ตอนที่ 7
คุณหนูผู้เกิดมาพร้อมความผิด
ไม่อาจรู้ได้เลยว่าดวงตะวันล่วงลับลงสู่ผืนดินไปแล้วหรือไม่ ไม่อาจเห็นแม้กระทั่งแสงเดือนหรือดาวที่มักพร่างพราวบนท้องนภา ััได้เพียงอากาศที่เริ่มเย็นลงและชื้นขึ้น ยังดีที่ตู้เฮ่าจุดไฟเอาไว้ให้พออบอุ่นและไม่มืดมิดจนเกินไป ไป๋จางลี่ตื่นตระหนกในคราแรก แต่พอมือน้อยๆ ของอาอู่เอื้อมมากอบกุมนางก็คลายกังวล สงบสติอารมณ์ หายใจเข้าลึกๆ มองไปรอบๆ แล้วค่อยๆ นั่งลงบนพื้นหินขรุขระทว่าอบอุ่นดังมีเตาถ่านวางเอาไว้ใต้ผืนศิลา
“บุรุษผู้นั้นช่างเ็าเหลือหลาย หากไม่ได้มาเห็นกับตาอาอู่คงเอ่ยได้ไม่เต็มปาก ข่าวลือที่ว่าประมุขจินไม่สนใจไยดีสตรีเห็นท่าจะจริง งดงามราวนาง์ดังคุณหนูกู้ยังถูกหมางเมิน เฮ้อ เห็นทีภารกิจเข้าใกล้ดูท่าจะใช้เวลานาน”
“อาอู่! เ้าอย่าเอ่ยเรียกข้าว่าคุณหนูกู้เด็ดขาด อย่าหลงลืมตัว แม้ตอนนี้ไม่มีผู้ใดอยู่ในถ้ำ แต่อย่าเพิ่งแน่ใจเพียงเพราะเรามองไม่เห็น ในเขตสำนักจินมีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึง” ไป๋จางลี่ หรือ ‘กู้ชิงอิง’ คุณหนูของอาอู่ กระซิบข้างหูของปักษารับใช้ที่อยู่ในร่างของมนุษย์
หลังตู้เฮ่าพาพวกนางเข้ามาสำนึกตน หรือจะเอ่ยอีกนัยก็คือรับโทษด้วยการกักขังในถ้ำใต้สระเหมันต์ ทั้งสองเลยต้องหารือกัน ถามไถ่ให้กระจ่างว่าคำปรามาสที่ได้รับจากจินเลี่ยงหรงนั้น เป็จริงหรือไม่
“อาอู่ เ้ารู้หรือไม่ว่าบิดา…ไม่สิ เ้าสำนักกู้ส่งผู้ใดเข้ามาเอาไข่มุก” กู้ชิงอิง (*นับั้แ่นี้จะแทนไป๋จางลี่ว่ากู้ชิงอิง) หลุดปากเรียกกู้ชิงเยี่ยนว่าบิดาอยู่ครู่หนึ่งก็ปรับเปลี่ยน เมื่อครู่เพิ่งตำหนิอาอู่ไป ยามนี้กลับเป็ตนเสียเองที่ลืมตัว
กู้ชิงอิงเป็บุตรสาวคนที่สี่ของเ้าสำนักกู้และฮูหยินใหญ่ เพราะภารกิจบางอย่าง บิดาเลยส่งนางเข้ามาในสำนักจินโดยใช้นามว่าจางลี่ แซ่ไป๋ ซึ่งเป็สกุลของสาวใช้าุโในจวนกู้
“อาอู่ไร้ความสามารถเ้าค่ะ อาอู่รู้แค่ต้องส่งสารไปบอกเ้าสำนักหลังรู้ที่ซ่อนของไข่มุกเหมันต์ จากนั้นเ้าสำนักกู้จะเป็ผู้มอบหมายเองว่าจะให้ผู้ใดก้าวขาเข้าเขตสำนักจิน และตอนที่ตัดสินใจอาอู่ก็ไม่ได้รับสารตอบกลับ เลยไม่รู้จริงๆ เ้าค่ะว่าเป็ผู้ใด”
“อืม”
“แต่ถ้าจะให้คาดเดา วรยุทธ์สูงจนสามารถผ่านเข้ามาถึงด้านหน้าสระเหมันต์ได้ขนาดนี้ บางทีอาจเป็หลี่อู๋ซาน”
“ศิษย์พี่อย่างนั้นหรือ”
กู้ชิงอิงนึกไปถึงดวงหน้าหล่อเหลาทว่าเ็า ยากนักที่เขาจะแสดงความรู้สึกออกมา ไม่ว่าจะโกรธ ดีใจ เสียใจ หรือหงุดหงิดเพียงใด ‘หลี่อู๋ซาน’ ก็จะแสดงอารมณ์ออกมาเพียงเฉยเมย
“อาอู่คิดว่าเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
“หากแต่กระบี่ที่ท่านประมุขเอาให้ดู ข้าว่ามันไม่ใช่ของศิษย์พี่เลยนะ”
“แม่นางไป๋เอ่ยมีเหตุผล”
“เอาเถิดๆ คาดเดาไปก็ไร้ผล อย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็ถูกลงโทษแทนคนผู้นั้นไปแล้ว ไม่รู้เมื่อใดจะส่งของกินมาให้ก็ไม่รู้” กู้ชิงอิงบ่นอุบอิบ ในหัวนึกไปถึงเ้าสำนักจินพลางมือก็ลูบท้องของตนที่กำลังประท้วงให้หาของคาวหรือหวานใส่เข้ามาเสียที
“นี่เ้าค่ะ อาอู่มีติดแขนเสื้อมาด้วย” นกน้อยในร่างมนุษย์ล้วงมือเข้าไปในเสื้อแขนกว้าง หยิบขนมกุ้ยฮวาที่นางมักซ่อนไว้กับตัว ออกมาให้คุณหนูของตนได้กินรองท้อง
“ขอบใจนะอาอู่ เพราะมีเ้าข้าถึงรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในยุทธภพแห่งนี้”
มือน้อยยื่นไปหยิบขนมหนึ่งชิ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ ในหัวพลางนึกไปถึงชีวิตที่แสนจะรันทดของตนเอง แม้เกิดมาในจวนของบิดาที่เป็ถึงเ้าสำนัก หากแต่ลำบากนัก แถมยังถูกคนอื่นปรามาสว่าเป็ต้นเหตุของความโชคร้ายทั้งปวง
นับั้แ่ลืมตาดูโลก มารดาแท้ๆ ที่ให้กำเนิดก็สิ้นอายุขัยจากโลกแห่งนี้ไปพร้อมหยาดน้ำตาของบิดาและพี่สาวทั้งสาม เติบโตมาได้หกปี ณ ลานกลางแจ้งที่มีเด็กหลายคนมารวมกันเพื่อแสดงพร์ที่ติดตัวของตนมา ทุกคนที่มาจากชนชั้นสูงในสำนัก ล้วนก่อกำเนิดจากครรภ์มารดามาพร้อมพลังิญญาขั้นต้น บ้างก็สามารถดูแลต้นไม้ให้เติบโตในเวลาอันรวดเร็ว บ้างก็ยกกระบี่ขึ้นมาได้แค่เพียงนิ้วก้อยเล็กๆ แตะััลงบนเนื้อโลหะ
คล้ายจะดี…
ถ้ากู้ชิงอิงสามารถแสดงความสามารถของตนเองออกมาบ้าง นิ่งสนิท แม้ฝุ่นธุลีเพียงนิดก็ไม่ขยับ
นางถึงถูกตราหน้าว่าไร้วรยุทธ์ แม้แต่ขั้นต้นก็ไม่มีคุณสมบัติ อับอายขายหน้าบิดาจนต้องหันหลังกลับเส้นทางเดิมโดยเร็ว และในเวลาเดียวกันนั้น เรือนอิงฮวาที่ใช้เก็บของมีค่าของกู้ฮูหยินคนเก่า กลับถูกเพลิงสีแดงกำลังลุกไหม้อย่าโชติ่
บิดากล่าวหาว่านางเป็ตัวซวย วันนี้พบเจอแต่เื่ไม่น่ายินดีก็เพราะมีกู้ชิงอิง
จากนั้นไม่นานตอนอายุได้ 5 ปี ผู้าุโของสำนักท่านหนึ่งลงมาจากเขาเทียมเมฆาในรอบ 20 ปี หลังจากขึ้นไปบำเพ็ญภาวนา ฝึกตนจนสามารถเลื่อนจากขั้นมหาปราชญ์จนเป็เซียน พบหน้ากู้ชิงอิงและทายทักถึงสามารถที่นางไม่อาจแสดงวรยุทธ์ พลังของนางยังถูกผลึกเอาไว้ จะต้องคลายผนึกเสียก่อนถึงสามารถใช้ความสามารถได้
เพราะประโยคนั้น เลยทำให้พี่ใหญ่และพี่รองของกู้ชิงอิง ‘กู้ชิงหรง’ กับ ‘กู้ชิงหลัน’ เสียชีวิตขณะช่วยน้องสาวปลดผนึกวรยุทธ์ของตนเอง กู้ชิงเยี่ยนและ ‘กู้ชิงอ้าย’ หรือพี่สามที่ไม่ค่อยลงรอยกับน้องสี่อยู่แล้ว กลายเป็ซ้ำร้าย โกรธจนถึงขั้นเกลียดกู้ชิงอิงไปเสียอย่างนั้น
“แม่นางไป๋ อย่าคิดสิ่งใดที่มันหดหู่เช่นนั้นเลย”
“ที่ข้าต้องมาสำนึกตนอยู่ในถ้ำเช่นนี้ก็เป็เพราะเ้าสำนักไม่ใช่หรือ เพราะข้าไม่ใช่คนที่เขาห่วงใย เพราะข้ามันตัวซวยเลยต้องมาเป็ของบรรณาการไร้ค่า”
“โถ่ อย่าคิดเช่นนี้ อาอู่และฮูหยินรองเป็ห่วงแม่นางไป๋นะเ้าคะ”
อาอู่หมายถึงฮูหยินคนใหม่ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งภรรยาของเ้าสำนักแทนมารดาของกู้ชิงอิง ‘หลี่จิ้งอวี๋’
“อืม ข้ารู้” เสียงเบาหวิวเปล่งออกจากริมฝีปากสีชมพูชุ่มชื้น
หลับตาลงช้าๆ สะกดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่กำลังจะล้นปรี่ให้คืนกลับหายเข้าไปเก็บไว้ในก้นบึ้งหัวใจดังเดิม
…หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ตู้ิเดินเข้ามาในถ้ำและพากู้ชิงอิงกับอาอู่กลับมายังเรือนซูผิง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานรสเลิศจากฝีมือแม่บ้านจาง
“ข้ากินได้จริงๆ หรือ” คิดว่าตนได้ยินไม่ผิด หนึ่งชั่วยามกับอีกสองเค่อก่อนหน้า ท่านประมุขเอ่ยสั่งให้สำนึกตนอยู่ในนั้นเป็เวลากว่าสามวัน แต่นี่ยังไม่ถึงครึ่งวันเลยด้วยซ้ำ นางกลับได้ออกมาเสียแล้ว
…หวังว่าอาหารข้างหน้าคงไม่เจือปนไปด้วยพิษอันใดหรอกนะ
“ขอรับ กินได้จริงๆ” ตู้ิยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น
“ใช่ว่ากินแล้วจะไม่มีโอกาสลืมตาตื่นมาอีกนะ”
“ฮ่าๆ แม่นางไป๋ช่างมีอารมณ์ขัน” เสียงหัวเราะของตู้เฮ่าดังลั่นไปทั่วเรือนพักผ่อนของสาวใช้
“ข้าไม่ได้เอ่ยเพื่อเรียกเสียงหัวเราะ หากแต่กังวลจริงๆ ไม่ใช่ว่าท่านประมุขแอบสั่งเ้าให้ใส่พิษลงไปเพื่อสังหารข้าหรอกนะ”
“ฮ่าๆ” หนนี้ทั้งตู้เฮ่า ตู้ิ และแม่บ้านจางต่างหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน
“แม่นางไป๋ เ้าสำนักจินหาได้มีจิตใจโเี้เช่นนั้นไม่”
“ยิ่งกับสตรีงดงามแล้วยิ่งไม่มีทางสั่งการเช่นนั้นเด็ดขาด”
ตู้ิและตู้เฮ่าต่างพร้อมกางแขนปกป้องเ้านายอันเป็ที่รักของตน
“จริงหรือ ท่านประมุขนี่หรือจะอ่อนโยนกับบุปผา เพราะหากเป็เช่นนั้นจริง เหตุใดถึงได้ใจร้ายกับข้านัก” กู้ชิงอิงตัดพ้อ
“นั่นเพราะเ้า…”
“เอาเถิดๆ หยิบตะเกียบมาคีบเนื้อแกะย่างเกลือได้แล้ว” แม่บ้านจางเอ่ยแทรกก่อนตู้เฮ่าจะเอ่ยจบ
“เ้าค่ะ ข้าซาบซึ้งในเมตตาของแม่บ้านจางยิ่งนัก หากมีโอกาสจะตอบแทนความดีนะเ้าคะ”
“อย่าใส่ใจเลยแม่นางไป๋ เพียงไม่ซุ่มซ่ามและมีทักษะสาวใช้สักนิดก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณอาหารตรงหน้านี้แล้ว”
“แฮ่ๆ” กู้ชิงอิงหัวเราะแห้ง
แม้ตนเองจะไม่ใช่บุตรสาวอันเป็ที่รักของบิดา แต่งานบ้านงานเรือนก็ไม่เคยหยิบจับเพราะมีสาวใช้คอยทำให้มาตลอด และเพราะว่าเป็เช่นนี้จึงไม่ค่อยรู้สิ่งใดเกี่ยวกับงานของสาวใช้เลย
“เฮ้อ ข้าล่ะหนักใจเสียจริง” จางฮวาตัดพ้อต่อหน้าที่ที่จะต้องมาดูแลสาวใช้ที่ไม่รู้งานของสาวใช้
“ต่อไปข้าจะตั้งใจเรียนรู้คำชี้แนะของแม่บ้านจางเ้าค่ะ”
“อืมๆ กินเถิด”
“เ้าค่ะ!”
…อีกด้านหนึ่ง
บนหลังคากระเบื้องของเรือนซูผิง บุรุษรูปงามนั่งให้สายลมพัดเส้นผมและอาภรณ์สีอาทิตย์ในยามอัสดง ปลิวพลิ้วไหวไปตามความเอื่อยเฉื่อยให้พอรู้สึกเย็นสบายของสายวาโย
บทสนทนาทุกคำจากด้านในห้องโถงนั้น จินเลี่ยงหรงได้ยินชัดทุกถ้อยคำ แถมเขายังรู้อีกด้วยว่าสตรีผู้เป็สาวใช้กำลังคิดสิ่งใดเกี่ยวกับตนอยู่
“นางกำลังกล่าวหาว่าเ้าเป็บุรุษตัดแขนเสื้อ ไม่นิยมสตรีแต่หลงใหลบุรุษ”
เสียงของผู้มาใหม่เปล่งดังขึ้นมาพร้อมๆ กับขาก็กำลังก้าวเดินตามแผ่นกระเบื้องมาหยุดอยู่ข้างๆ จินเลี่ยงหรง ทำราวกับหลังคาคือพื้นดินเรียบๆ ที่จะเดินเหินไปทิศใดก็ไม่พลาดพลั้ง
“ไม่เอ่ยสิ่งใดข้าก็ไม่ได้ว่าเ้าเป็ใบ้”
“ท่านประมุขช่างปากคอเราะรายเสียจริง ใช่สิ ข้ามันเป็บุรุษ หาใช่สตรีโฉมสะคราญอย่างแม่นางไป๋”
‘หวงเฟยหลง’ ซึ่งสามารถคาดเดาความคิดของกู้ชิงอิงได้เหมือนกับจินเลี่ยงหรง เอ่ยคล้ายน้อยใจสหายที่เห็นแก่สตรีมากกว่าบุรุษ
“อย่ากวนประสาทข้าถ้าไม่อยากตกลงไปให้ขายหน้าพวกบ่าวรับใช้ในเรือนซูผิง”
“โหดร้ายเสียจริง สหายของข้าช่างใจร้ายกับข้ายิ่งนัก” ปากตัดพ้อแต่กายเคลื่อนเข้าใกล้ไปอิงแอบแขนข้างซ้ายหวังป่วนเ้าสำนักให้รำคาญใจหนักเข้าไปอีก
“ออกห่างจากข้า”
“เ็าเหลือเกิน”
“เอามือออก”
“ใช่สิ ข้าไม่ใช่นางนี่ ทำผิดอย่างไรก็อภัยให้ทุกครั้ง ปากบอกจะกักขังสามวัน นี่ไม่ถึงหนึ่งวันก็ปล่อยออกมาเสียแล้ว ในใจหวังสิ่งใดจากนางอยู่หรือไม่นะ ถึงได้ใจดีกับสตรีผู้นี้ต่างจากคนอื่นๆ”
“หยุดพูดจาไร้สาระแล้วไปสืบข้อมูลที่ข้าสั่งมาโดยเร็ว”
เ้าสำนักจินปัดมือของสหายออกอย่างไม่ไยดี ลุกขึ้นจากแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาและทะยานกายออกห่างจากหวงเฟยหลงกลับเรือนไท่จงของตนเอง ทิ้งให้สหายผู้นิยมชมชอบการประชดประชันให้ใบหน้านิ่งๆ ได้แสดงอารมณ์ออกมาบ้าง ยืนกอดอกและยิ้มมุมปากข้างหนึ่งขณะมองตามแผ่นหลังท่านประมุขไปจนลับสายตา