั่งประจำการในห้องควบคุมกลับกลายเป็ฝ่ายลิงโลดเสียเอง หลังเห็นตัวเลขในจอมอนิเตอร์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสิบเก้า สู่ยี่สิบ และยี่สิบเอ็ดตามลำดับ
ชายหนุ่มจากโลกมนุษย์ที่ปราศจากพลังปราณและเคล็ดวิชาใด ๆ อยากจะปรบมือดัง ๆ ให้กับความมหัศจรรย์ของสิ่งที่เขาค้นพบในโลกคู่ขนานใบนี้ เพราะคล้อยหลังการเริ่มชารจ์พลังงานด้วยวิธีพิสดารเพียงไม่ถึงสิบห้านาที ระดับพลังงานคงเหลือของหุ่นั์ก็กระเตื้องขึ้นมาเกินกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ถือเป็ผลลัพธ์ที่เกินคาดอย่างมาก
“เ้ายังไหวอีกเท่าไร” อเล็กซ์ะโถาม เขาเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่จางเหว่ยทำอยู่ตอนนี้สิ้นเปลืองพลังปราณมากน้อยเพียงใด กลัวว่าเพื่อนใหม่จะหักโหมจนเป็ลมล้มพับลงไป
“ที่ข้าใช้เป็เพียงแค่เคล็ดวิชาระดับพยัคฆ์ขาว ชั้นนภา เผาผลาญพลังปราณน้อยนิดมากหากเทียบกับเคล็ดวิชาที่ข้าใช้สยบพวกหน่วยลาดตระเวนเมื่อครู่ ให้ต้องทำเช่นนี้ไปอีกชั่วยามก็ยังไหว” แม้ตอบกลับสงบนิ่งกว่าที่เคย ทว่าน้ำเสียงของจางเหว่ยก็ฟังดูไม่ทุกข์ร้อนอันใด อเล็กซ์จึงหมดห่วงที่จะใช้แรงงานเขาต่อไปจนกว่าแบตเตอรี่จะถึงระดับที่เขาพอใจ