ตอนที่ 5
เปิดกล้อง
วันเปิดกล้องละครเื่ ‘นี่ผมต้องเป็คุณพ่อแล้วเหรอ!!’ ภาวินรับบทเป็พระเอกชื่อ‘ปราภัทร์’ หนุ่มเพลย์บอยที่ตกหลุมรักเพื่อนอย่างนางเอกของเื่ ‘มินตรา’
ที่ห้องแต่งตัว ภาวินกำลังนั่งอ่านบท รอบตัวเขาถูกห้อมล้อมไปด้วยช่างแต่งหน้าและช่างทำผมเพื่อเสริมแต่งภายนอกให้เข้ากับบทบาทนั้น
เขากวาดสายตาไปรอบๆ ห้องแต่งตัวนี้ เหมือนพยายามมองหาใครบางคน
‘เธอยังไม่มา? ทำไมไม่เห็นที่ห้องแต่งตัวเลย’ เมื่อไม่เห็นนางเอกของละครเื่นี้ จึงเอ่ยถามช่างแต่งหน้าด้วยความสงสัยทันที
“วันนี้นักแสดงทุกคน ต้องเข้ามาแต่งหน้าแต่งตัวที่นี่รึเปล่าครับพี่?”
“ใช่ค่ะ เอ๊ะนี่น้องวินถามหาใครเอ่ย หรือจะเป็นางเอกของเรารึเปล่าคะ ฮ่า ๆ แซวนะคะน้องวิน”
สาวสองรุ่นพี่ช่างแต่งหน้ากับช่างผมก็หัวเราะร่วนหลังเอ่ยแซวภาวินตามประสาน้องที่รู้จักกันมานาน
‘ถึงแซวอย่างนั้นคงไม่แปลก เพราะผมกับพิมเคยเป็อดีตคู่รักที่มีข่าวด้วยกันมาก่อน ทั้งกองคงจะจับตามองผมกับพิมอยู่แล้ว แต่ผมคงไม่ได้แคร์อะไร หากเทียบกับก่อนนี้ที่ต้องคอยปกปิกทุกเื่ส่วนตัว’
“ใช่ครับ คุณพิมนั่นแหละครับ ผมยังไม่เห็นนางเอกของผมเลย”
ภาวินตั้งใจยอมรับและโพล่งคำตอบเขาว่าเป็พิมพิชาตามที่คนถาม้าให้เป็ แล้วยิงคำถามต่อ โดยไม่แคร์ผู้ได้ยินนั้นจะคิดอย่างไรต่อ
ทำเอาผู้คนในห้องแต่งตัว ทั้งช่างทำผม ช่างแต่งหน้าและสไตล์ลิสต์ที่กำลังขะมักเขม้นกับงานของตัวเอง ต่างหยุดชะงัก และพร้อมใจกันกระซิบกระซาบเื่เขา
“เกิดอะไรขึ้น เขาจะกลับมาคบกันอีกเหรอ”
“ชู่ว์...เหยียบไว้นะ อย่าให้ข่าวนี้หลุดไปเชียว เดี๋ยวจะโดนฟ้องเอานะแก”
เสียงกระซิบที่หลุดลอดมา ทำให้สาวสองช่างแต่งหน้าต้องรีบตอบคำถามของพ่อพระเอก เพื่อกลบเกลื่อนเสียงกระซิบของทีมงานในห้อง หากถูกฟ้อง ค่าเสียหายคงไม่น้อยแน่
“เอ่อออ...ก่อนที่น้องวินจะมาถึงสักครึ่งชั่วโมงได้ คุณพิมแต่งหน้าทำผมเสร็จ ก็ไปที่รถคอฟฟี่ทรัคเลยค่ะ คุณพิมเขาสั่งมาเลี้ยงทีมงานทั้งหมดค่ะ”
“ออครับ ถ้างั้น...รีบหน่อยนะครับ ผมจะแวะไปดื่มกาแฟสักแก้ว”
“ได้เลยค่ะ”
หลังแต่งตัวเสร็จ ภาวินรีบก้าวเท้าไวเพื่อไปหานางเอกของเขา เมธาก็รีบเดินตามเขาและเห็นท่าทีรีบร้อนก็อดสงสัยไม่ได้
“นี่พี่จะรีบไปไหนครับ ดื่มกาแฟ? ไม่ต้องรีบก็ได้มั้งครับ”
“...”
“หรือว่าเป็คุณพิม? ยังไงพี่ก็ต้องเจอกันตอนเข้าฉากอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องรีบเลย”
“เงียบไปเมย์ ไม่ต้องพูดมาก”
เมธาได้ยินถึงกับหน้าเจื่อน คิดว่าพี่ชายคนนี้กำลังไปหาสาวแน่ ๆ ‘นี่พี่วิน! ตกหลุมรักนางเอกตัวเองเข้าแล้วรึเปล่าเนี่ย’
ขณะที่พิมพิชากำลังถ่ายรูปกับทีมงาน ภาวินเองก็รีบตีเนียนไปยืนข้างเธอ
เขากระซิบขอร้องให้ทีมงานช่วยหลีกทาง เพื่อเขาเองจะเข้าไปยืนข้างพิมพิชา
“ขอโทษครับ ผมแทรกตรงนี้ได้ไหม”
พิมพิชาเองก็รู้สึกได้ว่ามีคนพยายามเบียดและแทรกตัวมายืนข้างเธอ และต้องประหลาดใจที่เห็นว่าคนข้างเธอนั้นเป็ภาวินพ่อพระเอกของเธอ
‘มาตอนไหนเนี่ยตาคนนี้ ที่ตั้งเยอะตั้งแยะ แล้วเข้ามาเบียดกันทำไม?’
“คุณวินคะ ที่เยอะแยะมายืนเบียดทำไมคะ”
“นางเอกต้องยืนคู่กับพระเอกสิครับ แล้วก็ผมอยากถ่ายรูปด้วยนี่ครับ...หมายถึงถ่ายรูปกับทุกคนอ่ะครับ”
“เหรอคะ”
ระหว่างที่ทั้งสองเดินไปเข้าฉาก ต่อมอยากรู้ของเขามันเริ่มทำงานว่าผู้ชายที่มารับเธอวันนั้นเป็ใคร
ถึงปากเขาอยากถามให้รู้เื่ไป แต่ข้างในมันรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะถาม เพราะมันดูคล้ายว่า...เขากำลังสนใจเธอ
‘แต่ในเมื่อผมเองที่อยากรู้...ก็ต้องถามเธอไปเลยสิ’
“เออออ...วันนั้นแฟนคุณเหรอ?”
“แล้วคุณวิน อยากรู้ไปทำไมคะ”
“ก็...ก็ผมอยากรู้เฉย ๆ เห็นเขาหน้าดีจะได้ชวนเข้าวงการบ้าง”
เขาบ่ายเบี่ยงคำตอบทั้งที่ใจอยากรู้ แต่สมองกลับสั่งให้เก็บความรู้สึกไว้
“คุณคิดว่าไงล่ะ ั้แ่มีข่าวกับคุณ คุณคิดว่าพิมจะไม่มีคนมาจีบเลยเหรอคะ”
“แค่จีบ แค่เข้ามาจีบเฉย ๆ ไม่ใช่แฟนใช่มั้ย?”
“คุณวินคะ เราสองคนต้องเข้าฉากแล้วนะคะ”
เธอรีบปิดบทสนทนานี้ ปล่อยให้คนที่อยากรู้ต้องกลับไปคิดเองว่าเธอมีแฟนหรือเปล่า
‘นี่นายจะกวนประสาทฉันสินะหรือ...คงไม่คิดจะจีบฉันจริง ๆ หรอกใช่ไหม’
ณ ห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกจัดขึ้นมาในสตูดิโอใหญ่ ฉากแรกพบพระนางนี้ ถูกจัดเลียนแบบให้เสมือนห้องเรียนในมหาวิทยาลัย ที่มีโปรเจคเตอร์จอใหญ่และเต็มไปด้วยโต๊ะเรียนที่ไล่ระดับ
พิมพิชาและภาวินเดินมาที่หลังจอมอนิเตอร์ ซึ่งมีผู้กำกับและทีมงาน คอยอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ของฉาก
เธอและภาวินตั้งใจฟังผู้กำกับอธิบายบทและความ้าของเขาที่้าให้สองคนแสดงออกของฉากนี้
“ไม่มีอะไรมากนะฉากนี้ เล่นไปตามบท แต่ผมเน้นบทของภาวิน ผมอยากให้คุณเป็หนุ่มเ้าเสน่ห์หน่อย เดี๋ยวกล้องหนึ่งจะโคลสอัพสีหน้าให้ใช้สายตาส่งมาหานางเอก แบบเล็งสาวคนนี้ไว้!”
“ได้ครับพี่”
ได้เวลาเริ่มฉากแรกเป็ฉากพระนางพูดคุยทั่วไป ผู้กำกับเริ่มส่งเสียงออกทางโทรโข่งให้ทุกคนตรงนั้นพร้อมถ่ายฉากนี้
“กล้อง แสง วิน น้องพิม ทุกคน พร้อมนะ ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แอคชั่น”
สิ้นเสียง ‘แอคชั่น’ ภาวินในบทปราภัทรเดินเข้าไปทักทายมินตรานางเอกของเื่
“สวัสดีครับ ผมภัทรครับยินดีที่ได้รู้จักครับ”
การแสดงของเขาดำเนินไปอย่างธรรมชาติ ไม่ดูแข็ง ดูเป็ ตัวละครนั้นจริงๆ
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยเข้าหาเธอ ขณะที่กล้องหนึ่งโคลสอัพไปที่ใบหน้าขาวสว่างที่ตัดกันกับสีของริมฝีปากอมชมพู อีกทั้งสายตาเขาที่เป็ประกายขณะจ้องไปยังสายตาคนฝั่งตรงข้าม อาจทำให้คนที่ดูละครอยู่หน้าจอโดนพ่อหนุ่มคนนี้ตกไปเป็แน่!
“สวัสดีมินตราค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
พิมพิชาเองไม่อาจปฏิเสธสายตานี้ของเขาเช่นกัน เธอสื่อสารกับด้วยการแสดงที่ดูไร้เดียงสาและตอบรับการแสดงไปตามบทเช่นกัน
“ว่าแต่ที่ตรงนี้...ว่างมั้ยครับ? ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ ตรงนี้ไม่มีคนนั่งค่ะ”
“คัท โอเค...ได้เลย”
เสียงผู้กำกับสั่งคัท อาจเพราะความมืออาชีพของทั้งสอง ทำให้ฉากแรกถ่ายจบไปเพียงหนึ่งเทคเท่านั้น
ก่อนเข้าฉากต่อไป โปรดิวเซอร์แจ้งให้นักแสดงและทีมงานพักเบรกหนึ่งชั่วโมงเพื่อทานอาหารกลางวันก่อนเข้าฉากต่อไปใน่บ่าย
ส่วนใหญ่นักแสดงจะเตรียมอาหารส่วนตัวมาทานเองเพื่อคุมโภชนาการ ภาวินเองก็เช่นกัน เขาเป็คนซีเรียสกับเื่อาหารการกิน
แต่วันนี้คนที่ไม่แม้แต่จะทานอาหารที่มีไขมันส่วนเกิน กลับสั่งให้เมธาและพลอยเตรียมอาหารที่ไม่เน้นสุขภาพเลย ไม่ใช่อาหารคลีนหรือคุมแคลลอรี่แต่อย่างใด กลับเป็อาหารที่พิมพิชาชอบทั้งสิ้น
‘ผมก็ไม่แน่ใจหรอกนะ ว่าเธอจะชอบไหม? แต่ตามข้อมูลที่เธอไปสัมภาษณ์ไว้ เธอบอกเมนูไหนผมก็สั่งอันนั้น’
คืนก่อนวันเปิดกล้อง
‘ผมอยากให้เราสนิทกันมากกว่านี้ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเธออึดอัดไม่ผ่อนคลายเวลาเราคุยกัน ทั้งที่ผมพยายามชวนเธอคุยด้วยตลอด’
เขาได้แต่คิดและหาวิธีที่ทำให้คุยกันมากขึ้น ‘ถ้างั้นพรุ่งนี้กินข้าวกลางวันดีกว่า’
เกือบชั่วโมงที่ภาวินหาข้อมูลอาหารที่พิมพิชาชอบ เขานั่งดูคลิปรายการที่พิมพิชาไปสัมภาษณ์เื่ราวส่วนตัว เขาได้จดรายการอาหารทุกประเภทไว้ แล้วกดโทรศัพท์เพื่อให้เมธาเตรียม
“ฮัลโหล ครับพี่”
“เมย์พรุ่งนี้เตรียมอาหารกลางวันให้พี่หน่อยนะ”
เขาพูดชื่อเมนูอาหารเกือบสิบอย่าง ทั้งคาวทั้งหวานจนเมธาประหลาดใจที่มันไม่ใช่เมนูอาหารเหมือนทุกที แถมเยอะซะเหมือนว่าเลี้ยงคนสิบคน
“นี่พี่จะเลี้ยงคนทั้งกองถ่ายเปล่าครับเนี่ย”
“ใช่ที่ไหนล่ะ ออ! บอกพลอยไม่ต้องเตรียมของคุณพิมนะให้มาทานด้วยกัน แล้วถ้าคุณพิมถามให้นายสองคนบอกว่าเป็สวัสดิการบริษัทเรา”
“อ๋อ ๆ เข้าใจแล้วครับ”
ปัจจุบัน
ภาวินและพิมพิชาที่เดินออกจากกองถ่ายมาที่รถบ้าน ซึ่งเป็ที่พักของนักแสดง เขาเอ่ยชวนเธอมาทานข้าวด้วยกัน
“วันนี้คุณพิมไปทานข้าวกลางวันกับผมมั้ย ที่รถบ้านผมเอง”
“นี่คุณไม่กลัวสายตาคนในกองถ่ายเลยเหรอคะ”
“กลัวทำไมล่ะครับ คุณพิมกลัวว่าคนอื่นจะคิดว่าเรากลับไปคบกันอีกรอบเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ่”
“ก็ปล่อยไปสิ อาจจะจริงก็ได้ ใครจะไปรู้?”
“นี่คุณ!!”
“เอาน่าๆ ที่กองถ่ายนี้ เขามืออาชีพกันทั้งนั้น ไม่มีข่าวหลุดออกไปหรอกครับ ไปนะครับ ที่รถบ้านผมอาหารเยอะแยะไปหมด”
พิมพิชาหันไปมองหน้า พลอยเองก็ได้แต่พยักหน้าบอกพิมพิชาว่าไม่เป็อะไร เพราะเธอเองต้องตามน้ำกับคำสั่งของภาวิน
“ไปเถอะค่ะพี่ วันนี้พลอยกับคุณเมธาจะเตรียมอาหารด้วยกันไปเลย”
อาหารที่อยู่ตรงหน้าทั้งไทย ทั้งฝรั่งถูกพลอยและเมธาเตรียมไว้ ล้วนแต่เป็เมนูที่เธอชอบทั้งสิ้น พิมพิชาเธอเห็นแล้วอยากจะทานให้หมดทุกเมนูเลย ‘พลอยกับเมย์นี่รู้ใจจริง ๆ’
“เป็ไงบ้างครับ อาหารที่อยู่ตรงหน้ามันเยอะจนพิมใไปเลยใช่มั้ย”
“นี่คุณ้าอะไรจากฉันรึเปล่าคะ หรือกำลังเอาใจฉันอยู่เนี่ย”
“เอาใจที่ไหนล่ะครับ สวัสดิการค่ายเรา ใช่ไหมเมย์?”
“เออ...ใช่ครับพี่”
เมธาก็เลยต้องเออออตามคำอ้าง ทั้งที่ภาวินเองสั่งให้เขาและพลอยเป็คนไปเตรียมมา ‘เยอะขนาดนี้ แทบจะแจกคนทั้งกองแล้วมั้ง’
พิมพิชาที่ได้ยินอย่างนั้น เธอคิดว่าคงเธอที่คิดมากไปว่าเขาจะมาจีบหรือเอาอกเอาใจเธอ ‘คงเป็มิตรภาพของเพื่อนร่วมงานกันนั่นแหละ คิดมากยัยพิม’
“เออ...พิมครับ วันอาทิตย์นี้ไม่มีถ่าย พิมติดธุระที่ไหนมั้ย”
“ทำไม มีอะไรธุระรึเปล่าคะ”
“พ่อแม่ผม เขารู้เื่ที่ผมทำงานกับพิม แถมเื่ก่อนหน้าพวกเขาเองก็รู้ว่าผมเคยทำให้คุณลำบาก เลยอยากจะเลี้ยงข้าวเพื่อขอโทษพิมสักหน่อยอ่ะครับ”
“ไม่จำเป็ที่พ่อแม่คุณ ต้องมาขอโทษฉันเลยนี่คะ ตัวคุณเองนั่นแหละที่สร้างปัญหา”
“เอาน่าๆ เขาอยากเลี้ยงก็ไปหน่อยนะครับ”
“ไปก็ได้ค่ะ แต่ไปในฐานะเพื่อนร่วมงานคุณนะ”
“ครับผม!! งั้นวันอาทิตย์นี้พิมไปรถผมนะ”
“ค่ะ”