ตอนที่สาม นิ้วทองคำ
หากจะบอกว่าความรู้จากปัจจุบันของผมนั้นจะช่วยผมได้แบบพระเอกอิเซไคแดนจงหยวนก็อาจจะพอได้
แต่ผมไม่คิดว่าผมจะเก่งกาจกว่ายอดคนในประวัติศาสตร์สักเท่าไรหรือไม่น่าจะมาต่อสู้กับยอดคนจากชนเผ่านอกด่านที่มีชีวิตอยู่บนหลังม้าได้
ทำให้ผมคิดว่าสิ่งเดียวที่ผมน่าจะฝากชีวิตเอาไว้ได้คือความสามาถรส่วนตัวของผมเท่านั้นเพราะท่าทางฝากชีวิตไว้กับคนในยุคนี้ที่หักหลังกันยิ่งกว่ามหาศึกชิงบัลลังก์ของพวกแดนไซฮกคงไม่ได้ผลสักเท่าไร
ผมสูดลมหายใจ ทำใจให้สงบลง
ััได้ถึงความเย็นผสมกับความอุ่นของหยกหยินหยางที่ห้อยอยู่ตรงที่คอของผมผสานไปกับกระแสอุ่นและเย็นของหยกหยินหยาง
เนื่องจากยังไม่มีคู่มือหรือคัมภีร์ในการที่จะใช้เคล็ดวิชาใดใดผมเลยพยายามจะใช้ลมปราณเดินไปตามกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายรับรู้ถึงอวัยวะภายในส่วนต่างๆของตนเอง
อย่างน้อยน่าจะเร่งเวลาในการที่ผมจะกล้ามเนื้อแข็งแรงเท่ากับนายกองเม่ยกั๋วได้ในเวลาไม่นานหากผมทานเนื้อและโปรตีนมากเพียงพอ
นี่คือที่พึ่งเพียงอย่างเดียวของผม
พลังปราณที่มีอยู่น้อยนิดผมใช้ไปกับการเคลื่อนไหวร่างกายพยายามใช้หูสดับฟังสรรพเสียงรอบข้างด้วยพลังปราณ
จับลมหายใจของทุกผู้คนและพยายามจำหน้าทุกคนเท่าที่จะทำได้และพยายามจะจำคนที่จะก่อปัญหาเอาไว้เป็หลัก
และคนที่จะก่อปัญหาหลักๆก็มาแล้ว
“ลูกเปียน เป็อะไรบ้างลูกรักของแม่โถเ้าพวกขันทีชั่วช้า สังหารท่านลุงของเ้าไป หากเกิดอะไรขึ้นกับเ้าข้าคงไม่รู้จะอยู่อย่างไรแล้ว”
“โฮ ท่านแม่ ข้ากลัว ข้ากลัว”
โฮไทเฮา มารดาของหองจูเปียนบุตรชายคนโตของฮ่องเต้องค์ก่อนนั่นเอง
“เรียนโฮไทเฮาพวกข้าพี่น้องสองคนหนีมาจากเงื้อมมือของขันทีชั่วได้โดยได้รับการช่วยเหลือจากท่านแม่ทัพใหญ่ตั๋งโต๊ะพะย่ะค่ะ”
หองจูเหียบ บุตรชายอีกคนขององค์ฮ่องเต้นั้นกล่าวตอบอย่างฉาดฉาน
แม้แต่ผมก็อดประทับใจไม่ได้
หากเปลี่ยนเป็ผมเจอความวุ่นวายภายในและแม่ทัพภายนอกพร้อมกันเช่นนี้
คงจะปัสสาวะ อุจจาระราดเป็แน่
สมแล้วที่ทำให้คนในยุคนี้ประทับใจว่าเป็ฮ่องเต้ที่ฉลาดเฉลียวแม้จะโดนปลดจากฮ่องเต้ในภายหลังก็ยังกลายเป็แพทย์ที่เลื่องชื่อในยุคของโจผี
ภาพของมารดาและบุตรโอบกอดกันร้องไห้
ภาพขององค์ชายน้อยที่ตอบคำถามอย่างฉาดฉาน
ไม่ได้ทำให้ผมประทับใจ
เพราะผมรู้ว่าไอ้พวกนี้มันไม่ใช่คนดีกันทั้งนั้น