8:อย่าตายนะ
“ศุกร์หน้าก็ต้องประกวดแล้วนะ ยังไม่รู้จะแสดงความสามารถอะไรดี” มินจุนเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ยอดไลค์ในเพจอาจสูงแต่ก็สูสีกับคณะบริหาร กินกันไม่ลง ดีที่ใช้ในการประเมินเพียงยี่สิบเปอร์เซนต์ ที่เหลือแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็คือการแสดงความสามารถ นี่แหละที่ทำให้หนักใจ นอกจากความหน้าตาดี สูง ขาวแล้ว ก็ทำอะไรไม่เป็น “ร้องเพลง แล้วก็เต้นดีไหมคะ” มินอาคิดว่าน่าจะง่ายสุดและคงไม่เกินความสามารถของพวกเขา “ร้องเพลง พี่ว่ามันง่ายไป ไม่แปลกใหม่สักเท่าไหร่” พี่เจียไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ คณะอื่นก็คงจะแสดงเหมือนๆกัน “ร้องเต้นเกาหลีดิ ยังใหม่สำหรับมหาลัยเราเลยนะ อย่างน้อยก็ไม่เคยมีใครเอามาร้อง” ธัพธัยออกไอเดียเสริมมินอา แม้จะเป็นการร้องเพลงแต่ถ้าสไตล์เกาหลีหล่ะ ยังไงก็น่าลอง “งั้นก็สองภาษาไปเลย แบบผสมผสาน” นี่อาจจะเป็นอีกเรื่องที่มินจุนพอจะทำได้แม้จะไม่เด่นก็เถอะ “จะเอาอย่างงั้นก็ได้ เดี๋ยวเราจัดการเรื่องชุดเอง” มติเอกฉันทร์สามต่อหนึ่ง ทุกคนจึงเริ่มแบ่งหน้าที่กัน โดยสองหนุ่มสาวทำหน้าที่หาเพลงในการใช้ประกวด ส่วนธัพธัยรับหน้าที่ในการคิดคอนเซ็ปต์ในการแสดง ณ.ฮอลสำหรับจัดงานแสดงของมหาลัย งานประกวดดาวเดือนประจำปี “จบขั้นตอนการแนะนำตัวไปแล้วนะคะ ลำดับต่อไปเป็นการแสดงโชว์ความสามารถของตัวแทนแต่ละคณะ” “เริ่มที่คณะบริหารเลยครับ ของเสียงปรบมือดังๆเพื่อเป็นกำลังใจด้วยครับ” สองพิธีการทำการกล่าวดำเนินการแสดงไปทีละขั้นตอนอย่างมืออาชีพ จนมาถึงการแสดงของคณะเศรษฐศาสตร์ มินจุนและมินอาตื่นเต้นจนมือเย็นเฉียบ “ไม่เป็นไรนะ ทำให้ดีที่สุดก็พอ” พี่เลี้ยงทั้งสองกุมมือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เพื่อคลายความกังวลให้น้องๆ “ไฟท์ติ้ง” เริ่มการแสดงด้วยการรำไทยสุดแสนงดงามและอ่อนช้อย แสงไฟถูกปรับหรี่ลงเพิ่มบรรยากาศความขลังจนชวนขนลุก พอดนตรีเปลี่ยนจังวะทั้งสองทำการเปลี่ยนชุดกลางเวที ชุดที่รังสรรค์ขึ้นโดยพี่เจียเพียงปลดกระดุมก็กลายเป็นอีกชุดสไตล์นักร้องเกาหลี และแน่นอนว่าทั้งสองร้องเล่นเต้นเพลง จังหวะที่ร้อนแรงจนอยากเต้นตาม ความเท่ห์ เซ็กซี่ ขยี้ใจ ทำเอาหนุ่มสาวในฮอลหวีดกันดังกระหื่ม จบการแสดงด้วยเสียงปรบมือดังล้นหลาม “สิ่งที่ทุกคนรอคอย จะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้” เด็กๆต่างจับมือกันและกันไว้ ลุ้นผลประกาศไปพร้อมๆกัน “ดาวมหาลัยประจำปีการศึกษานี้คือ...ลีมินอาจากคณะเศรษฐศาสตร์” สิ้นเสียงประกาศมีเสียงปรบมือและโห่ร้องดีใจกันดังก้องฮอล “และเดือนมหาลัยประจำปีการศึกษานี้คือ....นันทนัท อรุณฤกษ์ หรือมินจุน คณะเศรษฐศาสตร์นั่นเองครับ” “เย้” ทั้งบนเวทีและด้านล่างเวทีต่างยืนปรบมือยินดีกันยกใหญ่ การโชว์ก็ไม่ได้แปลกตาแต่อย่างใด แต่ที่ได้ใจจากกรรมการและผู้เข้าชมนั้นคือการแสดงของทั้งสอง การเต้นที่ดูแข็งแรงแต่อ่อนไหว เสียงอันทรงพลังรวมไปถึงอินเนอร์เข้าถึงบทเพลงต่างหาก “เอ้าชน” เพื่อนพี่และผู้เกี่ยวข้องต่างมาร่วมฉลองกันที่ร้านอาหารกึ่งผับ ฉลองให้กับความสำเร็จของทุกคนที่สามารถคว้าตำแหน่งดาวและเดือนคู่กันมาเป็นปีที่สอง แก้วแล้วแก้วเล่า ธัพธัยกระดกเครื่องดื่มลงคออย่างไม่สะทกสะท้านไม่ต่างไปจากน้ำเปล่า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เป็นจุดโฟกัสเดียวของเขาคือมินจุน แต่...เสียตรงที่ไอ้เด็กนั่นมีให้กับหญิงสาวคนตรงหน้า พาลให้อารมณ์เสียจริงๆ “อุ้ย!” มินจุนสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆถูกมือเย็นๆหยิกที่แก้มตน จะด้วยแค่หยอกหรือหมั่นไส้ก็เถอะ แต่ทำคนทั้งกลุ่มมองเป็นตาเดียวแบบนี้ มินจุนรู้สึกทำตัวไม่ถูก และคนที่สร้างเรื่องไว้ก็ปลีกตัวเข้าห้องน้ำไปซะแล้ว “เจอกันวันจันทร์จ้า ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” มินอาโบกมือลาเพื่อนชายยังไม่วายกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ธัพธัยที่แวะมาส่ง “พี่รู้ได้ไง ว่ามินอาพักที่หอนี้” ดวงตาธัพธัยกระตุกเล็กน้อยแต่ก็ไม่หลุดพิรุธให้น้องได้เห็น ทำซึนไม่ยอมตอบจนคนน้องเลิกอยากรู้ไปเอง “ขับรถกลับดีๆนะพี่” ร่างโปร่งเข้าห้องมาด้วยอาการเหนื่อยอ่อน ตั้งแต่ตีสี่ยันห้าทุ่ม ดีที่พรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ หากวันปกติคงไม่เห็นเงาเขาในห้องเรียนเป็นแน่ ‘อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางแล้ว’ ดวงตาเรียวมองไปที่ปฏิทินบนหัวเตียง เขายังไม่ได้เตรียมข้อมูลสำหรับเดินทางไปต่างแดนเลย มัวแต่ยุ่งเรื่องงานประกวดจนไม่มีเวลา แต่เอาไว้ก่อนเถอะ ง่วงแทบลืมตาไม่ขึ้นแล้ว คังวอน มินจุนเขียนข้อมูลการเดินทางอย่างละเอียดลงในแผนที่ที่ตนซื้อมา และเขียนที่อยู่ที่ปลายทางตัวหนาๆ “จะเรียกว่าเป็นความโชคดีไหมน่า เราขับรถไม่เป็นแต่มีพี่ธัพไปด้วย จะต้องหลอกล่อให้ยอมขับรถให้” หนุ่มน้อยยิ้มร่าในความคิดของตน อย่างน้อยก็ตัดปัญหาเรื่องการขับรถไปได้ “แพลนว่าไงมั้ง” ธัพธัยทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้น้อง ทั้งสองใกล้จะถึงสนามบินเต็มที “ก็ ลงเครื่องที่โซล ต่อรถไฟไปคังว็อน” รุ่นพี่พยักหน้าไปพลางมองข้างหน้า “คังว็อน เป็นชื่อที่เที่ยวหรอ” “เอ่อ ชื่อจังหวัด หรือพี่ไม่โอ” คำถามลองใจเกิดพี่ไม่เห็นด้วยจะได้หาวิธีหลอกล่อ “ที่ไหนก็ได้ ตามใจ” ดวงตาของหนุ่มน้อยฉายแววเจ้าเล่ห์แสนกล ‘ง่ายกว่าที่คิดแฮะ’ “แต่มึงแน่ใจนะว่าจะไม่จ้างไกด์” “แน่ใจสิ ผมพูดเกาหลีได้ แผนที่เราก็มี” ‘จ้างไกด์แพงจะตาย ถึงพี่จะเป็นคนออกให้ก็เถอะ แต่เงินมันหามายากนะ’การเดินทางข้ามประเทศกินเวลาไปมากกว่าสี่ชั่วโมง ไหนจะต้องต่อรถไฟไปคังวอนโดอีกราวๆสามชั่วโมง ทั้งสองค่อนข้างอ่อนเพลียกับการเดินทางมาก บ้างก็พลอยหลับบ้างก็คอยตื่นมาดูทาง “ทำไมต้องเปิดแค่ห้องเดียวด้วยนะ” มินจุนทำหน้าเซ็งเล็กน้อย เดินตามหลังเจ้าของบ้านที่นำมาส่งยังห้องพัก แต่ก็นั่นแหละ ค่าที่พักมันค่อนข้างแพงนิ แล้วพี่ธัพก็ออกคนเดียวด้วย “พอนอนได้ไหม” ห้องพักสุดแสนธรรมดา มีเพียงฟูกและของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น อาจจะไม่สวยหรูเพราะเป็นแบบบ้านพัก แยกตัวออกเป็นหลังใครหลังมัน อยู่แถบรอบนอกเมืองมีเพียงเจ้าของบ้านที่เป็นผู้ดูแล มินจุนเองก็ไม่รู้ว่าบ้านพักแบบนี้เรียกว่าอะไร แต่คล้ายๆโฮมสเตย์ของไทยในสไตล์เกาหลี “ก็นอนได้แหละ กูเป็นผู้ชาย แค่นี้ไม่ถือว่าลำบากหรอก” “แต่ทำไมมึงไม่เข้าพักที่โรงแรมหล่ะ” เขายอมจ่ายไม่อั้นแต่ทำไมรุ่นน้องถึงเลือกพักที่นี่ “ก็มันแพงนิ เงินมันหายากนะรู้ไหม” ธัพธัยพยักหน้าทำความเข้าใจกับการใช้เงินของน้อง อายุแค่นี้รู้จักประหยัดนั่นแสดงถึงฐานะ หรือไม่ก็เกิดจากการสั่งสอนจากครอบครัว แม้เขาจะมีเงินมากแต่ก็ไม่เคยอวดรวย ด้วยเพราะเป็นคนลุยๆจึงค่อนข้างจะติดดินเอามากๆ และกว่าจะมาถึงที่พักก็ตกเย็นแล้ว ที่ทำได้ก็แค่ต้องออกไปหาอะไรใส่ท้องให้เต็ม ทั้งสองเดินออกห่างจากที่พักไม่ไกลนัก เลือกนั่งร้านอาหารเกาหลีข้างทางที่ให้บรรยากาศเหมือนในซีรีย์ เจ้าของร้านเป็นหญิงสูงวัยท่าทางใจดี ต้อนรับลูกค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มินจุนเป็นคนสั่งอาหารตามความอยากของตัวเอง จัมปง ต๊อกโบกี และคิมบับ เสริฟพร้อมโชจูคนละขวด เด็กน้อยตาลุกวาวกับเครื่องดื่มตรงหน้า ‘อยากกินมานานแล้ว’ “ดื่มโชจูไปด้วยช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้น หน้าหนาวของที่นี่อากาศเย็นมาก” ด้วยอุณหภูมิติดลบมันหนาวเข้ากระดูก เมื่อทานข้าวกันเสร็จทั้งสองก็เดินต้านลมชมธรรมชาติข้างทางกันไปเรื่อย จุดที่ทั้งสองมาเดินเล่นเป็นเนินเขาขนาดเล็กอุดมไปด้วยต้นไม้ไร้ใบเหลือแต่กิ่งก้านถูกปลูกไว้เป็นแนวยาวเต็มสองข้างทาง ใบหน้าเนียมเริ่มชา แข้งขาเริ่มแข็ง เขาต้องสอดมือไว้ในกระเป๋าโอเวอร์โค้ทอยู่ตลอดเวลา มินจุนหยุดอยู่กลางทางมองลงไปเบื้องล่างไม่ไกลนัก คือตัวเมืองคังวอนที่อาจจะไม่ได้ดูครื้นเครงเหมือนตัวเมืองใหญ่ แต่ที่นี่มันก็สวยในแบบฉบับของคังวอนที่หาดูที่ไหนไม่ได้เหมือนกัน “เฮ้ย! หิมะแรก” เกล็ดสีขาวขนาดราวๆเท่าเม็ดฝุ่นกำลังโปรยปรายจากท้องฟ้าลงสู่พื้น “คนเกาหลีเชื่อว่า หากขอพรกับหิมะแรกพรนั้นจะเป็นจริง” พูดจบมินจุนก็หลับตาประนมมือขึ้นในท่าที่กำลังขอพรจากหิมะ เมื่อธัพธัยเหลียวหน้ามองหลังดูเหมือนร่องรอยหิมะเก่ายังเหลือให้เห็นอยู่ ถึงกระนั้นธัพธัยก็เอาบ้างแม้จะเป็นแค่ความเชื่อก็เถอะ “พี่ขอพรอะไร?” มินจุนที่ลืมตาขึ้นมาก่อนลอบมองใบหน้าคมอยู่นาน เวลาที่พี่ไม่มีพิษมีภัยนี่ก็ดูน่ารักอยู่นะ ‘ขอให้มึงรักกู ไม่สิแค่ชอบก็ได้’ “สุขภาพ เรียน เรื่องทั่วไป” ที่ต้องตอบไม่ตรงกับสิ่งที่ขอก็เพื่อให้เวลารุ่นน้องได้เตรียมใจ เพราะต่อจากนี้ไปเขาจะเริ่มรุกล่ะนะ “แล้วมึงขอพรว่าอะไร” “ก็ขอให้ได้เจอพ่อไงล่ะ” “หือ! เมื่อกี้มึงว่าไงนะ” มินจุนหุบยิ้มลงทันทีที่รู้สึกตัวว่าได้พูดอะไรออกไป ‘เอาไงดีว่ะ ถ้าบอกไปพี่มันจะยอมขับรถให้ไหมนะ เราจะโดนด่ารึป่าวเนี่ย’ สมองน้อยๆทำงานหนักเกินความสมารถ “เออ...เปล่า” “ก็กูได้ยินว่ามึงอยากเจอใคร” “เจ...อ เรื่องดีๆไง ให้เราปลอดภัย” “อย่าแถ กูดูออก” ธัพธัยขึงตาใส่ให้อีกคนกลัว เป็นคนที่โกหกไม่เนียนเลยจริงๆ ทั้งหน้าตาท่าทางดูเลิกลั่กไปหมด “ช่างเถอะ ไม่บอกก็ไม่เป็นไร กูไม่คาดคั้นล่ะ” แม้จะโกหกไม่เก่งแต่ก็ไม่ใช่คนที่ยอมเปิดปากง่ายๆ ยังไงก็คงปิดได้อีกไม่นาน บอกหรือไม่บอกก็เท่ากัน ซึนใส่เลยแล้วกัน “ว่าแต่ มันจะได้ผลจริงหรอ ขอพรกับหิมะแรกนะ” คนพี่ยังคาใจเพราะยังไงก็เฝ้าหวังให้พรเป็นจริง “ไม่รู้สิ มันก็แค่ความเชื่อ” “แล้วมึงรู้ได้ไงว่าเป็นหิมะแรก” “อ้าว! ก่อนหน้านี้พีเห็นมันตกไหมล่ะ” “ก็เผื่อมันตกไปแล้ว และก็ละลายแล้ว ยังงี้จะเรียกว่าหิมะแรกได้หรอ” “ทำไมล่ะ ก็หิมะแรกของเราไง” ถ้าจะพูดแบบนี้ก็คงจบเพียงเท่านี้ ต่อให้เถียงกันต่อเด็กน้อยก็คงสร้างเหตุผลขึ้นเองมาเถียงอยู่ดี แต่การเถียงคำไม่ตกฝาก การพยายามเอาชนะของน้องนั้นกลับทำให้พี่ไม่อาจละสายตาไปได้ โดยฉะเพราะใบหน้าที่พูดด้วยรอยยิ้ม ดวงตาที่เปี่ยมล้นด้วยความสุขของน้องทำพี่มีสุขไปด้วย มินจุนวิ่งเล่นท่ามกลางฝนหิมะ กางแขนและหมุนรอบตัวเอง เด็กน้อยคงชอบที่นี่มาก “กลับกันเถอะหิมะเริ่มตกแรงแล้ว เดี๋ยวไม่สบายเอา” ธัพธัยเห็นว่าน้องเล่นเป็นเวลานานพอควรแล้ว และท้องฟ้าก็กำลังมืดลงทุกที ตุบ! “ฮ่าๆๆ” มินจุนหัวเราะชอบใจที่ปาก้อนหิมะถูกตัวพี่ และเมื่อน้องเริ่มเล่นเป็นเด็กคนพี่ก็เอาด้วย ปาคืนบ้าง เกิดศึกปาหิมะขนาดย่อมๆ ธัพธัยวิ่งไล่มินจุนทันแล้วกระโดดตะครุบร่างบางจนน้องหกล้มหน้าหงาย ธัพธัยมองใบหน้าเนียนที่นอนหัวเราะร่ากับความสนุกอยู่นั้น เขาตัดสินใจประกบปากหนากับริมฝีปากเรียว ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือคนน้องไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธกลับรั้งคอพี่แล้วจูบตอบ “พี่ พี่ธัพ” ธัพธัยกัดริมฝีปากของตนลอบถอนหายใจเบาๆ เสียดายที่มันเป็นแค่ภาพมโน “ลุกได้ยัง ผมหนักนะ” มินจุนมองหน้าคนที่กำลังถอยร่นออกจากการนอนทับตนอยู่ ‘ใจเต้นแรงอีกแล้ว’ “เรา กลับกันเถอะ” หมดแรงกันทั้งพี่ทั้งน้องเดินตามหลังกันกลับที่พัก ธัพธัยนอนมองใบหน้านั้นเป็นเวลานาน เขาอาศัยช่วงที่น้องหลับแอบลากฟูกของตนเข้าไปชิดฟูกของน้อง อยากนอนมองหน้าแบบใกล้ๆ กันยา บอนไซฟาร์ม ฟาร์มขนาดย่อมอยู่ในซอยห่างจากถนนใหญ่เพียงไม่กี่เมตร มินอาองป้ายร้านเพื่อให้แน่ใจว่ามาไม่ผิดที่ จะว่าไปนี่ก็ที่ที่สามแล้วที่มินอามาเยือน เธอไม่เคยคิดว่าต้องเดินทางในที่ห่างไกลแบบนี้เพียงลำพัง แต่ก็นั่นแหล่ะ มินจุนเองก็ไม่อยู่ ส่วนอีกสองคนก็ไว้ใจไม่ได้ เธอยอมถ่อมาถึงขอนแก่นคนเดียวสบายใจกว่าเยอะ แต่คิดไปคิดมาหากเพื่อนคอยช่วยคงหาร้านเจอง่ายกว่านี้ เพราะเธอเป็นคนต่างชาติที่ไม่คุ้นชินกับประเทศไทย โดยเฉพาะต่างจังหวัดด้วยแล้ว ‘แควนชานา มินอาไฟติ้ง’ โฮ่งๆๆ เจ้าตูบพันธ์ทางสีน้ำตาลแดง รูปร่างอ้วนท้วนยืนขวางที่หน้าร้าน ตั้งท่าจ้องจะทำร้ายตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในพื้นที่ร้าน เสียงเห่าของมันดังจนหญิงสาวยืนขาแข็ง เธอกลัวจนไม่กล้าก้าวเท้าไปไหน “ไข่ตุ่น” เสียงนุ่มละมุนดังมาจากในร้าน เจ้าตูบตัวอ้วนหยุดเห่าและนอนลงอย่างเชื่อฟัง “ดูเหมือนคุณจะเหยียบของรักของมันอยู่นะค่ะ” “ชเวซงฮัมนีดา โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เมื่อมินอายกเท้าขึ้นพบเป็นกระดูกสำหรับให้น้องหมาแทะ เธอรีบกล่าวขอโทษเจ้าไข่ตุ่นและเจ้าของร้านเป็นการใหญ่ “ไม่เป็นไรจ้า เป็นคนเกาหลีหรอจ๊า” หญิงวัยกลางคนพูดจายิ้มแย้มด้วยสีหน้าท่าทางใจดี “ใช่ค่ะ คุณป้าเข้าใจภาษาเกาหลีด้วยหรอค่ะ” มินอาแปลกใจยิ่งที่คุณป้าอายุราวๆห้าสิบ จะรู้จักและเข้าใจภาษเกาหลีด้วย “ฉันเคยทำงานที่เกาหลีนะ ยังพอจำได้อยู่” คำตอบนั้นทำหญิงสาวสตั้นไปสิบวิ หัวใจของเธอเต้นแรงและเร็วมากจนต้องใช้มือน้อยๆมาวัดจังหวะที่หน้าอก แม้จะมีใบหน้าที่นิ่งแต่ดวงตาของเธอกลับฉายภาพผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ไปอย่างช้าๆ รอยยิ้มนั่น เสียงนั้นมัน “หนูจ๊ะ” “คะ ค่ะ” สัมผัสแผ่วเบาที่แขนของเธอทำให้ได้สติกลับคืนมา “หนูเป็นอะไรหรือเปล่า” “เปล่าค่ะ” “ป้าถามไปตั้งเยอะ แต่หนูดูเหม่อๆ ไม่สบายหรือเปล่าค่ะ” แม้จะเป็นเพียงคนแปลกหน้าแต่เจ้าของฟาร์มก็อุตส่าห์เป็นห่วง คนไทยเป็นแบบนี้ทุกคนไหมนะ “หนูเวียนหัวหน่อยนิดค่ะ” ประโยคคำตอบของมินอาดูเหมือนจะเรียงผิดไป แต่นั่นกลับสร้างเสียงหัวเราะให้กับทั้งสอง “เข้าไปนั่งในร้านก่อนเถอะค่ะ ถึงช่วงนี้จะเป็นหน้าหนาวแต่กลางวันก็คงร้อนมากอยู่” มือน้อยๆถูกจูงด้วยมือของเจ้าของฟาร์ม นำพาเธอเข้าไปยังข้างในร้าน ระหว่างทางรายล้อมไปด้วยบอนไซขนาดต่างๆ ตกแต่งอย่างสวยงาม “มะนาวน้ำผึ้งจ้า” “หื้อ อร่อยมากค่ะ ขอบคุณนะค่ะ” หญิงสาวรู้สึกขอบคุณจากใจจริง มินอากวาดสายตาไปโดยรอบ ดูเหมือนจะเป็นโรงเรือนแต่ล้อมรอบด้วยกระจก “สวนนี้จัดได้สวยมากนะค่ะ” พื้นที่ตรงกลางถูกจัดเป็นสวนขนาดกลาง ประกอบไปด้วยน้ำตกที่ถูกสร้างขึ้น ข้างล่างน้ำตกเป็นบ่อน้ำที่เลี้ยงปลาคร๊าฟอยู่หลายตัว ตกแต่งโดยรอบเป็นป่าบอนไซและไผ่เทียม อาจจะฟังดูเหมือนไม่เข้ากัน แต่กลับลงตัวสุดๆ “เป็นผลงานของลูกชายป้าเองค่ะ” หญิงกลางคนเอ่ยถึงบุตรชายด้วยสีหน้าแห่งความสุข ‘ลูกชาย’ เพียงได้ยินคำนี้ก็ทำใจน้อยๆให้พองโตได้ “มีคาเฟ่ด้วย ทำคนเดียวหรอคะ” “ปกติก็มีผู้ช่วย แต่เขาลากลับบ้านป้าเลยอยู่คนเดียว” “ลูกชายหล่ะคะ” เธอลองโยนหินถามทางดู “ลูกชายป้าไปเรียนที่กรุงเทพ เลยไม่ได้อยู่ช่วย” เจ้าของฟาร์มเธอพูดพลางยิ้มพลาง เดินไปหยิบขนมเค้กมาเสริฟให้สาวน้อย “ลองชิมดูสิ ป้าทำเอง อาจถูกปากก็ได้นะ” มินอาลองชิมตามคำเชิญชวนของผู้ใหญ่ เค้กนี่มีรสชาติที่ดีมากถูกปากเธอที่สุด หนึ่งชิ้นเล็กหมดเกลี้ยงในพริบตา ที่ใครว่าผู้หญิงกับขนมหวานเป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีก็อาจจะจริง เธอกวาดสายตาไปโดยรอบ ร้านช่างดูอบอุ่นตกแต่งได้น่ารักจริง ดวงตาสวยไปสบเข้ากับบางสิ่ง ‘รูปคู่’ เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆหตุเพราะคุ้นหน้าเด็กหนุ่มในรูปนัก “มินจุน ลูกชายป้าเองจ้า” มินอาหันขวับกลับมามองที่หญิงสูงวัยด้วยสายตามากมายหลายสิ่งที่อยากจะถาม หัวใจของเธอเต้นตูมด้วยความหวัง ดวงตาสั่นไหวด้วยความยินดี วันที่สองของการมาเยือนดินแดนโสมขาว “ทำไมเราไม่จ้างแท็กซี่พาเที่ยว” เพราะการขับรถเป็นเวลาค่อนวันแบบนี้ทำให้คนพี่เหนื่อยเต็มทน “ขับรถเที่ยวเองมันสะดวกกว่านิ เราอยากไปไหนก็ได้ ไม่ต้องมีเรื่องของเวลามาคอยควบคุม” ทั้งสองขับรถเที่ยวตามสถานที่ต่างๆตามแต่มินจุนอยากจะไป บ้างก็เป็นหมู่บ้านแถวรอบนอกเมือง คนพี่ก็ออกจะงงอยู่มากมาถึงคังวอนโดทั้งทีทำไมไม่ไปในสถานที่ท่องเที่ยวกันนะ “เลี้ยวขวาข้างหน้า” คนพี่ก็ขับตามคำบอกของน้องไม่ได้ขัดอะไร “กำลังจะขึ้นเขาแล้วนะ” “ถูกแล้ว ต้องผ่านเขาลูกนี้ไป” มินจุนอ่านแผนที่อย่างละเอียดแล้ว ไม่ผิดทางแน่ แต่คนพี่เริ่มใจไม่ดีแล้วหิมะที่ทับถมเป็นน้ำแข็งมันทำให้ถนนลื่น บังคับรถลำบากไหนจะไม่คุ้นเส้นทางอีก “มึงบอกกูได้ไหม ว่าเรากำลังจะไปไหนกัน” มินจุนร้อนใจเพราะใกล้มืดค่ำกลัวมองทางไม่เห็น เลือกที่จะเพิกเฉยคำถามของธัพธัย ข้างหน้าเป็นทางลงเนิน แต่ดูเหมือนว่าเบรกของรถคันที่ขับอยู่จะไม่ทำงานเสียแล้ว อ่า!!!!!! ธัพธัยหักพวงมาลัยไปตามโค้งไปชนเข้ากับต้นไม้ รถจอดสนิทไม่เคลื่อนไหว “เป็นอะไรไหม” คนพี่พอได้สติก็นึกถึงน้องก่อน เข้ารีบคว้ามือมินจุนเพื่อเช็คอาการบาดเจ็บ สีหน้าวิตกกังวลหนักมาก “ผมไม่เป็นไร” พอได้ยินแค่นั้นก็รุ้สึกโล่งปานยกภูเขาออกจากอก กลางเขาในต่างแดนเช่นนี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง เขาเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแค่เจ็บที่หน้าอกเพราะถูกกระแทก แต่ก็พอทนได้ เมื่อเช็คคนแล้วแต่เหมือนว่าสภาพรถจะไม่โอเครเท่าไหร่ ควันพวยพุ่งเต็มหน้ารถ “อยู่ในรถ อย่าออกไปนะ” ธัพธัยจำต้องลงมาดูสภาพรถเขาเปิดฝากระโปรงขึ้น ทันใดนั้น “โอ้ย” มินจุนตกใจหน้าเสียเปิดประตูจะออกไปดู แต่ฝั่งของตนนั้นติดกับหน้าผาจึงคลานมาออกฝั่งของคนขับ “พี่เป็นไร” ดูเหมือนไอร้อนของหม้อน้ำจะพุ่งใส่หน้า ธัพธัยเอามือป้องใบหน้าและดวงตา มินจุนก็เป็นห่วงมากขอให้พี่เปิดตาให้ดู การขยับเท้าไปมาบริเวณหน้าผาเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่มินจุนไม่ทันคิดเพราะมัวแต่ห่วงพี่ใจจะขาด “อ๊ากกกกก!” ตุบ! พี่น้องกอดกันกลมกลิ้งพลัดตกลงหน้าผา ดีที่ตกมาไม่ลึกมากเพราะก่อนจะถึงหุบเหวยังมีชั้นหินอยู่ ทั้งสองตกมาค้างที่ชั้นหินพอดี มินจุนผละหน้าออกจากอกพี่ขยับตัวดูไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเท่าไหร่ มีบาดแผลเพียงเล็กน้อย แต่พี่ธัพทำไมนอนนิ่งแบบนี้ล่ะ “พี่ธัพ พี่” เด็กน้อยออกอาการกลัวจันตัวสั่น สองมือเขย่าไปตามตัวหวังให้พี่ได้สติ “อย่าตายนะ” มินจุนเอาหูแนบที่หน้าอกก็รู้ได้ว่าหัวใจยังเต้นอยู่ “กูจะตายเพราะมึงนี่แหล่ะ” “ฮือๆๆๆ” มินจุนปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่นเขา “ก็กลัวพี่จะตาย” เสียงพูดปนสะอึกสะอื้นเหมือนเด็กขี้แย แต่มินจุนกลัวมากจริงๆ นั่งหลับตาปี๋แหกปากไม่หยุด จนธัพธัยต้องดึงเข้ามากอดทั้งที่ตัวเองก็เจ็บไม่น้อย “ไม่เป็นไร กูไม่ตายง่ายๆหรอก” มือหนาตบหลังเบาๆช่วยให้น้องยอมหยุดปากได้ ธัพธัยขยับร่างที่เจ็บทุกส่วนของตนมาพิงกับต้นไม้โดยมินจุนคอยช่วยไม่ห่าง ทั้งคู่เข้าสู่สภาวะเงียบสงบต่างไม่รู้จะหาทางออกกันยังไง แต่เอ๊ะ! จู่ๆมินจุนก็ลุกขึ้มาควานหาอะไรไปทั่วพื้น “หาอะไร เดี๋ยวตกเขานะ” คนพี่เป็นห่วงกลัวจะพลัดตกเขาลงไปอีก จึงจำต้องคลานมาปราม แต่เหมือนคนกระวนกระวายเมื่อครู่จะพบกับสิ่งที่ต้องการหาแล้ว “อะไรหน่ะ สำคัญขนาดนั้นเลยหรอ” กำไลทองคำขาว ธัพธัยสังเกตมาสักพักแล้ว ไม่ว่าจะอิริยาบถไหนมินจุนก็มักจะจับไปที่กำไลนั้นอยู่บ่อยๆ “สำคัญสิ สำคัญมาก” กำไลถูกใส่คืนที่เดิมลอบมองอยู่บ่อยครั้ง คงสำคัญมากจริงๆ “มึงบอกกูได้ยัง ว่าเรามาที่นี่ทำไม” มินจุนได้แต่มองหน้าพี่ นิ่งซึนไม่ยอมปริปาก “หรือจะให้กูตายก่อน ถึงจะยอมบอก” แน่นอนว่าไม่ใช่ เพียงแต่กำลังชั่งน้ำหนักดูอยู่ ‘หากรู้ว่าที่เป็นแบบนี้เพียงเพราะเขาแค่มาตามหาคนคนหนึ่ง’ “เป็นอะไรไปอีก ขยับมาใกล้อีกสิ” มือหนาดึงร่างบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก หิมะเริ่มโปรยปรายแล้ว และตอนนี้เขาหนาวจนสะท้านไปทั้งตัว “รู้แล้วอย่าโกรธนะ” “อื้อ บอกมาเถอะ” ธัพธัยเกยคางกับกลุ่มผมของน้อง ต่อให้เขาโกรธมากแค่ไหนคงไม่มีปัญญาทำอะไรใครในตอนนี้ เมื่อมินจุนมั่นใจว่าจะไม่ถูกเตะโด่งลงเหวแล้ว จึงกล้าเงยหน้ามาสบตาพี่ กลั้นใจยอมเปิดปากกับเรื่องที่เขาปกปิดเป็นความลับมาตลอด “คือ...!” มือเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋าหยิบบางสิ่งออกมา ภาพครอบครัวพ่อแม่ลูก เด็กน้อยในรูปยังเล็กนัก นั่งยิ้มไร้เดียงสาอยู่ในอ้อมแขนของชายร่างใหญ่ “ผมมาตามหาผู้ชายในรูป เขาเป็นพ่อของผม” มินจุนเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น รู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุของเรื่องในวันนี้ “ทำไมมึงไม่บอกกู” “เพราะผม ไม่น่าพาพี่มาเลย ไม่น่าตามหาคนที่ทิ้งผมไปเลย ขอโทษนะพี่” อยู่ดีๆก็ดีอยู่แล้ว กระเสือกกระสนตามหาคนคนนั้นไปทำไม เค้าจะอยากเจอเราหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เอ๊ะ! ทำไม! “พี่เป็นไร พี่ธัพ พี่แค่หลับไปใช่ไหม” เขาไม่รู้จริงๆว่าพี่แค่หลับหรือเปล่าแต่ในใจภาวะนาให้เป็นอย่างนั้น มินจุนออกแรงเขย่าตัวธัพธัย ถึงกระนั้นคนร่างใหญ่ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เขาเริ่มใจไม่ดีเลย ตัวพี่เองก็เย็นมากๆด้วย ถึงจะกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้สุดใจ แต่น้ำตาก็ไหลอาบแก้มไม่อายฟ้าดิน เขาถอดโอเวอร์โค้ทของตัวเองห่มให้กับร่างใหญ่ แม้ตัวเองจะหนาวเหน็บแค่ไหนก็ยอมทน คราวนี้มินจุนเป็นฝ่ายกอดให้ความอบอุ่นกับพี่บ้าง ความเย็นเข้าแทรกซึมไปทั่วร่าง เขาเริ่มอ่อนแรงลงทุกที ‘มันซ่อมไม่ได้แล้ว กูเลยซื้อเครื่องใหม่มาคืนให้’ มือถือราคาครึ่งแสนถูกยัดใส่มือแบบงงๆ เขายิ้มทั้งน้ำตาเหมือนภาพที่เพิ่งผ่านมาผุดขึ้นในหัว “ราคาครึ่งแสนแต่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับเครื่องไม่กี่พัน” มินจุนพลิกมือถือในมือไม่รู้กี่รอบแล้ว แม้เกาหลีจะเป็นประเทศที่มากด้วยเทคโนโลยี แต่ก็มีบางจุดที่อับสัญญาณเหมือนกันสินะ ‘รอยยิ้มของแม่นี่ช่างอบอุ่นหัวใจจัง’ เด็กน้อยค่อยๆหลับไปทั้งที่สมองยังคิดเรื่องราวมากมาย