ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 หลินอันฟื้นคืนสติ

            โรงพยาบาล

            สวีเม่าหนิงนอนขดตัวอยู่บนโซฟาเดี่ยวตลอดทั้งคืนเขารู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด

            เขาลุกขึ้นยืนอย่างเนือยๆเพื่อบิดขี้เกียจ สายตาจึงหันไปเห็นริมฝีปากแห้งแตกของหลินอันเข้าพอดี

            ไม่รู้ว่าหลายวันที่หลินอันหมดสติไปจะรู้สึกกระหายน้ำบ้างหรือไม่แต่เขาจำได้แม่นว่า เมื่อคืนริมฝีปากของหลินอันยังไม่แห้งแบบนี้

            ว่าแล้วเขาจึงไปขอสำลีก้านมาจากพยาบาลแล้วจุ่มมันลงไปในอ่างน้ำ เตรียมจะเช็ดริมฝีปากให้หลินอัน

            “ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวสวีหว่านหนิงจะเอาเรื่องฉันก็ไม่อยากจะปรนนิบัตินายหรอกนะ!”

            แม้ปากจะพูดเช่นนั้นแต่ท่าทางของสวีเม่าหนิงกลับดูใส่ใจและระมัดระวังมาก

            ทันใดนั้นคนที่เคยสลบไสลก็ลืมตาขึ้นมา แววตาเจือความดุดัน

            วินาทีต่อมามือขวาของสวีเม่าหนิงก็ถูกกุมไว้แน่นจนเขารู้สึกเหมือนข้อมือกำลังจะหัก

            “ปล่อยมือฉันใกล้จะหักอยู่แล้ว!”

            ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน!

            “คุณคือใครเมื่อกี้คิดจะทำอะไร” เพราะไม่ได้พูดมาหลายวันทำให้เสียงของหลินอันแหบพร่า

            สวีเม่าหนิงถลึงตาใส่หลินอัน

            และเพราะสายตานี้เลยทำให้หลินอันปล่อยมือทันที

            สายตาของคนตรงหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับสวีหว่านหนิง

            เมื่อคิดถึงสวีหว่านหนิงปลายนิ้วของหลินอันก็เลื่อนไปคลำบริเวณที่ถูกยิง

            ตอนเขากำลังสลบไสลเหมือนจะได้ยินเสียงของเธอ

            เสียงนั้นคอยเรียกเขาตลอดเวลาเขาที่เหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางสายน้ำรู้สึกเหมือนคว้าแผ่นไม้เอาไว้ได้เขาพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณจนกระทั่งฟื้นคืนสติ

            ทว่าในห้องผู้ป่วยที่กว้างขวางกลับไม่มีเงาร่างของคนที่เขาคิดถึง

            หลินอันหลุบตาลงเพื่อซ่อนแววตาก่อนจะถามย้ำว่า “คุณคือใคร เมื่อกี้คิดจะทำอะไร”

            สวีเม่าหนิงกัดฟันกรอด“ฉันเห็นริมฝีปากของนายแห้งแตกเลยอยากจะป้อนน้ำให้ดื่มใครจะไปคิดว่านายจะทำตัวแบบนี้ นอกจากจะไม่ขอบคุณสักคำ ยังลงไม้ลงมือกับฉันอีก!”

            สวีเม่าหนิงขยับข้อมือไปมาบนข้อมือของเขามีรอยนิ้วมือสีแดงที่เกิดจากแรงบีบ

            เห็นได้ชัดว่าหลินอันออกแรงมากแค่ไหน

            “คุณคือใคร” หลินอันถามย้ำคำถามเดิม

            สวีเม่าหนิงยังไม่ทันตอบประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก

            “สวีเม่าหนิงเก็บของกลับบ้านได้แล้ว”

            สวีเม่าหนิงรีบฟ้องทันที“สวีหว่านหนิง ใช้กันเสร็จก็จะเฉดหัวส่งเลยหรือไง ฉันเฝ้าเขาแทนเธอทั้งคืนเธอไม่เพียงไม่ขอบคุณ แถมยังจะไล่ฉันกลับบ้านอีกนะ”

            “เขาบีบข้อมือของฉันจนแดงไปหมดเธอไม่คิดจะช่วยพูดแทนฉันบ้างเลยหรือไง!”

            สวีหว่านหนิงรู้สึกว่าสวีเม่าหนิงในตอนนี้เหมือนหมาน้อยที่กำลังเรียกร้องให้คนสงสาร

            เดี๋ยวนะใครบีบข้อมือของเขาจนแดง?

            สายตาของสวีหว่านหนิงหันไปมองเตียงผู้ป่วยตามคาด คนที่เคยหมดสติตอนนี้ลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว

            แม้ผิวของเขาจะยังดูซีดขาวผิดปกติสีหน้าอ่อนเพลีย ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เขาก็ฟื้นแล้วจริงๆ

            สวีหว่านหนิงยกมือผลักตัวสวีเม่าหนิงที่ยืนขวางหน้าแล้วเดินตรงไปที่เตียงก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจือความตื่นเต้น “คุณฟื้นแล้วเหรอ รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหมฉันจะไปเรียกหมอมาให้”

            “ฉันไม่เป็นไร”เสียงของหลินอันยังคงแหบพร่า

            สวีหว่านหนิงค้อนควักใส่สวีเม่าหนิงแล้วรีบเอ่ยเร่งว่า“ยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเรียกหมอสิ”

            “ฉัน?”สวีเม่าหนิงยกนิ้วชี้ปลายจมูกของตัวเอง พลางมองสวีหว่านหนิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

            สวีหว่านหนิงกลอกตาใส่“แล้วในห้องนี้ยังมีใครอื่นอีกหรือไง”

            “สวีหว่านหนิงเธอ...”

            “ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้างไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

            สวีเม่าหนิงยังพูดไม่ทันจบสวีหว่านหนิงก็เบนความสนใจไปหาหลินอันแล้ว

            ตามคาดพี่สาวของเขายังคงเป็นพี่สาวคนเดิม แค่เปลี่ยนจากกู้จวิ้นเป็นหลินอันหัวใจของพี่สาวไม่เคยมีพื้นที่ให้เขาเลยสักนิด

            สวีเม่าหนิงกำหมัดแน่นก่อนจะยกมือต่อยลมใส่หลินอันลับหลังสวีหว่านหนิง แล้วค่อยเดินออกจากห้องไป

            “คุณมองอะไรอยู่”สวีหว่านหนิงเห็นหลินอันมองไปข้างหลังตนจึงถามอย่างแปลกใจ

            “คนเมื่อกี้นี้คือพี่ชายหรือน้องชายของเธอเขาโบกมือลาฉัน”

            “เขาน่ะเหรอหลานชายคนเล็กของตระกูลสวี น้องชายเพียงคนเดียวของฉัน แม้จะดูพึ่งพาไม่ได้แต่เป็นเด็กดีที่จริงใจกับทุกคน จริงสิ ตอนฉันเข้ามาเห็นเขาบอกว่าคุณบีบข้อมือของเขาจนแดงเกิดอะไรขึ้น”

            “ตอนฉันเพิ่งฟื้นเขากำลังใช้สำลีก้านเช็ดปากให้ฉัน ฉันเลยคว้าข้อมือของเขาไว้โดยไม่ทันได้คิด”

            “งั้นก็ไม่เป็นไร”

            หัวข้อนี้จบลงแล้วสวีหว่านหนิงไม่รู้จะคุยอะไรกับหลินอัน บรรยากาศน่าอึดอัดขึ้นทันตาเห็น

            ตรงกันข้ามกับหลินอันเขาหมดสติไปหลายวันเหมือนมีหลายเรื่องที่เก็บงำไว้ในใจ คนที่ไม่ค่อยชอบพูดเท่าไรอย่างเขากลับพูดอะไรออกมามากมาย

            “ขอโทษด้วยเพราะฉันเป็นสาเหตุ เธอเลยต้องเดินทางไกลมาถึงปักกิ่ง ตอนที่ฉันตัดสินใจกลับไปช่วยสหายร่วมรบฉันไม่ได้คิดถึงเธอกับพวกลูกๆ เลย ฉันยอมรับว่าฉันมันเห็นแก่ตัว เธอจะด่าจะทุบตีฉันยังไงก็ได้ฉันยินดียอมรับหมด”

            “ฉันเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ”สวีหว่านหนิงกล่าวเสียงเรียบ“คุณเลือกทำอาชีพนี้ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าคนทั่วไปเพราะฉะนั้นฉันเข้าใจคุณ และไม่คิดจะโทษคุณ”

            “หว่านหนิงฉัน...”

            “หมอมาแล้ว”

            สวีเม่าหนิงผลักประตูเข้ามาเขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนเองกำลังขัดจังหวะสองสามีภรรยา

            หมอทำการตรวจร่างกายหลินอันอย่างละเอียด“โชคดีที่กระสุนไม่ได้เข้าตำแหน่งสำคัญ ตอนนี้คุณฟื้นมาได้ถือเป็นเรื่องน่าดีใจต่อจากนี้พักฟื้นร่างกายให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะมีอาการเรื้อรังได้”

            “หมอคะตอนนี้เขาพ้นขีดอันตรายแล้วใช่ไหมคะ”

            “ในเมื่อฟื้นแล้วก็แสดงว่าอาการทรงตัวครับแต่ยังเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ห้ามประมาทกับการพักฟื้นร่างกายเด็ดขาด”

            สวีหว่านหนิงหยิบกระดาษกับปากกาออกจากกระเป๋าสะพายข้าง“มีข้อควรระวังอะไรไหมคะ หมอบอกมาได้เลยค่ะ ฉันจะจดไว้”

            หมอไม่ค่อยได้เจอญาติผู้ป่วยที่ตั้งอกตั้งใจขนาดนี้มาก่อนทำให้เขารู้สึกดีกับสวีหว่านหนิง จึงช่วยอธิบายข้อควรระวังอย่างละเอียด

            สวีหว่านหนิงจดบันทึกคำเตือนของหมอเอาไว้เต็มหน้ากระดาษ

            “เรื่องอาหารการกินผมแนะนำให้พวกคุณทำอาหารเอง เพราะอาหารของโรงอาหารในโรงพยาบาลค่อนข้างเรียบง่ายสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไข้”

            “ทราบแล้วค่ะขอบคุณนะคะคุณหมอ”

            หลังหมอออกจากห้องไปสวีเม่าหนิงก็มองกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรในมือสวีหว่านหนิงเขาเบ้ปากเล็กน้อยแล้วเหน็บแนมว่า “ในฐานะน้องชายแท้ๆ ที่โตมาด้วยกัน ทำไมเธอไม่เคยใส่ใจฉันแบบนี้บ้างเลย”

            สวีหว่านหนิงปรายตามองเขาแล้วชี้ไปที่เตียงผู้ป่วย “ถ้าวันนี้คนที่นอนอยู่บนนั้นเป็นนายฉันคงใส่ใจยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก”

            “สวีหว่านหนิงนี่เธอแช่งฉันเหรอ” สวีเม่าหนิงโวยวาย

            สวีหว่านหนิงยกมือเกาหูเล็กน้อย“แล้วนายจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนป่วยทำไม”

            “ก็เพราะว่า...เพราะว่า...”

            “สวีเม่าหนิงไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี ทำไมนายยังปัญญาอ่อนเหมือนเดิม?”

          

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน