โรงพยาบาล
สวีเม่าหนิงนอนขดตัวอยู่บนโซฟาเดี่ยวตลอดทั้งคืนเขารู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเนือยๆเพื่อบิดขี้เกียจ สายตาจึงหันไปเห็นริมฝีปากแห้งแตกของหลินอันเข้าพอดี
ไม่รู้ว่าหลายวันที่หลินอันหมดสติไปจะรู้สึกกระหายน้ำบ้างหรือไม่แต่เขาจำได้แม่นว่า เมื่อคืนริมฝีปากของหลินอันยังไม่แห้งแบบนี้
ว่าแล้วเขาจึงไปขอสำลีก้านมาจากพยาบาลแล้วจุ่มมันลงไปในอ่างน้ำ เตรียมจะเช็ดริมฝีปากให้หลินอัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวสวีหว่านหนิงจะเอาเรื่องฉันก็ไม่อยากจะปรนนิบัตินายหรอกนะ!”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้นแต่ท่าทางของสวีเม่าหนิงกลับดูใส่ใจและระมัดระวังมาก
ทันใดนั้นคนที่เคยสลบไสลก็ลืมตาขึ้นมา แววตาเจือความดุดัน
วินาทีต่อมามือขวาของสวีเม่าหนิงก็ถูกกุมไว้แน่นจนเขารู้สึกเหมือนข้อมือกำลังจะหัก
“ปล่อยมือฉันใกล้จะหักอยู่แล้ว!”
ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน!
“คุณคือใครเมื่อกี้คิดจะทำอะไร” เพราะไม่ได้พูดมาหลายวันทำให้เสียงของหลินอันแหบพร่า
สวีเม่าหนิงถลึงตาใส่หลินอัน
และเพราะสายตานี้เลยทำให้หลินอันปล่อยมือทันที
สายตาของคนตรงหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับสวีหว่านหนิง
เมื่อคิดถึงสวีหว่านหนิงปลายนิ้วของหลินอันก็เลื่อนไปคลำบริเวณที่ถูกยิง
ตอนเขากำลังสลบไสลเหมือนจะได้ยินเสียงของเธอ
เสียงนั้นคอยเรียกเขาตลอดเวลาเขาที่เหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางสายน้ำรู้สึกเหมือนคว้าแผ่นไม้เอาไว้ได้เขาพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณจนกระทั่งฟื้นคืนสติ
ทว่าในห้องผู้ป่วยที่กว้างขวางกลับไม่มีเงาร่างของคนที่เขาคิดถึง
หลินอันหลุบตาลงเพื่อซ่อนแววตาก่อนจะถามย้ำว่า “คุณคือใคร เมื่อกี้คิดจะทำอะไร”
สวีเม่าหนิงกัดฟันกรอด“ฉันเห็นริมฝีปากของนายแห้งแตกเลยอยากจะป้อนน้ำให้ดื่มใครจะไปคิดว่านายจะทำตัวแบบนี้ นอกจากจะไม่ขอบคุณสักคำ ยังลงไม้ลงมือกับฉันอีก!”
สวีเม่าหนิงขยับข้อมือไปมาบนข้อมือของเขามีรอยนิ้วมือสีแดงที่เกิดจากแรงบีบ
เห็นได้ชัดว่าหลินอันออกแรงมากแค่ไหน
“คุณคือใคร” หลินอันถามย้ำคำถามเดิม
สวีเม่าหนิงยังไม่ทันตอบประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาจากด้านนอก
“สวีเม่าหนิงเก็บของกลับบ้านได้แล้ว”
สวีเม่าหนิงรีบฟ้องทันที“สวีหว่านหนิง ใช้กันเสร็จก็จะเฉดหัวส่งเลยหรือไง ฉันเฝ้าเขาแทนเธอทั้งคืนเธอไม่เพียงไม่ขอบคุณ แถมยังจะไล่ฉันกลับบ้านอีกนะ”
“เขาบีบข้อมือของฉันจนแดงไปหมดเธอไม่คิดจะช่วยพูดแทนฉันบ้างเลยหรือไง!”
สวีหว่านหนิงรู้สึกว่าสวีเม่าหนิงในตอนนี้เหมือนหมาน้อยที่กำลังเรียกร้องให้คนสงสาร
เดี๋ยวนะใครบีบข้อมือของเขาจนแดง?
สายตาของสวีหว่านหนิงหันไปมองเตียงผู้ป่วยตามคาด คนที่เคยหมดสติตอนนี้ลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว
แม้ผิวของเขาจะยังดูซีดขาวผิดปกติสีหน้าอ่อนเพลีย ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เขาก็ฟื้นแล้วจริงๆ
สวีหว่านหนิงยกมือผลักตัวสวีเม่าหนิงที่ยืนขวางหน้าแล้วเดินตรงไปที่เตียงก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจือความตื่นเต้น “คุณฟื้นแล้วเหรอ รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหมฉันจะไปเรียกหมอมาให้”
“ฉันไม่เป็นไร”เสียงของหลินอันยังคงแหบพร่า
สวีหว่านหนิงค้อนควักใส่สวีเม่าหนิงแล้วรีบเอ่ยเร่งว่า“ยังจะยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปเรียกหมอสิ”
“ฉัน?”สวีเม่าหนิงยกนิ้วชี้ปลายจมูกของตัวเอง พลางมองสวีหว่านหนิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
สวีหว่านหนิงกลอกตาใส่“แล้วในห้องนี้ยังมีใครอื่นอีกหรือไง”
“สวีหว่านหนิงเธอ...”
“ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้างไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
สวีเม่าหนิงยังพูดไม่ทันจบสวีหว่านหนิงก็เบนความสนใจไปหาหลินอันแล้ว
ตามคาดพี่สาวของเขายังคงเป็นพี่สาวคนเดิม แค่เปลี่ยนจากกู้จวิ้นเป็นหลินอันหัวใจของพี่สาวไม่เคยมีพื้นที่ให้เขาเลยสักนิด
สวีเม่าหนิงกำหมัดแน่นก่อนจะยกมือต่อยลมใส่หลินอันลับหลังสวีหว่านหนิง แล้วค่อยเดินออกจากห้องไป
“คุณมองอะไรอยู่”สวีหว่านหนิงเห็นหลินอันมองไปข้างหลังตนจึงถามอย่างแปลกใจ
“คนเมื่อกี้นี้คือพี่ชายหรือน้องชายของเธอเขาโบกมือลาฉัน”
“เขาน่ะเหรอหลานชายคนเล็กของตระกูลสวี น้องชายเพียงคนเดียวของฉัน แม้จะดูพึ่งพาไม่ได้แต่เป็นเด็กดีที่จริงใจกับทุกคน จริงสิ ตอนฉันเข้ามาเห็นเขาบอกว่าคุณบีบข้อมือของเขาจนแดงเกิดอะไรขึ้น”
“ตอนฉันเพิ่งฟื้นเขากำลังใช้สำลีก้านเช็ดปากให้ฉัน ฉันเลยคว้าข้อมือของเขาไว้โดยไม่ทันได้คิด”
“งั้นก็ไม่เป็นไร”
หัวข้อนี้จบลงแล้วสวีหว่านหนิงไม่รู้จะคุยอะไรกับหลินอัน บรรยากาศน่าอึดอัดขึ้นทันตาเห็น
ตรงกันข้ามกับหลินอันเขาหมดสติไปหลายวันเหมือนมีหลายเรื่องที่เก็บงำไว้ในใจ คนที่ไม่ค่อยชอบพูดเท่าไรอย่างเขากลับพูดอะไรออกมามากมาย
“ขอโทษด้วยเพราะฉันเป็นสาเหตุ เธอเลยต้องเดินทางไกลมาถึงปักกิ่ง ตอนที่ฉันตัดสินใจกลับไปช่วยสหายร่วมรบฉันไม่ได้คิดถึงเธอกับพวกลูกๆ เลย ฉันยอมรับว่าฉันมันเห็นแก่ตัว เธอจะด่าจะทุบตีฉันยังไงก็ได้ฉันยินดียอมรับหมด”
“ฉันเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ”สวีหว่านหนิงกล่าวเสียงเรียบ“คุณเลือกทำอาชีพนี้ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าคนทั่วไปเพราะฉะนั้นฉันเข้าใจคุณ และไม่คิดจะโทษคุณ”
“หว่านหนิงฉัน...”
“หมอมาแล้ว”
สวีเม่าหนิงผลักประตูเข้ามาเขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าตนเองกำลังขัดจังหวะสองสามีภรรยา
หมอทำการตรวจร่างกายหลินอันอย่างละเอียด“โชคดีที่กระสุนไม่ได้เข้าตำแหน่งสำคัญ ตอนนี้คุณฟื้นมาได้ถือเป็นเรื่องน่าดีใจต่อจากนี้พักฟื้นร่างกายให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะมีอาการเรื้อรังได้”
“หมอคะตอนนี้เขาพ้นขีดอันตรายแล้วใช่ไหมคะ”
“ในเมื่อฟื้นแล้วก็แสดงว่าอาการทรงตัวครับแต่ยังเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ห้ามประมาทกับการพักฟื้นร่างกายเด็ดขาด”
สวีหว่านหนิงหยิบกระดาษกับปากกาออกจากกระเป๋าสะพายข้าง“มีข้อควรระวังอะไรไหมคะ หมอบอกมาได้เลยค่ะ ฉันจะจดไว้”
หมอไม่ค่อยได้เจอญาติผู้ป่วยที่ตั้งอกตั้งใจขนาดนี้มาก่อนทำให้เขารู้สึกดีกับสวีหว่านหนิง จึงช่วยอธิบายข้อควรระวังอย่างละเอียด
สวีหว่านหนิงจดบันทึกคำเตือนของหมอเอาไว้เต็มหน้ากระดาษ
“เรื่องอาหารการกินผมแนะนำให้พวกคุณทำอาหารเอง เพราะอาหารของโรงอาหารในโรงพยาบาลค่อนข้างเรียบง่ายสารอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไข้”
“ทราบแล้วค่ะขอบคุณนะคะคุณหมอ”
หลังหมอออกจากห้องไปสวีเม่าหนิงก็มองกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรในมือสวีหว่านหนิงเขาเบ้ปากเล็กน้อยแล้วเหน็บแนมว่า “ในฐานะน้องชายแท้ๆ ที่โตมาด้วยกัน ทำไมเธอไม่เคยใส่ใจฉันแบบนี้บ้างเลย”
สวีหว่านหนิงปรายตามองเขาแล้วชี้ไปที่เตียงผู้ป่วย “ถ้าวันนี้คนที่นอนอยู่บนนั้นเป็นนายฉันคงใส่ใจยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก”
“สวีหว่านหนิงนี่เธอแช่งฉันเหรอ” สวีเม่าหนิงโวยวาย
สวีหว่านหนิงยกมือเกาหูเล็กน้อย“แล้วนายจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนป่วยทำไม”
“ก็เพราะว่า...เพราะว่า...”
“สวีเม่าหนิงไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี ทำไมนายยังปัญญาอ่อนเหมือนเดิม?”