สายลมแรงกระโชกจากการกระพือปีกของปักษา์ทำให้ฝุ่นละอองที่คละคลุ้งในซากคฤหาสน์ตระกูลไป๋กระจายตัวออก ร่างสามร่างในชุดเกราะสีเงินเจิดจ้าร่อนลงสู่พื้นดินด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับเทพเ้าลงมาจุติบนโลกมนุษย์ที่แปดเปื้อน ไป๋อวี่ ผู้นำกลุ่มก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาของเขาฉายแววดูแคลนขณะมองไปที่ "ศิลาิญญา" ปลอมที่วางเด่นอยู่บนกองอิฐ
"นั่นน่ะหรือ... ศิลาาที่สร้างความวุ่นวาย" ไป๋อวี่แค่นเสียง "ััปราณของมันช่างเบาบางนัก หรือว่าหัวขโมยชั้นต่ำนั่นจะสูบพลังของมันไปจนเกลี้ยงแล้ว?"
"ใครจะสนล่ะพี่อวี่" หญิงสาวข้างกายที่ชื่อ 'ฉู่หลิง' ก้าวออกมา พลังระดับ ราชันย์ปฐี ขั้นที่ 1 ของนางแผ่ซ่านออกมาจนกรวดหินรอบๆ แตกกระจาย "แค่จับตัวมันมา สกัดเอาปราณในตัวมันออกมากลั่นใหม่ ศิลานี้ก็จะกลับมาทรงพลังเหมือนเดิม"
ห่างออกไปเพียงสิบก้าวเยี่ยฉินนั่งนิ่งอยู่หลังซากกำแพงที่ถูกอาคมอำพรางตาบดบังไว้ มู่หย่งเกาะชายเสื้อเขาแน่น ดวงตาสีม่วงของเด็กชายมองเห็นเส้นด้ายพลังงานสีแดงเข้มที่เยี่ยฉินวางไว้อย่างสลับซับซ้อนรอบตัวคนทั้งสาม
"นายน้อย... พวกเขาดูแข็งแกร่งมาก พลังสีเงินของพวกเขามันเหมือนกับ... ท้องฟ้าที่กำลังจะถล่มลงมา" มู่หย่งกระซิบ
เยี่ยฉินยกยิ้มมุมปาก แววตาที่สวมทับด้วยวงแหวนกาลเวลาจับจ้องไปที่จุดกึ่งกลางของค่ายกล "ความแข็งแกร่งที่ได้มาจากการประคบประหงมของวิหารเทพ ก็เหมือนกับปราสาททรายที่รอคลื่นั์ มู่หย่ง... วันนี้เ้าจะได้เห็นว่า 'ราชันย์' ก็สามารถกรีดร้องเหมือนสุกรได้เช่นกัน"
กับดัก "กระจกเงาสลับขั้ว"
ไป๋อวี่เดินเข้าไปใกล้ศิลาปลอม มือของเขาเอื้อมออกไปหมายจะคว้ามันไว้ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วัักับอากาศธาตุรอบศิลา วงจรอาคมสีดำทมิฬก็สว่างวาบขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งสาม!
"ค่ายกล: กระจกเงาสลับขั้ว — ผกผันกาลเวลา!"
พริบตานั้น บรรยากาศรอบตัวอัจฉริยะวิหารเทพทั้งสามเปลี่ยนจากสีเงินบริสุทธิ์เป็สีแดงฉานราวกับทะเลโลหิต ไป๋อวี่รู้สึกได้ทันทีว่าพลังปราณในร่างของเขาที่เคยไหลเวียนอย่างราบรื่น กลับถูกกระชากย้อนศรอย่างรุนแรง!
"อึก! นี่มันอะไรกัน!" ฉู่หลิงกรีดร้อง นางพยายามจะเร่งพลังป้องกัน แต่ยิ่งนางใส่พลังเข้าไปมากเท่าไหร่ พลังนั้นกลับสะท้อนกลับมาทำลายอวัยวะภายในของนางเองเป็ทวีคูณ
"ค่ายกลสะท้อนปราณ!" ไป๋อวี่หน้าซีดเผือด เขารีบชักกระบี่เงินออกมา "มีคนซ่อนอยู่แถวนี้! ออกมาเดี๋ยวนี้ไอ้ลอบกัด!"
เยี่ยฉินเดินออกมาจากม่านพรางตาอย่างช้าๆ ชุดสีดำเรียบง่ายของเขาโบกสะบัดตามแรงลมที่บิดเบี้ยว ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนน่าขนลุก
"ลอบกัดรึ?" เยี่ยฉินหยุดยืนห่างออกไปห้าก้าว "ในาไม่มีคำว่าลอบกัด มีเพียงผู้ชนะที่รอดชีวิตและผู้แพ้ที่กลายเป็ปุ๋ยดิน ไป๋อวี่... เ้ายังโอหังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้กระทั่งตอนที่ความตายกำลังััที่ลำคอของเ้า"
"เ้าคือใคร! รู้จักข้าได้อย่างไร!" ไป๋อวี่ะโ พยายามฝืนแรงกดดันของค่ายกลเพื่อยกกระบี่ชี้มาทางเยี่ยฉิน
"ข้าคือคนที่เ้าเคยเรียกว่า 'ขยะ' เมื่อห้าร้อยปีก่อน... และเป็คนที่จะส่งเ้าไปลงนรกในวันนี้"
เยี่ยฉินไม่เสียเวลาเจรจาต่อ เขาเร่งพลัง ภูตแกนกลางกาลเวลา ผสานกับ ภูตหยาดน้ำสังหาร พริบตานั้น เข็มนาฬิกาที่มองไม่เห็นหมุนวนรอบตัวเขา เยี่ยฉินพุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้าที่ไร้เสียง
ศิษย์วิหารเทพคนที่สามพยายามจะเข้ามาขวาง แต่เยี่ยฉินเพียงสะบัดมือเบาๆ ปราณสีดำสนิทก็พุ่งทะลวงผ่านเกราะเงินเข้าไปแช่แข็งิญญาของเขาในชั่วพริบตา ร่างของเขาแข็งทื่อและแตกสลายเป็ละอองหิมะสีดำต่อหน้าต่อตาไป๋อวี่
"ศิษย์น้องจาง!" ฉู่หลิงร้องด้วยความสยดสยอง นางพยายามจะร่ายมนต์สยบมาร แต่เยี่ยฉินมาปรากฏตัวเบื้องหน้านางตั้งแตเมื่อไหร่ไม่รู้
มือของเยี่ยฉินบีบที่ลำคอของนาง "วิชาวารีศักดิ์สิทธิ์ของเ้า... ในสายตาข้ามันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน"
เยี่ยฉินส่งปราณกาลเวลาเข้าไปเร่งอายุขัยของฉู่หลิงโดยตรง ใบหน้าที่งดงามของนางเริ่มมีริ้วรอย ผมสีดำกลายเป็สีขาวโพลน ิัเหี่ยวแห่นจนกลายเป็ยายแก่ภายในเวลาเพียงสามลมหายใจ ก่อนที่นางจะสิ้นใจด้วยความชราภาพที่รวดเร็วเกินกว่าใจจะรับไหว
เหลือเพียงไป๋อวี่ที่คุกเข่าอยู่ใจกลางค่ายกล เขาจ้องมองเยี่ยฉินด้วยดวงตาที่สั่นระริก ความเย่อหยิ่งทระนงหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เข้าขั้นเสียสติ
"เ้า... เ้าเป็จอมมาร... จอมมารหวนคืนจริงๆ..."
เยี่ยฉินเดินเข้าไปหาไป๋อวี่ช้าๆ เขาหยิบศิลาิญญา "ของจริง" ออกมาจากอกเสื้อ แสงสีแดงของมันวาววับสะท้อนในตาของไป๋อวี่ "ศิลานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มพลัง แต่มันมีไว้เพื่อ 'เรียก' บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นออกมา... และเ้า ไป๋อวี่ เ้าจะเป็เครื่องสังเวยสุดท้ายในการปลุก 'กระบี่สังหารเทพ' ของข้า"
เยี่ยฉินใช้มือควักหัวของไป๋อวี่ออกมา แล้วใช้ปราณความทรงจำกระชากเอาที่ตั้งของกองกำลังวิหารเทพในนครไร้ใจและรหัสลับทั้งหมดออกมา
"ลาก่อน... อัจฉริยะแห่งยุคสมัย"
กร๊อบ!
เสียงหักกระดูกคอดังสนันไปทั่วนครไร้ใจ ร่างของไป๋อวี่ล้มลงอย่างไร้ิญญา เยี่ยฉินสะบัดมือลบเลือนร่องรอยการต่อสู้ทั้งหมดด้วยปราณกาลเวลา เหลือเพียงซากศพสามร่างที่ดูเหมือนตายด้วยอุบัติเหตุทางปราณ
มู่หย่งเดินออกมาจากที่ซ่อน เด็กชายมองดูศพของยอดฝีมือวิหารเทพด้วยแววตาที่เริ่มจะด้านชา
"นายน้อย... เราจะไปที่นั่นไหม? สิ่งที่ท่านดึงมาจากหัวของเขา"
เยี่ยฉินมองไปที่ขอบฟ้า ทิศที่ตั้งของสาขาวิหารเทพประประจำนครไร้ใจ "ใช่... เราต้องไปกวาดล้างขยะให้สิ้นซาก ก่อนที่พวกมันจะส่งตัวตนที่ยุ่งยากกว่านี้มา"
เขาส่งสัญญาณให้มู่หย่งเตรียมตัว พลังในร่างของเยี่ยฉินบัดนี้เข้าสู่ระดับ ิญญา์ ขั้นที่ 5 อย่างสมบูรณ์แบบจากการดูดซับปราณของคนทั้งสาม
—----------------------------------------------------
ชื่อเสียงของอัจฉริยะเป็เพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นจากความกลัวของคนอ่อนแอ เมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจที่แท้จริง แสงสว่างที่พวกเขาเทิดทูนจะกลายเป็เพียงเงาที่สั้นที่สุด จอมมารกางปีกออกแล้ว และนครไร้
ใจกำลังจะได้ลิ้มรสความมืดมิดที่ไม่มีวันจางหาย