เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 นิกายได้ทอดทิ้งข้า

             “โอหัง! หลู่หยวน เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว ตอนนี้หลินเฟิงเป็นศิษย์สายในเจ้าจะต้องมอบป้ายประจำตัวศิษย์สายในให้กับเขา นี่เป็นกฎของนิกาย เจ้ากล้าฝ่าฝืนกฎหรือ” เซวียเยว่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “ผู้อาวุโสเซวีย”

            หลินเฟิงตะโกนอย่างฉับพลัน ทำให้เซวียเยว่หันไปมองหลินเฟิง

            “วันนี้ข้ามารับป้ายประจำตัวศิษย์สายใน แต่ผู้อาวุโสหลู่ไม่อนุญาตและขับไล่ข้าผู้อาวุโสเซวียเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่?” หลินเฟิงกล่าวถาม

            “ใช่” เซวียเยว่พยักหน้าเขาไม่เข้าใจเจตนาของหลินเฟิง

            “แค่นั้นก็พอได้แล้ว” หลินเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชา “ไม่ใช่ข้า หลินเฟิง ที่ไม่ยอมเป็นศิษย์สายใน แต่เป็นนิกายที่ทอดทิ้งข้า”

            เมื่อพูดจบ หลินเฟิงจึงหันหลังเดินจากไปพร้อมกับหานหมานทำให้ทุกคนต่างมึนงง เพราะไม่เข้าใจความหมายที่หลินเฟิงกล่าว

            “เหอะ ครั้งนี้เพราะเซวียเยว่ออกโรงปกป้องเจ้า ทำให้รอดตายไปได้แต่ครั้งหน้า ถ้าข้าเห็นเจ้าอีก ข้าจะฆ่าเจ้าซะ” เหวินเริ่นเหยียนรู้ดีว่าหากมีเซวียเยว่อยู่เขาคงไม่มีโอกาสที่จะฆ่าหลินเฟิง แต่ตราบใดที่หลินเฟิงยังอยู่ในนิกายหยุนไห่เขาก็สามารถไล่ล่ามันได้

            “แล้วข้าจะรอ”

            เสียงของหลินเฟิงดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เงาร่างของเขาจะค่อยๆ จางหายไป

            เซวียเยว่ขมวดคิ้ว เขามองหลู่หยวนด้วยสายตาเย็นยะเยือกและกล่าวว่า “หลู่หยวน แล้วเจ้าจะต้องเสียในภายหลังแน่!!!”

            เมื่อพูดจบเซวียเยว่ก็สะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป น่าขัน!!! หลู่หยวน เจ้าคิดว่าการที่เจ้าเข้าหาเหวินเริ่นเหยียนแล้วจะได้รับผลประโยชน์อย่างนั้นหรือ?! เขาไม่รู้หรือไงว่าหลินเฟิงมีค่าต่อผู้อาวุโสเป่ยขนาดไหน!!! เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จะต้องรู้ถึงหูของผู้อาวุโสเป่ยอย่างแน่นอน

            “ข้าหลู่หยวนแค่ปฏิบัติไปตามหน้าที่ ทำไมข้าจะต้องเสียใจในภายหลังด้วย” หลู่หยวนกล่าวอย่างไม่แยแส และหันไปพูดกับเหวินเริ่นเหยียนว่า “น่าเสียดายที่ต้องปล่อยมันไป”

            “ไม่เป็นไรหรอก ไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องตาย” นัยน์ตาของเหวินเริ่นเหยียนเปล่งประกายวาววับดุจอสรพิษขณะที่มองไล่หลังหลินเฟิงไปส่วนหลิ่วเฟยเมื่อเห็นหลินเฟิงเดินออกไป นางก็รีบเดินตามเขาไปทันทีการที่เหวินเริ่นเหยียนประกาศว่าหลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงของเขา นับว่าเป็นความอัปยศสำหรับนางนางไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อ

            …

            “หลินเฟิง”

            หลิ่วเฟยเดินตามหลินเฟิง และตะโกนเรียกเขา

            “ฮ่าๆ จู่ๆ ข้าก็เพิ่งนึกได้ว่ามีสิ่งที่ต้องทำ ข้ากับพั่วจวินขอตัวก่อนนะ”

            หานหมานเห็นหลิ่วเฟยเดินมาจึงหัวเราะอย่างร่าเริงแล้วรีบพาพั่วจวินเดินจากไปอย่างรวดเร็ว จนมองไม่ออกเลยว่าเขาได้รับบาดเจ็บมาก่อน

            หลินเฟิงกลอกตามองบนเล็กน้อย เจ้าเด็กนี่... ทีเรื่องแบบนี้ล่ะฉลาดนัก

            “หลินเฟิง หลังจากนี้เจ้าต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ถ้าเห็นเหวินเริ่นเหยียนที่ไหน ก็ให้หลีกเลี่ยงเขา คนคนนี้อันตรายมาก!” หลิ่วเฟยกล่าวเตือน นางรู้ว่าเหวินเริ่นเหยียนจะต้องหาทางฆ่าหลินเฟิงอย่างแน่นอน

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าเกลียดข้าเหรอ แล้วทำไมจู่ๆ ก็มากังวลเรื่องของข้า?” หลินเฟิงหัวเราะออกมา ราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่หลิ่วเฟยเตือน

            หลิ่วเฟยถึงกับพูดไม่ออกเจ้าเด็กนี่คิดว่าคำเตือนเป็นเรื่องล้อเล่นอย่างนั้นเหรอ ถึงได้หัวเราะออกมาแบบนี้?! นางรู้จักความน่ากลัวของเหวินเริ่นเหยียนดี

            “ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าตายก่อนที่จะไปลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ต่างหากล่ะ” หลิ่วเฟยจ้องหลินเฟิงเขม็ง

            “จริงเหรอ? แต่ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงเลยนะว่าจะไปที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่” หลินเฟิงยังกล่าวต่อไปอีกว่า “แล้วไหนจะเรื่องที่พูดเมื่อกี้อีกเจ้าเป็นผู้หญิงของข้าตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

            “ข้าพูดไปเพราะสถานการณ์มันบังคับ” หลิ่วเฟยกล่าวขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิงเจ้าเด็กนี่ยังจะกล้าถามขึ้นมาอีก นางก็แค่หาทางหนีจากการพัวพันของเหวินเริ่นเหยียนเท่านั้นเอง

            “พูดเพราะสถานการณ์บังคับงั้นหรือ?” หลินเฟิงกลอกตาไปมาก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของหลิ่วเฟย

            “เจ้าจะทำอะไร?”

            หลิ่วเฟยเอียงตัวหนี ขณะมองหลินเฟิงอย่างระมัดระวัง หมอนี่...

            “ในเมื่อเจ้าเป็นผู้หญิงของข้า แน่นอนว่าข้าก็ต้องใช้สิทธิ์ในการเป็นคนรักของเจ้าน่ะสิ” หลินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้หลิ่วเฟย

            “คนบ้า! ฝันไปเถอะ!”

            เส้นไหมสีดำสลวยพลิ้วไหวไปตามแรงสะบัด ก่อนที่ร่างบอบบางจะวิ่งหนีจากไปพร้อมกับพวงแก้มสีแดงปลั่งจากความโมโห

            คนเลวก็ยังคงเป็นคนเลวอยู่วันยังค่ำ!!!... มันหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าจะใช้สิทธิ์ในการเป็นคนรัก? หรือว่าเขาเป็นเสือผู้หญิง?

            หลินเฟิงมองตามแผ่นหลังของหลิ่วเฟยไปทันใดนั้นมุมปากของหลินเฟิงก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา เขาพบว่าความประทับใจแย่ๆ ที่มีต่อหลิ่วเฟยนั้นนับวันยิ่งเจือจางและค่อยๆ หายไป... ที่สำคัญคือผู้หญิงคนนี้ทั้งน่ารัก รูปร่างดีและงดงามเป็นอย่างมาก

            “ทำไมถึงไม่เจอกันก่อนหน้านี้นะ?”

            หลินเฟิงคิดขณะที่รอยยิ้มค่อยๆ ลดลง ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆเขาเคยคิดว่าโลกใบนี้ช่างเย็นชานัก ดังนั้นเขาจะไล่ตามความแข็งแกร่งอย่างมุ่งมั่นและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด

            แต่ตอนนี้หลินเฟิงค่อยๆ ชินกับโลกนี้ และอุปนิสัยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป บางครั้งก็ถ่อมตัวบางครั้งก็หยิ่งผยองและทำตามใจตัวเอง ไม่ทำให้ชีวิตของตัวเองลำบากจนเกินไป

            แน่นอนว่าหลินเฟิงแสวงหาความแข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งนักรบ จิตใจของเขาเข้มแข็งและมั่นคงดุจหินผาในชีวิตนี้เขาต้องการที่จะแข็งแกร่งและทรงพลังเหนือผู้อื่น

            …

            แสงอันอบอุ่นกำลังสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า

            นิกายหยุนไห่ในวันนี้ช่างดูเงียบเหงาอ้างว้างนักสถานที่กว้างใหญ่แต่กลับมีศิษย์อยู่เพียงไม่กี่คน

            แต่ทว่ายังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ได้มีบรรยากาศอ้างว้างนั่นก็คือหุบเขาเมฆพายุ

            หุบเขาเมฆพายุในวันนี้มีผู้คนหนาแน่น ที่นั่งรอบลานประลองเป็นตายมีผู้คนจับจองจนเต็มทุกที่

            เหล่าผู้อาวุโสสายในและผู้อาวุโสสายนอกไม่ได้ยืนอยู่บนหุบเขาเหนือลานประลองแต่กลับนั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์สูงที่สร้างขึ้นในหุบเขาเมฆพายุแทน พวกเขาสามารถมองเห็นลานประลองเป็นตายได้อย่างชัดเจน

            ที่นั่งอัฒจันทร์ทำมาจากหินทั้งหมดและแกะสลักได้อย่างประณีต ทำให้หลินเฟิงต้องทอดถอนหายใจพลังที่แข็งแกร่งสามารถทำสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างมากมาย ที่นั่งอัฒจันทร์เหล่านี้ตั้งตระหง่านรอบบริเวณสนามประลองกว้างใหญ่ซึ่งเป็นผลงานของศิษย์นิกายหยุนไห่พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเพื่อสร้างมันขึ้นมา

            และจุดประสงค์ที่สร้างมันขึ้นมาก็เพื่อให้คนอื่นตระหนักได้ว่านิกายให้ความสำคัญกับการทดสอบในครั้งนี้มาก

            การทดสอบของนิกายในรอบที่สอง เป็นการจัดอันดับของศิษย์สายนอกซึ่งมีทั้งหมด 100 คน การจัดอันดับศิษย์สายในมีทั้งหมด 81 คน และการจัดอันดับศิษย์หลักมีทั้งหมด 36 คน

            แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่าศิษย์สายนอกที่โดดเด่นและยอดเยี่ยมที่สุดได้ก้าวเข้าสู่การเป็นศิษย์สายในแล้วดังนั้นการจัดอันดับของศิษย์สายนอกจึงไม่มีความน่าสนใจใดๆแต่การจัดอันดับของศิษย์สายในและศิษย์หลัก กลับเป็นสิ่งที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอ

            การจัดอันดับในทุกๆ ปี นอกจากจะได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเหล่าศิษย์แล้วก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของนิกายอีกด้วย ศิษย์ของนิกายก็คืออนาคตของนิกาย

            ในขณะนั้นท่านประมุขหนานกงหลิงได้ยืนขึ้น ทำให้ทั่วทั้งหุบเขาเงียบเสียงลง

            หนานกงหลิงยิ้มและขณะที่กำลังจะเปิดปากพูดอยู่นั้น ดวงตาของเขาก็พลันแข็งทื่อคิ้วทรงดาบขมวดแน่น

            เขาจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งมีพายุกำลังพัดเข้ามาจนกระแสอากาศเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ราวกับเป็นคลื่นทะเล

            “พี่หนานกง นั่นคือฉู่โม่วจากนิกายเฮ่าเยว่และผู้ติดตาม”

            เสียงคลื่นอันรุนแรงดังสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขา และดังเข้าไปในหูของฝูงชนราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณ

            “ทรงพลังอะไรเช่นนี้!”

            ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นกลุ่มคนจากระยะไกลกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้นี่มันดูไม่ดีเลย

            ในเวลาเดียวกัน ความหนาวเย็นก็ได้ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า จากท้องฟ้าที่แจ่มใสก็มีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า  

            “ห่านเสวี่ยเทียนจากหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน มาเยือนแล้ว”

            เสียงตะโกนดังออกมาท่ามกลางหิมะ พร้อมกับเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่น เสียงที่ตะโกนออกมาเพื่อบอกให้ฝูงชนรับทราบน้ำเสียงนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็นยะเยือก

            ห่านเสวี่ยเทียน เป็นผู้นำของหมู่บ้านเสวี่ยอิงซาน

            “ต้วนเทียนหลางและเถิงอูซาน มาเยือนแล้ว”

            ทั้งพายุที่บ้าคลั่งและเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่น ไม่เพียงทำให้ท้องฟ้าสะเทือนแต่ยังทำให้ฝูงชนรู้สึกหนาวสั่นราวกับมีน้ำแข็งแพร่กระจายไปทั่วร่าง

            สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือ ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นมีคลื่นดาบปะปนอยู่ด้วยและเป็นคลื่นดาบที่ทรงพลังยากจะหาใครมาเทียบได้

            ห่างออกไป มีเงาสีดำขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนเข้ามา การกระพือปีกในแต่ละครั้งของมันได้สร้างกระแสลมที่แข็งแกร่งขึ้นรอบๆ

            เงาสีดำขนาดใหญ่นี้มีความยาวหลายสิบเมตร กว้าง 3 - 4 เมตรและยังมีเงาคนยืนอยู่บนหลังของมัน เสื้อคลุมบนร่างพลิ้วไหวไปตามกระแสลม

            สัตว์อสูรปีศาจคุนเผิง เป็นสัตว์อสูรที่สามารถบินและดำน้ำได้ร่างกายของมันมีเกล็ดสีดำเหมือนงู แต่ที่แปลกก็คือร่างกายของมันมีปีกสีดำขนาดใหญ่อยู่คู่หนึ่งและตอนที่มันกระพือปีกก็สามารถทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีได้

            “ช่างเป็นสัตว์อสูรปีศาจที่น่ากลัวยิ่งนัก!”

            ผู้คนต่างรู้สึกกระสับกระส่าย เมื่อมองไปที่คุนเผิงซึ่งกำลังบินอยู่เหนือฟ้า

            แค่นั้นยังไม่พอ ข้างๆ คุนเผิงมีดาบยักษ์อยู่เล่มหนึ่งที่แผ่คลื่นดาบอันทรงพลังออกมา  

            และมีเงาคนคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่บนดาบยักษ์นั้น พร้อมทั้งหัวเราะอย่างหยิ่งยโส

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน